- หน้าแรก
- ข้าเป็นเพียงคนธรรมดา หาใช่ปรมาจารย์ไม่
- บทที่ 3 โลก ดินแดนต้องห้ามในตำนาน
บทที่ 3 โลก ดินแดนต้องห้ามในตำนาน
บทที่ 3 โลก ดินแดนต้องห้ามในตำนาน
บทที่ 3 โลก ดินแดนต้องห้ามในตำนาน
"อ้าว ฟื้นแล้วหรือ?"
เฉินฝานผลักประตูเดินเข้ามา เมื่อเห็นเย่ชิงอู่ยืนอยู่ริมกำแพง เขาก็ต้องตกตะลึงเป็นอย่างมาก
เขาไม่คาดคิดเลยว่าความสามารถในการฟื้นตัวของเย่ชิงอู่จะยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้
"สมกับเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ฟื้นตัวได้เร็วปานนี้ แถมดูเหมือนจะหายดีแล้วด้วย!"
เฉินฝานลอบทึ่งอยู่ในใจ
"ผู้น้อยเย่ชิงอู่ ขอคารวะผู้อาวุโส ขอบพระคุณผู้อาวุโสที่ช่วยชีวิตเจ้าค่ะ ผู้น้อยไม่มีสิ่งใดจะตอบแทน ขอผู้อาวุโสโปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถิด! ให้ผู้น้อยได้คอยปรนนิบัติรับใช้ข้างกายท่านไปตลอดชีวิต!"
ขณะที่เฉินฝานกำลังยืนอึ้งไปชั่วขณะ เย่ชิงอู่ก็คุกเข่าลงตรงหน้าเขาอีกครั้ง ใบหน้าของนางเปี่ยมไปด้วยความเคารพ เทิดทูน และภักดี
หรือว่าคนผู้นี้จะบาดเจ็บหนักจนสมองกระทบกระเทือนไปแล้ว?
เจ้าเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ผู้สง่างาม ทว่าเอะอะก็คุกเข่าให้ปุถุชนคนธรรมดา ซ้ำยังอ้อนวอนขอให้ปุถุชนรับเป็นศิษย์อีก
ศักดิ์ศรีอันสูงส่งของการเป็นผู้ฝึกยุทธ์หายไปไหนหมด?
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงสิ่งที่เฉินฝานคิดในใจ เขาไม่กล้าพูดออกไปหรอก
เขารีบกล่าวว่า "แม่นางเย่ โปรดลุกขึ้นเถิด!"
"ไม่เจ้าค่ะ ผู้อาวุโส หากท่านไม่ยอมรับข้าเป็นศิษย์ ข้าก็จะไม่ขอลุกขึ้นเด็ดขาด!"
ขณะที่พูด เย่ชิงอู่ก็โขกศีรษะลงกับพื้นจนเกิดเสียงดังตึงๆ ท่าทางของนางดูจริงใจถึงขีดสุด
เย่ชิงอู่จะไม่จริงใจได้อย่างไรเล่า?
เฉินฝานเพียงแค่สะบัดมือก็สังหารหนึ่งในสี่ผู้พิทักษ์แห่งสำนักร้อยอสูรได้อย่างง่ายดาย ยาที่เขาปรุงขึ้นมาลวกๆ ก็ทำให้นางหายจากอาการบาดเจ็บเป็นปลิดทิ้ง หนำซ้ำยังช่วยให้นางทะลวงระดับพลังได้ภายในเวลาเพียงชั่วยามเดียว
เตียงที่นางหลับนอนก็เต็มไปด้วยลวดลายแห่งเต๋า เบาะรองนั่งก็มีปราณวิญญาณพวยพุ่งออกมา
ภาพวาดที่แขวนอยู่บนผนังก็ก่อเกิดเป็นโลกอีกใบ ช่วยให้ผู้คนรู้แจ้งในมรรควิถี
ภาพอักษรพู่กันที่แขวนอยู่บนผนังก็มีภาพซ่อนอยู่ในตัวอักษร และมีโลกซ่อนอยู่ในภาพนั้นอีกที
ทุกสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น
แต่ละอย่างล้วนเพียงพอที่จะทำให้นางรู้สึกเคารพเทิดทูนและเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใส
การได้พบกับยอดคนเช่นนี้ ถือเป็นวาสนาที่นางสั่งสมมาถึงแปดชาติ
เย่ชิงอู่รู้ดีแก่ใจว่าท่านปรมาจารย์ไม่เพียงแต่ช่วยชีวิตนางไว้ แต่ยังรักษาบาดแผลให้นางอีกด้วย ไม่ว่านางจะตอบแทนท่านปรมาจารย์อย่างไรก็คงไม่เพียงพอ และการหน้าด้านอ้อนวอนขอให้ท่านปรมาจารย์รับเป็นศิษย์ ก็ถือเป็นการเนรคุณและไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย
หากนางบังเอิญทำให้ท่านปรมาจารย์ไม่พอใจ นางคงถูกลบหายไปจากโลกนี้ในชั่วพริบตา
ทว่าหากนางไม่ไขว่คว้าโอกาสที่สวรรค์ประทานมาให้นี้ นางก็รู้สึกว่าคงต้องเสียใจไปตลอดชีวิต
ยิ่งไปกว่านั้น มีเพียงการได้เป็นศิษย์ของท่านปรมาจารย์เท่านั้น นางถึงจะมีหน้าไปขอร้องให้ท่านปรมาจารย์ออกโรงช่วยเหลือบิดาและสำนักของนางได้
"แม่นางเย่ เจ้าเข้าใจอะไรในตัวข้าผิดไปหรือเปล่า? ข้าเป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดา เหตุใดเจ้าจึงอยากกราบข้าเป็นอาจารย์นักเล่า?"
เฉินฝานกล่าวอย่างจนปัญญา
เย่ชิงอู่สะดุ้งเฮือกในทันที
ท่านปรมาจารย์ถึงกับเรียกตัวเองว่าปุถุชน หรือว่าท่านปรมาจารย์จะโกรธเข้าแล้ว?
นางเคยได้ยินผู้อาวุโสในสำนักเล่าว่า มียอดฝีมือบางท่านที่ตบะลึกล้ำชอบออกมาเที่ยวเล่นบนโลกมนุษย์ โดยแสร้งทำตัวเป็นปุถุชนเพื่อขัดเกลาตนเองในโลกีย์วิสัยและชำระล้างจิตใจ
หรือว่าท่านปรมาจารย์ตรงหน้านี้จะเป็นหนึ่งในยอดฝีมือผู้มีตบะลึกล้ำเหล่านั้น?
ใช่แล้ว
ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ๆ
ในเมื่อท่านปรมาจารย์แสร้งทำตัวเป็นปุถุชนเพื่อเที่ยวเล่นบนโลกมนุษย์ เขาก็ย่อมไม่อยากให้ใครมาเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง
การที่ข้าขอฝากตัวเป็นศิษย์ จะไม่ใช่การเปิดโปงตัวตนของท่านปรมาจารย์หรอกหรือ?
แต่ว่า...
นางจะยอมพลาดโอกาสที่พันปีจะมีสักหนนี้ไปได้อย่างไร?
จิตใจของเย่ชิงอู่ว้าวุ่นสับสนไปหมด
เมื่อมองดูเย่ชิงอู่ที่ยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น เฉินฝานก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างจัง
"หรือว่าจะเป็นเพราะคำว่า 'โลก'?"
เฉินฝานนึกถึงประสบการณ์ตอนลงเขาเมื่อก่อนหน้านี้ จึงลองหยั่งเชิงถามดู "แม่นางเย่ เจ้าเคยได้ยินชื่อ โลก หรือไม่?"
โลก... โลกอีกแล้ว
เย่ชิงอู่เคยได้ยินแต่ลูกเหล็ก ลูกทองคำ ลูกไฟ ลูกน้ำ...
นางไม่เคยได้ยินสิ่งที่เรียกว่า โลก มาก่อนเลย
ทว่าท่านปรมาจารย์บอกว่าเขามาจากโลก
หากนางบอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อโลก แล้วท่านปรมาจารย์เกิดไม่พอใจขึ้นมาเล่าจะทำอย่างไร?
เมื่อครู่นี้นางก็เพิ่งจะทำให้ท่านปรมาจารย์ขัดเคืองใจไปแล้ว หากทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจอีกครั้ง นางคงจบเห่แน่
เย่ชิงอู่รวบรวมความกล้าและเอ่ยอย่างประหม่าว่า "ผู้อาวุโส ผู้น้อยเคยได้ยินเจ้าค่ะ"
"อย่างนั้นหรือ?"
ดวงตาของเฉินฝานเป็นประกาย
เขาถูกระบบเฮงซวยลักพาตัวมาที่นี่ และเฝ้าคิดถึงการกลับไปอยู่ทุกขณะจิต
ในเมื่อตอนนี้เขาถูกระบบทอดทิ้งแล้ว เขาก็ไม่อยากอยู่ในโลกแห่งการฝึกยุทธ์อันแสนโหดร้ายนี้อีกต่อไปแม้แต่วินาทีเดียว
เขาไม่คาดคิดเลยว่าเย่ชิงอู่จะเคยได้ยินชื่อของโลกจริงๆ
ถ้าเช่นนั้น เขาก็มีความหวังที่จะได้กลับไปแล้วน่ะสิ?
เย่ชิงอู่มองดูสีหน้าตื่นเต้นของเฉินฝาน แล้วลอบยินดีอยู่ในใจ
เป็นไปตามคาด พอนางบอกว่ารู้จักบ้านเกิดของท่านปรมาจารย์ ท่านปรมาจารย์ก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที
หากนางพูดถึงบ้านเกิดของท่านปรมาจารย์ให้มากกว่านี้อีกสักหน่อย ท่านปรมาจารย์จะรู้สึกสนิทสนมกับนางมากขึ้นหรือไม่?
ความคิดของเย่ชิงอู่แล่นปรู๊ดปร๊าด ขณะพยายามเรียบเรียงความรู้ทั้งหมดที่เคยร่ำเรียนมาในชีวิต
นางฝืนข่มความกังวลในใจ แล้วเอ่ยอธิบายเป็นคุ้งเป็นแควว่า "โลก คือสถานที่ในตำนานเจ้าค่ะ ในดินแดนแห่งนั้น ปราณวิญญาณหนาแน่นจนก่อตัวเป็นสสาร มีสัตว์เทพบรรพกาลขดตัวอยู่ตามขุนเขา มีแม่น้ำฮวงโหที่ไหลรินร่วงหล่นลงมาจากสรวงสวรรค์ ดูยิ่งใหญ่ตระการตาและน่าเกรงขาม ที่นั่นคือดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญเพียรที่ผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนใฝ่ฝันถึง และเป็นดินแดนแห่งความสุขอันเป็นนิรันดร์ที่ผู้ฝึกยุทธ์ตามหามาตลอดชีวิต ที่แห่งนั้น ยอดฝีมือเผ่ามนุษย์สามารถเอื้อมมือเด็ดดวงดาว ส่วนสัตว์อสูรที่ทรงพลังก็สามารถอ้าปากกลืนกินตะวันและจันทราได้ เมื่อเทียบกันแล้ว ทวีปเสินอู่ของเรานั้นเทียบไม่ติดเลยแม้แต่น้อย โลกคือดินแดนต้องห้ามในตำนานโบราณของทวีปเสินอู่ เป็นสถานที่ที่ปุถุชนไม่อาจย่างกรายเข้าไปได้เจ้าค่ะ!"
จากภาพวาด "ขุนเขาและสายน้ำหมื่นลี้" และบทกวี "เชิญร่ำสุรา" ที่นางเคยเห็น ประกอบกับตำนานบางเรื่องที่เคยได้ยินมา เย่ชิงอู่จึงจินตนาการภาพของโลกออกมาเป็นเช่นนี้
เฉินฝานฟังแล้วถึงกับอ้าปากค้าง นี่เย่ชิงอู่กำลังพูดถึงโลกอยู่จริงๆ หรือ?
ทำไมเขาถึงไม่เห็นรู้เลยว่าโลกมันสุดยอดขนาดนี้?
นางจำสลับกันระหว่างโลกกับทวีปเสินอู่หรือเปล่าเนี่ย?
บางทีคงมีแค่คนสมองมีปัญหาเท่านั้นแหละ ที่พรรณนาว่าโลกทรงพลังได้ถึงเพียงนี้
เฉินฝานถอนหายใจแล้วเอ่ยถาม "แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าโลกอยู่ที่ใด?"
เย่ชิงอู่ส่ายหน้าด้วยความละอายใจและกล่าวว่า "ผู้อาวุโส โลกคือดินแดนต้องห้ามในตำนานโบราณ เป็นตัวตนที่ลึกลับมาโดยตลอด จำนวนคนที่รู้จักสถานที่แห่งนั้นในทวีปเสินอู่สามารถนับนิ้วได้เลยเจ้าค่ะ ผู้น้อยไร้ความสามารถ จึงยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเข้าถึงความลับอันสะเทือนเลื่อนลั่นเช่นนั้นได้!"
เย่ชิงอู่พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะอธิบายให้โลกดูน่าเกรงขามและทรงพลังถึงขีดสุด
มีใครบ้างล่ะที่ไม่อยากฟังคนอื่นยกย่องบ้านเกิดของตัวเอง?
ในที่สุดเฉินฝานก็ยืนยันได้แล้วว่า แม่นางคนนี้มีปัญหาทางสมองจริงๆ
คงเป็นผลพวงมาจากอาการบาดเจ็บก่อนหน้านี้แน่ๆ
เฮ้อ!
ช่างเป็นแม่นางที่น่าสงสารเสียนี่กระไร
งดงามราวกับนางฟ้า แถมยังเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์อีกต่างหาก
แต่ดันมีปัญหาทางสมองเสียได้!
ถ้าไม่หายล่ะก็ ชีวิตของนางคงจบสิ้นแล้ว
น่าเสียดายจริงๆ!
เฉินฝานส่ายหน้าแล้วหันหลังเดินจากไป
เย่ชิงอู่ยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก เมื่อครู่นี้ท่านปรมาจารย์ยังดูมีความสุขอยู่เลย เหตุใดพริบตาเดียวอารมณ์ถึงได้เปลี่ยนไปอย่างประหลาดเช่นนี้เล่า?
วิ้ง!
สมองของเย่ชิงอู่อื้ออึง จู่ๆ ใบหน้าของนางก็ฉายแววหวาดหวั่นและหงุดหงิดตัวเอง
"เย่ชิงอู่ เอ๋ย เย่ชิงอู่ ท่านปรมาจารย์ช่วยชีวิตเจ้า รักษาเจ้า แถมยังช่วยให้เจ้าทะลวงระดับพลังได้ นี่ก็ถือเป็นบุญคุณอันใหญ่หลวงแล้ว แต่เจ้ากลับกล้าหวังลมๆ แล้งๆ ที่จะกราบท่านเป็นอาจารย์อีก!"
"ท่านปรมาจารย์มาจากโลก เขาเป็นตัวตนระดับไหนกัน? จะมาเหลียวแลมดปลวกอย่างเจ้าได้อย่างไร?"
"อย่าว่าแต่จะได้เป็นศิษย์ของท่านปรมาจารย์เลย ต่อให้เจ้าเป็นทาสหรือสาวใช้คอยปรนนิบัติท่าน เจ้าก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอด้วยซ้ำ!"
"ท่านปรมาจารย์ปลีกวิเวกอยู่ที่นี่โดยแสร้งทำตัวเป็นปุถุชน ย่อมต้องมีเจตนาของท่านเอง แต่เจ้ากลับเนรคุณและไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เอาแต่เปิดเผยเบื้องหลังและตัวตนของท่านปรมาจารย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่เจ้ากำลังรนหาที่ตายชัดๆ!"
เย่ชิงอู่อดไม่ได้ที่จะเหงื่อแตกพลั่ก
ไม่ต้องสงสัยเลย ตอนนี้ท่านปรมาจารย์จะต้องรำคาญนางแล้วแน่ๆ ที่นางยังรอดมาได้ก็ต้องขอบคุณความใจกว้างของท่านปรมาจารย์ ที่ไม่ตบชะตานางให้ดับดิ้นไปตั้งนานแล้ว
"เย่ชิงอู่ เจ้าต้องรีบไถ่โทษโดยเร็วที่สุด!"
"นี่คือโอกาสที่พันปีจะมีสักหน หากเจ้าพลาดโอกาสนี้ไปล่ะก็ ไปตายเสียเถอะ!"
เสียงอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของเย่ชิงอู่ ว่ากล่าวนางอย่างรุนแรง