เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 ก้าวบุปผาหักแห่งเทียนซาน

บทที่ 4 ก้าวบุปผาหักแห่งเทียนซาน

บทที่ 4 ก้าวบุปผาหักแห่งเทียนซาน


บทที่ 4 ก้าวบุปผาหักแห่งเทียนซาน

นิ้วมือของซูวั่งชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ห่างจากแหวนเจ็ดรัตนะอันเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดของพรรคสราญรมย์เพียงแค่นิ้วเดียว บรรยากาศรอบกายราวกับถูกแช่แข็ง

ในดวงตากระจ่างใสของแม่เฒ่าเทียนซาน สะท้อนภาพใบหน้าที่แอบเจื่อนเล็กๆ ของซูวั่ง

หากเป็นคนทั่วไป ตอนนี้คงตกใจจนฉี่ราด คุกเข่าโขกศีรษะขอชีวิต หรือไม่ก็รีบหดมือกลับด้วยความหวาดกลัวลนลานไปแล้ว

แต่ซูวั่งเป็นใคร?

เขาคือ "มือปราบพกดาบ" ที่หน้าด้านที่สุดและมีสภาพจิตใจแข็งแกร่งที่สุดในกรมราชองครักษ์!

เขาไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อย มือข้างที่กะจะฉกแหวนนั้นก็ไม่ได้หดกลับ แต่กลับยื่นออกไปข้างหน้าอย่างเป็นธรรมชาติสุดๆ ปลายนิ้วปัดเบาๆ ที่ข้อต่อหัวแม่มือของแม่เฒ่า

"มีฝุ่นเกาะน่ะ" ซูวั่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทำราวกับว่าหัวขโมยที่คิดจะรูดแหวนเมื่อกี้ไม่ใช่ตัวเขา "ท่านประมุข แหวนวงนี้แม้นจะล้ำค่า แต่ท่านก็ต้องหมั่นดูแลรักษานะ ในถ้ำนี้ฝุ่นมันเยอะ พอฝุ่นเกาะแล้วก็บดบังรัศมีอันสูงส่งของอัญมณีเสียหมด"

พูดจบ เขายังทำเป็นเป่าฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนปลายนิ้วตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ ดึงมือกลับ แล้วเอนหลังพิงผนังถ้ำอย่างเนิบนาบ

"..."

แม่เฒ่าจ้องมองเขาอยู่นาน สันกรามกระตุกยิกๆ

นางมีชีวิตอยู่มาถึงเก้าสิบหกปี ฆ่าคนมามากกว่าคนที่ซูวั่งเคยเห็นหน้าเสียอีก คนเจ้าเล่ห์เพทุบายแบบไหนที่นางไม่เคยเจอ? แต่ไอ้คนประเภทที่สามารถตีหน้าตายแสดงความ 'ไร้ยางอาย' ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติและดูมีเหตุผลแบบไอ้เด็กตรงหน้านี้... นางเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก!

"ฮึ่ม" แม่เฒ่าแค่นเสียงเย็น ไม่ได้แฉข้ออ้างอันห่วยแตกของเขา เพียงแค่ค่อยๆ หมุนแหวนบนนิ้วหัวแม่มือเล่น พลางเอ่ยเสียงเย็นเยียบ "แหวนเจ็ดรัตนะวงนี้ คือของวิเศษประจำตำแหน่งประมุขพรรคสราญรมย์ของข้า เห็นแหวนวงนี้ เท่ากับเห็นประมุข ไม่ว่าจะเป็นเก้าทัพฟ้าแห่งวังค้ำฟ้า สามสิบหกถ้ำเจ็ดสิบสองเกาะ หรือแม้แต่หอหนึ่งยอดยุทธ์แห่งซีเซี่ยที่มีอำนาจล้นฟ้า ล้วนต้องศิโรราบต่อมัน"

ซูวั่งกลืนน้ำลายเอื้อกอย่างห้ามไม่อยู่ แววตาเปล่งประกายความอยากได้ "ท่านประมุข ท่านมาบอกข้าทำไมเนี่ย? โคตรจะยั่วน้ำลายเลย"

แม่เฒ่าปรายตามองเขา มุมปากยกยิ้มเยาะเย้ย "อยากได้รึ? ถ้าอยากได้ ยายเฒ่าผู้นี้จะมอบให้เจ้าก็ยังได้ ขอเพียงเจ้าสวมมัน แล้วไปตัดหัวอีนังแพศยาหลี่ชิวสุ่ยมาให้ข้า เจ้าก็จะได้เป็นนายแห่งวังค้ำฟ้าทันที"

ซูวั่งส่ายหัวดิกเป็นกลองป๋องแป๋ง รีบเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง "ท่านประมุขอย่าได้ล้อผู้น้อยเล่นเลย ข้าน้อยเป็นขุนนางแห่งราชสำนัก กินเบี้ยหวัดหลวง รักษากฎหมายต้าซ่ง จะไปมักใหญ่ใฝ่สูงในยุทธภพได้อย่างไร? อีกอย่าง สีสันของแหวนวงนี้มันฉูดฉาดเกินไป ใส่แล้วไม่เข้ากับชุดขุนนางของข้าหรอก"

ล้อเล่นหรือไง! แม่เฒ่าในตอนนี้ก็เหมือนถังดินปืนที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ ขืนเอาแหวนมา? เกรงว่ายังไม่ทันอุ่นมือ ก็คงโดนนางสับมือเอาไปโยนให้หมากินแล้ว

ซูวั่งหน้าเงินก็จริง แต่เขารักชีวิตมากกว่า!

"รู้ตัวก็ดี" แม่เฒ่าหลับตาลง ไม่สนใจเขาอีก แต่ก็ยังคงเอามือกุมหน้าอกไว้อย่างระแวดระวัง เห็นได้ชัดว่านางสูญสิ้นความไว้วางใจในตัวไอ้เด็กนี่ไปหมดแล้ว

เช้าวันรุ่งขึ้น

แสงแดดแรกแย้มสาดส่องผ่านช่องเถาวัลย์ เกิดเป็นแสงเงารำไรตกกระทบพื้นถ้ำ

ซูวั่งตื่นขึ้นมาเพราะความหิว เขาลูบท้องที่กำลังร้องโครกคราก พลางปรายตามองไปด้านข้าง

แม่เฒ่าเทียนซานตื่นแล้ว

หลังจากการเดินลมปราณตลอดทั้งคืน บวกกับได้เลือดงูพิษโชคร้ายตัวนั้นไปบำรุง สีหน้าของนางก็ดูดีขึ้นมาก ใบหน้าเล็กๆ ที่เคยซีดเผือดเริ่มมีเลือดฝาด ทว่าแววตายังคงมืดหม่น แฝงไว้ด้วยความหงุดหงิดกับสภาพ 'พยัคฆ์ตกอับ' ของตัวเองในตอนนี้

"ตื่นแล้วรึ?" แม่เฒ่าหันหลังให้เขา น้ำเสียงแข็งกระด้าง "ตื่นแล้วก็ไปหาของกินมาให้ข้า จำไว้ ยายเฒ่าผู้นี้ไม่กินเจ ต้องมีเนื้อ"

ซูวั่งบิดขี้เกียจ อ้าปากหาวหวอด "ท่านประมุข พวกเรากำลังหนีตายอยู่นะ ไม่ได้มาปิกนิก ข้างนอกมีคนเป็นร้อยถือดาบตามล่าเราอยู่ ขืนก่อไฟย่างเนื้อ ควันโขมงขึ้นมาก็เท่ากับรนหาที่ตายชัดๆ"

"ข้าไม่สน" แม่เฒ่าหันขวับกลับมา ท่าทีวางอำนาจแบบไม่เห็นหัวใครกลับมาอีกครั้ง "ยายเฒ่ากำลังฟื้นฟูพลังวัตร ต้องกินเนื้อ ถ้าข้าหิว พลังวัตรก็จะฟื้นตัวช้า ถึงตอนนั้นถ้าหลี่ชิวสุ่ยตามมาทัน เราทั้งคู่ก็ต้องตายหยั่งเขียด!"

ซูวั่งถอนหายใจยาว นี่มันพวกเกาะคนอื่นกินแต่ดันเรื่องมากชัดๆ! ทั้งๆ ที่ตอนนี้ต้องพึ่งพาเขาปกป้องแท้ๆ แต่กลับทำตัวเหมือนเขาเป็นทาสรับใช้

"เออๆๆๆ ท่านเป็นประมุข ท่านว่าไงก็ว่าตามนั้น" ซูวั่งยอมแพ้ ลุกขึ้นปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า "แต่ขอบอกไว้ก่อนนะเว้ย ค่าเหนื่อยมื้อนี้ต้องคิดเงินเพิ่มต่างหาก!"

ครึ่งชั่วยามต่อมา ซูวั่งกลับมาที่ถ้ำพร้อมไก่ป่าสองตัวที่ถอนขนทำความสะอาดเรียบร้อย

เขาไม่ได้ก่อไฟให้มีเปลว แต่หาแผ่นหินแห้งๆ บางๆ มาหลายก้อน ใช้ลมปราณถ่ายเทความร้อนลงไปในหิน แล้วนำเนื้อไก่ไปนาบกับหินร้อนๆ ให้สุกอย่างช้าๆ วิธีนี้แม้จะช้า แต่ข้อดีคือไม่มีควันไฟโขมง และยังเก็บกักน้ำเกรวี่ในเนื้อไก่ไว้ได้ดีที่สุดอีกด้วย

ไม่นานนัก กลิ่นเนื้อหอมกรุ่นก็ลอยแตะจมูก

แม่เฒ่ามองดูความชำนาญของซูวั่ง แววตาฉายรอยประหลาดใจ "ฝีมือทำอาหารของเจ้า ดูไม่เหมือนสายลับที่เอาแต่วางแผนชิงดีชิงเด่นเลย กลับเหมือนพวกพ่อครัวในห้องเครื่องหลวงเสียมากกว่า"

"มีวิชาติดตัวไว้หลายๆ อย่างมันก็ไม่เสียหายหรอก" ซูวั่งฉีกน่องไก่ส่วนที่อวบอ้วนที่สุดส่งให้นาง "อยู่ในกรมราชองครักษ์ ถ้าไม่มีลูกเล่นเด็ดๆ ติดตัวจะเอาชีวิตรอดได้ไง? บางทีต้องซุ่มดูนักโทษอยู่บนขื่อหลังคาตั้งสามวันสามคืน ถ้าไม่รู้จักหาวิธีทำของร้อนๆ กินเอง มีหวังหิวตายห่าก่อนพอดี"

แม่เฒ่ารับน่องไก่ไป กัดกินคำโตอย่างไม่ห่วงภาพพจน์ หลังจากจัดการไปหนึ่งชิ้น นางก็เลียริมฝีปากอย่างเสียดาย สายตาที่มองซูวั่งเริ่มอ่อนโยนลงเล็กน้อย

"ไอ้หนู" จู่ๆ แม่เฒ่าก็เอ่ยขึ้น "เจ้าชื่ออะไร?"

"ซูวั่ง 'วั่ง' ที่แปลว่าโอหัง"

"ซูวั่ง..." แม่เฒ่าทวนชื่อสองรอบ พลางพยักหน้าเบาๆ "ชื่อโอหัง แต่เวลาทำเรื่องกลับรอบคอบรัดกุม เมื่อคืนถ้าไม่ได้เจ้าไหวพริบดี ใช้ลูกไม้... ต่ำช้าพวกนั้นหลอกล่อหลี่ชิวสุ่ยไป ยายเฒ่าคงโดนมันลงมือฆ่าตายไปแล้ว"

ซูวั่งที่กำลังแทะปีกไก่อย่างเมามัน ได้ยินดังนั้นก็กลอกตาบน "ท่านประมุข เขาเรียกว่ากลศึกไม่หน่ายเล่ห์ต่างหาก จะมาหาว่าต่ำช้าได้ไง? เรื่องของปัญญาชน..."

"พอเลย" แม่เฒ่าตัดบทข้อแก้ตัวของเขา ล้วงคัมภีร์เล่มบางๆ ออกมาจากอกเสื้อ แล้วโยนส่งให้ "ยายเฒ่ามีรางวัลและบทลงโทษชัดเจน เจ้ามีความดีความชอบที่ช่วยชีวิตข้า แถมยังปรนนิบัติได้ไม่เลว ของสิ่งนี้ถือเป็นรางวัลให้เจ้า"

ซูวั่งรับมาโดยสัญชาตญาณ เพ่งมองดู คัมภีร์เล่มนี้ไม่มีชื่อปก เมื่อเปิดดูด้านใน พบภาพวาดเส้นทางเดินลมปราณและจุดชีพจร พร้อมกับมีตัวอักษรเล็กๆ เขียนกำกับไว้แน่นขนัด

"นี่มัน..." ดวงตาของซูวั่งเบิกกว้าง

"นี่คือเคล็ดวิชาตัวเบาที่ยายเฒ่าเขียนขึ้นมาลวกๆ มีชื่อว่า บทเริ่มต้นของก้าวบุปผาหักแห่งเทียนซาน" แม่เฒ่าเอ่ยเสียงเรียบ "วิชาตัวเบาของเจ้า มันก็แค่ของโหลๆ จากกรมราชองครักษ์ที่เน้นแต่ความเร็ว ไม่มีความมั่นคง เอาไว้หนีตายได้ก็จริง แต่ถ้าเจอสุดยอดฝีมือเข้าจริงๆ เจ้าก็เป็นได้แค่เป้านิ่ง เคล็ดวิชานี้จะสอนให้เจ้ารู้จักดึงเอากระแสลมและสภาพภูมิประเทศรอบข้างมาใช้ ยืมแรงต้านแรง แม้จะไม่ทำให้เจ้ากลายเป็นยอดฝีมือในพริบตา แต่อย่างน้อยก็รับรองได้ว่าเจ้าจะวิ่งหนีได้เร็วกว่าคนอื่น"

ซูวั่งลิงโลดในใจ

วิชาของพรรคสราญรมย์ แม้จะเป็นแค่บทเริ่มต้น แต่ถ้าเอาไปโยนในยุทธภพ ก็เป็นสุดยอดวิชาที่คนแย่งกันจนหัวร้างข้างแตกแล้ว! ที่สำคัญกว่านั้นคือ พอมีจุดเริ่มต้นแล้ว หลังจากนี้ยังต้องกลัวว่าจะรีดไถของดีๆ จากนางไม่ได้อีกงั้นรึ?

"ขอบพระคุณท่านประมุขที่ประทานรางวัล!" ซูวั่งไม่เกรงใจ จับยัดใส่พกเสื้อทันที "แค่นี้ถือว่าเราเจ๊ากัน... เอ้ย ไม่สิ ถือว่าหักลบกับค่าอาหารมื้อนี้ก็แล้วกัน"

แม่เฒ่าแค่นเสียงขึ้นจมูก "ไอ้หน้าเงินเอ๊ย"

หลังจากกินอิ่มดื่มน้ำจนพอใจ ทั้งคู่ก็เตรียมตัวออกเดินทาง

ซูวั่งใช้ผงยาดับกลิ่นสูตรพิเศษกลบกลิ่นกายของคนทั้งคู่ จากนั้นก็หาขี้เถ้าก้นหม้อมา ไม่สนสายตาอาฆาตของแม่เฒ่า จับนางมาละเลงขี้เถ้าทาหน้าจนดำปี๋

"ทนหน่อยนะแม่คุณทูนหัว" ซูวั่งมองดูแม่เฒ่าที่หน้าดำปิ๊ดปี๋เหมือนขอทานน้อย พลางกลั้นขำสุดชีวิต "หน้าตาท่านมันสะดุดตาเกินไป สวยปานนี้ ขืนพวกมักมากในกามมาเห็นแล้วจับไปเป็นเมียเด็ก ข้าคงไม่มีหน้าไปพบศิษย์ลุงอู๋หยาจื่อแน่ๆ"

"หุบปากหมาๆ ของเจ้าเดี๋ยวนี้!" แม่เฒ่ากัดฟันกรอด

ทั้งสองมุดตัวออกจากถ้ำ ลัดเลาะไปตามเส้นทางภูเขาอันสูงชันมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าทึบ ที่นี่คือชายแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ ภูเขาสูงป่าทึบ เต็มไปด้วยแมลงมีพิษและสัตว์ร้าย แต่นี่แหละคือสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การหลบหนีการไล่ล่าที่สุด

ซูวั่งทำหน้าที่เบิกทางไปพลาง เปิดใช้งานเนตรหยั่งรู้พิศดารไปพลาง

ในสายตาของเขา ทุกสิ่งรอบกายกระจ่างชัดไปหมด กระรอกกระโดดในระยะร้อยเมตร รอยกิ่งไม้หักในพุ่มไม้ระยะห้าร้อยเมตร หรือแม้แต่กลิ่นเหงื่อจางๆ ที่ลอยตามลมมา...

"หยุด" จู่ๆ ซูวั่งก็หยุดชะงัก ยกมือขึ้นห้ามแม่เฒ่าที่ตามมาด้านหลัง

"มีอะไร?" ตอนนี้แม่เฒ่ายังไม่ฟื้นฟูพลัง ประสาทสัมผัสจึงอ่อนด้อยกว่าซูวั่งมาก

ซูวั่งหรี่ตา จ้องมองผืนป่าเบื้องหน้าที่ดูเงียบสงบ พลางกดเสียงต่ำ "ข้างหน้ามีคน... แถมยังเป็นยอดฝีมือซะด้วย"

"ใช่อูเหล่าต้ารึเปล่า?" แม่เฒ่าถามอย่างเคร่งเครียด

"ไม่ใช่" ซูวั่งส่ายหน้า "จังหวะการหายใจของเจ้านั่นเร็วมาก ฝีเท้าลอยแต่เบากริบ เสียงหัวใจเต้นมีกลิ่นอายของพวกมักมากในกามแฝงอยู่"

พูดยังไม่ทันขาดคำ บนยอดไม้เบื้องหน้า ก็มีเสียงหัวเราะสุดแสนจะลามกดังแว่วมา

"เจี๊ยกๆๆๆ..."

"รองเท้าเหล็กสึกหาไม่พบ พอบทจะเจอก็ได้มาโดยไม่เปลืองแรง"

"ตอนแรกลงมาแค่กะจะจับสาวชาวบ้านไปสนุกสักสองคน ไม่คิดเลยว่าจะมาบังเอิญเจอใต้เท้าจากกรมราชองครักษ์... แถมยังมีเด็กหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มขนาดนี้มาด้วย"

สิ้นเสียง ร่างผอมสูงร่างหนึ่งก็ทิ้งตัวลงมาดุจนกตัวใหญ่ ร่อนลงมายืนบนโขดหินเบื้องหน้าคนทั้งคู่อย่างแผ่วเบา

ชายผู้นั้นรูปร่างสูงโปร่ง ผอมแห้งเหมือนไม้เสียบผี ใบหน้าเหลืองซีด มีหนวดหร็อมแหร็มเหมือนหนวดหนู ในมือถืออาวุธประหลาดคู่หนึ่ง ซึ่งก็คือ 'กรงเล็บเหล็ก'

สายตาดุดันปานงูพิษของมันกวาดมองเรือนร่างของแม่เฒ่าที่แม้จะหน้าดำปี๋ด้วยความหื่นกระหาย ลิ้นแลบเลียริมฝีปากแผล็บๆ ราวกับมองทะลุชั้นขี้เถ้าไปเห็นความงามล้ำเลิศที่ซ่อนอยู่ภายใน

"โจรชั่วช้าสามานย์ อวิ๋นจงเฮ่อ" ซูวั่งมองผู้มาเยือน ก่อนจะเอ่ยชื่อออกมาอย่างช้าๆ มือขยับไปกุมด้ามดาบสิ่วชุนที่เอวไว้แน่น

มันคือหนึ่งในสี่ทรชน ผู้รั้งตำแหน่งน้องสี่ อวิ๋นจงเฮ่อ!

โดดเด่นด้วยวิชาตัวเบาอันเป็นเลิศ และขึ้นชื่อเรื่องความมักมากในกามที่สุด!

ไอ้นี่แหละตัวปัญหาของแท้!

แม้เจ้านี่จะมีฝีมือรั้งท้ายในบรรดาสี่ทรชน แต่สำหรับซูวั่งและแม่เฒ่าในยามนี้ มันคือศัตรูตัวฉกาจ โดยเฉพาะวิชาตัวเบาของมัน ถ้าคิดจะหนี ซูวั่งก็ไม่แน่ใจว่าจะหนีพ้นหรือไม่ แต่ถ้าจะสู้ ก็ต้องพะวงหน้าพะวงหลังคอยปกป้องแม่เฒ่าอีก

"โอ้โห ที่แท้ก็ใต้เท้าซูฉาจื่อแห่งกรมราชองครักษ์นี่เอง"

เห็นได้ชัดว่าอวิ๋นจงเฮ่อจำชุดเครื่องแบบของซูวั่งที่แม้จะขาดวิ่นแต่ก็ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ แววตาของมันฉายรอยหวาดหวั่นเล็กน้อย แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยความโลภอย่างรวดเร็ว

พวกคนในกรมราชองครักษ์ ต้องมีตั๋วเงินติดตัวไม่น้อยแน่ๆ

แถมแม่หนูน้อยคนนั้น... ถึงหน้าจะดำไปหน่อย แต่ดูจากทรวดทรงองเอวและโครงหน้าแล้ว โตขึ้นมาต้องเป็นสาวงามหยาดเยิ้มแน่นอน!

"ใต้เท้าซู น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง" อวิ๋นจงเฮ่อยิ้มเหี้ยม "ท่านทิ้งแม่หนูนั่นไว้ แล้วก็ทิ้งเงินทองของมีค่าทั้งหมดลงซะ แล้วข้าจะทำเป็นมองไม่เห็น ปล่อยท่านไปเอาบุญ ตกลงไหม?"

แม่เฒ่าได้ยินดังนั้น รังสีอำมหิตในดวงตาก็พลุ่งพล่าน

พยัคฆ์ตกอับโดนสุนัขรังแก!

แค่สวะชั้นปลายแถวอย่างอวิ๋นจงเฮ่อ ยังกล้ามาคิดมิดีมิร้ายกับนางเชียวรึ?!

นางพยายามเค้นพลังลมปราณตามสัญชาตญาณ แต่ก็ต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดแปลบที่ตันเถียน

ร่างโงนเงนแทบล้มคว่ำ

ซูวั่งรีบเอื้อมมือไปประคอง บีบไหล่นางเบาๆ เป็นสัญญาณให้ใจเย็นๆ จากนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้น เผยรอยยิ้มกว้างที่เป็นเอกลักษณ์... รอยยิ้มที่ทำให้ใครต่อใครเดาทางไม่ถูก แถมเขายังปล่อยมือจากด้ามดาบ จัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ แล้วประสานมือคารวะอวิ๋นจงเฮ่อ

"ที่แท้ก็คือจอมยุทธ์อวิ๋น เลื่อมใสๆ"

"บอกตามตรง ข้าเองก็รู้สึกว่าการพกยัยตัวถ่วงนี่ไปด้วยมันน่ารำคาญสิ้นดี ในเมื่อจอมยุทธ์อวิ๋นถูกตาต้องใจ..."

ซูวั่งพูดไปพลาง ขยับเท้าเดินไปข้างหน้าสองก้าวอย่างแนบเนียน บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มหื่นกามแบบชายฉกรรจ์คุยกัน

"แม่หนูนี่ถึงอารมณ์จะร้ายไปหน่อย แต่เนื้อตัวจัดว่าเด็ดทีเดียว ทว่าจอมยุทธ์อวิ๋น เรื่องแบบนี้มันต้องมีคิวมาก่อนมาหลังนะ ข้าถูกใจนางก่อน แถมยังไม่ทันได้ลิ้มรสเลย ท่านจะมาปาดหน้าเค้กกันดื้อๆ แบบนี้ มันผิดธรรมเนียมไปหน่อยมั้ง?"

อวิ๋นจงเฮ่อชะงักไปนิดนึง

มันไม่คิดเลยว่าคนของกรมราชองครักษ์จะว่านอนสอนง่ายขนาดนี้ แถมยังดูหื่นกามซะยิ่งกว่ามันอีก!

"แล้วใต้เท้าซูจะเอายังไง?" อวิ๋นจงเฮ่อคลายความระแวดระวังลง ความหื่นกระหายในดวงตายิ่งลุกโชน

ซูวั่งหัวเราะหึๆ ล้วงคัมภีร์ที่แม่เฒ่าเพิ่งให้เมื่อกี้ออกมาแกว่งไปมา "เอาอย่างนี้แล้วกัน เรามาแลกเปลี่ยนกัน ข้ายกแม่หนูนี่ให้ท่าน แลกกับให้ท่านช่วยชี้แนะวิชาตัวเบาให้ข้าหน่อยดีไหม? ได้ยินชื่อเสียงวิชาตัวเบาอันดับหนึ่งในใต้หล้าของจอมยุทธ์อวิ๋นมานาน ข้าล่ะแอบชื่นชมมาตลอดเลยนะ"

แม่เฒ่าที่อยู่ด้านหลังจ้องเขม็งไปที่แผ่นหลังของซูวั่ง ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ

'ไอ้สารเลว! ขี้ขลาดตาขาว ขายเจ้านายเอาตัวรอด! ถ้าคราวนี้ยายเฒ่าไม่ตาย ข้าจะสับแกเป็นหมื่นๆ ชิ้น!'

ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่สายตาของอวิ๋นจงเฮ่อถูกดึงดูดด้วยคัมภีร์เล่มนั้น และลดระดับสายตาลงต่ำ...

รอยยิ้มบนใบหน้าซูวั่งก็หายวับไป!

เนตรหยั่งรู้พิศดารล็อกเป้า!

ระยะห่าง: สามจั้ง (ประมาณสิบเมตร)

ทิศทางลม: ตะวันออกเฉียงใต้

จุดอ่อนเป้าหมาย: ช่วงล่างเบาเกินไป สีข้างซ้ายเปิดโล่งไร้การป้องกัน!

"รับไป!"

ซูวั่งแผดเสียงตวาดลั่น สิ่งที่ปาออกไปกลับไม่ใช่คัมภีร์เล่มบางนั่น แต่เป็นผงสีขาวกำใหญ่ อาศัยทิศทางลม ซัดเข้าใส่หน้าอวิ๋นจงเฮ่ออย่างจัง!

นั่นไม่ใช่ยาพิษอะไรทั้งนั้น แต่มันคือ... ปูนขาวเกรดเอ ที่ซูวั่งฉกมาจากโรงอาหารกรมราชองครักษ์!

จบบทที่ บทที่ 4 ก้าวบุปผาหักแห่งเทียนซาน

คัดลอกลิงก์แล้ว