เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 อวิ๋นจงเฮ่อ

บทที่ 5 อวิ๋นจงเฮ่อ

บทที่ 5 อวิ๋นจงเฮ่อ


บทที่ 5 อวิ๋นจงเฮ่อ

ทันทีที่ผงสีขาวโพลนกำนั้นระเบิดออก ก็ราวกับมีหมอกขาวหนาทึบลอยฟุ้งขึ้นมาบดบังทัศนียภาพ

"อ๊าก! ตาข้า!"

อวิ๋นจงเฮ่อรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ดวงตาราวกับถูกไฟเผา ความเจ็บปวดแล่นพล่านทะลุถึงขั้วหัวใจ ท่าร่างตัวเบาที่เคยพลิ้วไหวดุจสายลมพลันปั่นป่วนรวนเรไปหมด

มันกวัดแกว่งกรงเล็บเหล็กคู่ในมืออย่างบ้าคลั่ง ปล่อยปราณคุ้มกายแผ่กระจาย ทำลายพุ่มไม้ในรัศมีสามจั้งจนแหลกละเอียด ปากก็แผดเสียงร้องคำรามดั่งสัตว์ป่า

"ไอ้ขี้ขลาด! ไอ้โจรหน้าไม่อาย! ข้าจะสับแกเป็นหมื่นๆ ชิ้น!!"

นี่แหละคือลูกไม้สกปรกที่ชาวยุทธ์หวาดกลัวที่สุด ต่อให้วิชาตัวเบาจะเลิศเลออันดับหนึ่งในใต้หล้า หรือมีพลังวัตรกล้าแข็งแค่ไหน แต่ถ้าตาบอดในสมรภูมิเป็นตายเช่นนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับลูกแกะรอเชือด

ซูวั่งไม่ปริปากพูดอะไรทั้งสิ้น ในเสี้ยววินาทีที่สาดปูนขาวออกไป เขาได้กลั้นหายใจ อาศัยจังหวะนั้นแนบตัวราบไปกับพื้น เลื้อยประดุจตุ๊กแกนักล่า ไถลตัวเข้าไปอยู่ทางฝั่งซ้ายของอวิ๋นจงเฮ่อซึ่งเป็น 'ประตูตาย' ของมันอย่างเงียบเชียบ

ภายใต้การทำงานของเนตรหยั่งรู้พิศดาร โลกทั้งใบกลายเป็นสีแดงฉานอันเยือกเย็น อวิ๋นจงเฮ่อจิตใจแตกซ่าน ลมปราณไหลย้อน กรงเล็บเหล็กปกป้องช่วงบนเอาไว้ แต่ที่จุดฉีเหมินบริเวณใต้ชายโครงซ้ายห่างลงมาสามนิ้ว กลับเกิดรอยโหว่เล็กๆ ของปราณคุ้มกาย เนื่องจากการหดเกร็งกล้ามเนื้อเพราะความเจ็บปวด

นั่นคือช่องโหว่เพียงหนึ่งเดียว!

'จอมยุทธ์อวิ๋น ชาติหน้าเกิดใหม่ ก็จำไว้ว่าอย่ามาแหยมกับคนของราชสำนัก' ซูวั่งสวดส่งในใจ

ดาบสิ่วชุนในมือพุ่งทะยานราวกับพู่กันยมบาลกระชากวิญญาณ ไม่มีปราณดาบสะท้านฟ้า ไม่มีกระบวนท่าที่ซับซ้อนสวยงาม มีเพียงการแทงที่เร็วที่สุดและโหดเหี้ยมที่สุดเท่านั้น!

"ฉึก!"

ดาบสิ่วชุนเสียบทะลุรอยโหว่ของปราณคุ้มกายนั้นอย่างแม่นยำดั่งจับวาง ปลายดาบตวัดวูบเดียว บดขยี้หัวใจจนแหลกสลาย!

จากนั้นก็อาศัยแรงเฉื่อยดึงดาบกลับ ร่างของซูวั่งพุ่งสวนทะยานผ่านไปราวกับภูตผี โดยไม่มีเลือดกระเซ็นเปื้อนแม้แต่หยดเดียว

เสียงคำรามของอวิ๋นจงเฮ่อหยุดชะงักกะทันหัน กรงเล็บเหล็กในมือร่วงหล่นลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาที่ถูกปูนขาวกัดจนเลือดอาบเบิกโพลง ลำคอส่งเสียงดังครอกครากเหมือนสูบลมรั่ว

มันหลงระเริงในวิชาตัวเบาของตนมาทั้งชีวิต ปล้นสวาทหญิงงามมานับไม่ถ้วน ยกยอตัวเองว่าเป็นโจรเด็ดบุปผาผู้สง่างาม ทว่าคงนึกไม่ถึงว่า ตนเองจะต้องมาตายเพราะ 'ปูนขาว' ของสวะข้างถนนเช่นนี้

ร่างไร้วิญญาณล้มตึงกระแทกพื้น ฝุ่นคลุ้งกระจาย ป่าทั้งป่ากลับสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง

ซูวั่งเก็บดาบเข้าฝัก ท่วงท่าลื่นไหลเป็นธรรมชาติ รอยยิ้มประจบสอพลอเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น แทนที่ด้วยความเย็นชาที่ชวนให้หนาวเหน็บ

"เพลงดาบยอดเยี่ยม"

ในที่สุดแม่เฒ่าเทียนซานที่ยืนดูอยู่เงียบๆ ก็เอ่ยปากขึ้น แม้ใบหน้าจะเปื้อนเขม่าดำปิ๊ดปี๋ แต่คำพูดนี้กลับมีน้ำหนักยิ่งนัก

"ไม่ออกท่าก็แล้วไป พอออกท่าปุ๊บก็เป็นกระบวนท่าสังหาร" ดวงตาที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนของแม่เฒ่าจ้องมองซูวั่ง มุมปากยกยิ้มกึ่งเยาะ "นี่ไม่ใช่แค่เพลงดาบ แต่มันคือวิชาอ่านใจต่างหาก เจ้าโจรน้อย ถ้าเจ้าเกิดในพรรคสราญรมย์ของข้า คงจะเป็นมารร้ายที่รับมือยากยิ่งกว่าติงชุนชิวเสียอีก"

"ท่านประมุขชมเกินไปแล้ว" ซูวั่งหันกลับมา เปลี่ยนโหมดกลับไปสวมหน้ากากพ่อค้าหน้าเลือดทันที เขาเดินถูมือไปที่ศพพลางหัวเราะหึๆ

"ผู้น้อยเป็นขุนนางตงฉินของราชสำนัก ทำงานเน้นประสิทธิภาพเป็นหลัก ไอ้โจรเด็ดบุปผานี่วรยุทธ์ลึกล้ำ ถ้าสู้กันซึ่งๆ หน้า พวกเราสองคนรวมพลังกันยังไม่พอให้มันอุดไรฟันเลย นี่เขาเรียกว่ากลศึกไม่หน่ายเล่ห์ต่างหากเล่า"

พูดไปพลางเขาก็ล้วงสำรวจศพของอวิ๋นจงเฮ่ออย่างชำนาญ ในฐานะสายลับแห่งกรมราชองครักษ์ การปล้นศพค้นของถือเป็นทักษะพื้นฐานอยู่แล้ว

"ตั๋วเงินพันตำลึง... ไอ้ยาจกเอ๊ย" ซูวั่งเบ้ปากอย่างรังเกียจ ยัดตั๋วเงินใส่แขนเสื้อ แล้วคลำเจอขวดกระเบื้องสองสามขวด เขาเอามาดมๆ ดู ตาพลันลุกวาว

"นี่มัน ลมโศกสลายลมปราณ กับยาถอนพิษของหอหนึ่งยอดยุทธ์ซีเซี่ยนี่หว่า? ของดีๆ ขอรับไว้ล่ะนะ"

สุดท้าย เขากระชากป้ายคำสั่งที่ทำจากวัสดุที่ไม่ใช่ทั้งทองและเหล็กออกจากเอวของอวิ๋นจงเฮ่อ บนนั้นสลักคำว่า 'เฮ่อ' ตัวเบ้อเริ่ม

"เจ้านี่อาจจะมีประโยชน์ในวันข้างหน้า" ซูวั่งพึมพำกับตัวเอง กวาดของมีค่าทุกอย่างจนเรียบวุธ แล้วจึงยืนขึ้น

เขาปัดมือหันไปมองแม่เฒ่า สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นจริงจัง "ท่านประมุข เสียงร้องเมื่อกี้ดังไม่เบา แถมยังมีกลิ่นเลือดอีก นังบ้าหลี่ชิวสุ่ยคงได้กลิ่นแล้วตามมาเจอในไม่ช้า พวกเราต้องรีบเผ่นแล้ว"

แม่เฒ่าพยักหน้าเล็กน้อย กำลังจะยื่นมือให้ซูวั่งแบก แต่กลับเห็นว่าซูวั่งไม่ได้ขยับตัว กลับล้วงเอาคัมภีร์ 'ก้าวบุปผาหักแห่งเทียนซาน' ฉบับเริ่มต้นที่นางเพิ่งให้ไปออกมา

"เจ้าจะทำอะไร?" แม่เฒ่าขมวดคิ้ว

"ฝนทั่งให้เป็นเข็มก่อนลงสนามจริงสิ" ซูวั่งไม่แม้แต่จะเงยหน้า พลิกหน้ากระดาษรัวๆ "ตอนสู้กับไอ้หื่นนั่นข้าถึงเพิ่งรู้ตัวว่า 'ก้าวล่าพายุ' ของกรมราชองครักษ์มันเร็วก็จริง แต่เสียงดังเกินไป ทิ้งร่องรอยเพียบ ถ้าจะหนีการไล่ล่าของหลี่ชิวสุ่ยให้รอด คงต้องพึ่งวิชาตัวเบาขั้นสูงซะแล้ว"

แม่เฒ่าได้ยินดังนั้นก็หัวเราะหยัน แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน "ไอ้เด็กเมื่อวานซืน 'ก้าวบุปผาหักแห่งเทียนซาน' คือสุดยอดวิชาของพรรคสราญรมย์ ถึงจะเป็นแค่วิชาตัวเบา แต่มันครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งตามหลักคัมภีร์อี้จิงหกสิบสี่กว้า แม้แต่แม่ทัพของเก้าทัพฟ้าในวังค้ำฟ้าของข้า ยังต้องใช้เวลาท่องจำตำแหน่งกว้าตั้งสามเดือนเต็มๆ เพิ่งจะมาดูเอาป่านนี้? สายไปแล้ว!"

"ไม่สายหรอกน่า" ซูวั่งทำเหมือนไม่ได้ยินคำเยาะเย้ย สายตายังคงจับจ้องที่หน้ากระดาษเขม็ง

ในเวลานี้ เนตรหยั่งรู้พิศดาร ถูกเร่งการทำงานจนถึงขีดสุด!

ภาพเส้นลมปราณและเคล็ดวิชาตำแหน่งกว้าที่น่าเบื่อและเข้าใจยากบนหน้ากระดาษ ถูกแยกส่วนและประกอบขึ้นใหม่ในสมองของเขาอย่างรวดเร็ว เขาไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงหลักการ 'เต๋า' ที่ลึกซึ้ง สิ่งที่เขามองเห็นคือ 'เส้นทาง'

กว้าเฉียนสามเส้นเชื่อมต่อ เดินปราณเส้นตู้ม่าย ยกร่างทะยานเบาหวิว

กว้าคุนหกเส้นขาดช่วง ทิ้งปราณลงจุดหย่งเฉวียน เหยียบพื้นไร้สรรพเสียง

ก้าวนี้คือ 'หงส์ร่อนลงผืนดิน' ไม่ใช่แค่การก้าวขาธรรมดา แต่ต้องประสานกับแรงบิดหมุนที่จุดจู๋ซานหลี่ที่ขาซ้าย

เส้นทางการเดินลมปราณอันซับซ้อน กลายเป็นกระแสข้อมูลเรืองแสงที่ชัดเจนในดวงตาของเขา

เวลาผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูป

ซูวั่งปิดคัมภีร์ หลับตาทำสมาธิครู่หนึ่ง แล้วพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา

"ท่านประมุข ขึ้นมาเลย" ซูวั่งย่อตัวลง

แม่เฒ่าแค่นเสียงเย็นชา ปีนขึ้นขี่หลังเขา พลางเอ่ยเสียงเย็น "ถ้าวิ่งช้าจนโดนนังแพศยานั่นตามทัน ยายเฒ่าจะกระแทกชีพจรหัวใจเจ้าให้ขาดสะบั้นก่อนเลย จะได้ไม่ต้องอยู่รับความอัปยศ"

"เกาะแน่นๆ ล่ะ!"

ซูวั่งยกยิ้มมุมปาก ลมปราณในตันเถียนโคจรตามเส้นทางที่เพิ่งวิเคราะห์เสร็จเมื่อครู่ พุ่งตรงไปยังขาทั้งสองข้างทันที!

"ฮึบ!"

ร่างของเขาแค่ไหววูบเบาๆ ทว่ากลับพุ่งทะยานเฉียงไปทางซ้ายล่วงหน้าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ขัดกับหลักสรีรศาสตร์อย่างสิ้นเชิง!

ก้าวนี้ดูเหมือนเหยียบลงบนความว่างเปล่า แต่แท้จริงแล้วสอดคล้องกับตำแหน่ง 'กว้าเสี่ยวคว้อ' อาศัยแรงลมที่พัดผ่านร่องเขา ลอยละลิ่วเบาหวิวดุจขนนก ไม่ทำให้ฝุ่นคลุ้งขึ้นมาแม้แต่น้อย

สีหน้าที่เคยดูแคลนของแม่เฒ่าแข็งทื่อไปในบัดดล

ซูวั่งแบกนางลัดเลาะไปตามป่าทึบ ทุกครั้งที่เจอต้นไม้ใหญ่ขวางทาง เขาไม่ได้ลดความเร็วลง แต่กลับเร่งความเร็วขึ้น ปลายเท้าแตะเบาๆ บนลำต้น ร่างทั้งร่างก็พุ่งทะยานหักเลี้ยวราวกับนกยักษ์ แขนเสื้อโบกสะบัดไปตามสายลม ทว่าไม่สัมผัสใบไม้แม้แต่ใบเดียว

"นี่มัน... แก่นแท้ของกระบวนท่า 'บุปผาสามซ้อน' งั้นรึ?" แม่เฒ่าที่เกาะอยู่บนหลังซูวั่ง มือเล็กๆ เผลอจิกเสื้อของเขาแน่น หัวใจเต้นระรัวดั่งคลื่นลูกใหญ่ถาโถม

นางสัมผัสได้อย่างชัดเจน แม้การเดินลมปราณของซูวั่งจะยังดูติดขัดและหยาบกระด้างไปบ้าง แต่เจตนารมณ์ในการ 'คล้อยตามสภาวะ' และ 'ทะยานล่องลมอย่างสราญรมย์' นั้นถูกต้องครบถ้วน!

ตอนที่ศิษย์น้องอู๋หยาจื่อฝึกวิชานี้ ยังต้องใช้เวลาถึงเจ็ดวันกว่าจะจับเคล็ดได้ แต่ไอ้เด็กนี่... มองแค่ครึ่งก้านธูปเนี่ยนะ?! พรสวรรค์ระดับนี้ มันสัตว์ประหลาดชัดๆ!

"ไอ้หนู" เสียงของแม่เฒ่าแหบพร่าลงเล็กน้อย "ก่อนหน้านี้... เจ้าไม่เคยฝึกวิชาของพรรคสราญรมย์มาจริงๆ งั้นรึ?"

ซูวั่งพุ่งทะยานไปตามยอดไม้ พลางหอบหายใจและหัวเราะตอบ "ท่านประมุขล้อเล่นแล้ว คนหยาบกระด้างอย่างข้า จะไปมีวาสนาสัมผัสยอดวิชาของสำนักท่านได้อย่างไร? ก็แค่ตอนอ่านหนังสือเมื่อกี้รู้สึกว่า วิชานี้มันเน้นการโอนอ่อนผ่อนตาม เหมือนตอนพวกข้าวิ่งไล่จับโจรกลางตลาดในเปี้ยนจิงนั่นแหละ ถ้าวิ่งสวนกระแสคนมันก็เหนื่อย แต่ถ้าทำตัวเหมือนปลาว่ายน้ำ มุดไปตามช่องว่างของฝูงชน มันก็ประหยัดแรงไปได้เยอะ"

"ปลาว่ายน้ำ... โอนอ่อนผ่อนตาม..." แม่เฒ่าพึมพำกับตัวเอง ความตกตะลึงในใจยิ่งทวีคูณ นี่แหละคือแก่นแท้ของวรยุทธ์แห่งพรรคสราญรมย์!

"ซ้ายเฉียงหน้า ตำแหน่งขั่น มีเสียงลมพัดผิดปกติ นั่นคือลมหมุนในหุบเขา หักเลี้ยวไปตำแหน่งเฉียน!" จู่ๆ แม่เฒ่าก็เอ่ยปากชี้แนะ น้ำเสียงการวางอำนาจลดทอนลงไปหลายส่วน

ซูวั่งเข้าใจในทันที ร่างกายหักเลี้ยวกลางอากาศด้วยองศาที่พิสดาร พุ่งหายเข้าไปในเงามืดของป่าลึกอย่างรวดเร็ว

หลังจากเงาร่างของทั้งสองหายไปเพียงไม่กี่อึดใจ

ร่างในชุดขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะก็ร่อนลงมายืนข้างศพของอวิ๋นจงเฮ่ออย่างแผ่วเบาดุจควัน

ผู้มาเยือนมีผ้าคลุมหน้าสีขาว รูปร่างอรชรอ้อนแอ่น เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่สวยที่ดูเหมือนกำลังยิ้มแต่ไม่ได้ยิ้ม

นางปรายตามองสภาพศพอันน่าสยดสยองของอวิ๋นจงเฮ่อ แล้วก้มมองดูผงปูนขาวที่ตกค้างบนพื้น ดวงตางามฉายแววขบขัน

"ใช้ลูกไม้สกปรกต่ำช้าที่สุดในการฆ่าคน แต่กลับใช้วิชาตัวเบาขั้นสุดยอดในการหนีตาย..." หลี่ชิวสุ่ยหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะกังวานใส ทว่าแฝงความหนาวเหน็บลึกถึงกระดูก สะท้อนก้องไปทั่วป่าอันเงียบสงัด

"ศิษย์พี่หญิงเอ๋ยศิษย์พี่หญิง ท่านช่างหาผู้ช่วยได้เก่งกาจนัก น่าเสียดาย... ตราบใดที่ยังมีบุรุษอยู่บนโลกใบนี้ ก็ไม่มีใครที่หลี่ชิวสุ่ยคนนี้หว่านล้อมไม่ได้"

เงาขาววาบผ่าน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมหวนจางๆ ลอยมาตามลม นางพุ่งทะยานตามทิศทางที่ซูวั่งหลบหนีไปอย่างไม่รีบร้อน

จบบทที่ บทที่ 5 อวิ๋นจงเฮ่อ

คัดลอกลิงก์แล้ว