- หน้าแรก
- มือปราบราชสำนักป่วนยุทธภพ
- บทที่ 3 หนามยอกเอาหนามบ่ง
บทที่ 3 หนามยอกเอาหนามบ่ง
บทที่ 3 หนามยอกเอาหนามบ่ง
บทที่ 3 หนามยอกเอาหนามบ่ง
ความน่าสะพรึงกลัวที่สุดของมหาเวทส่งเสียงค้นวิญญาณไม่ได้อยู่ที่ความดังของเสียง แต่มันคือพลังทะลวงที่แทรกซึมลึกถึงกระดูกดำดุจวิญญาณตามติด!
เสียงนั้นดังแว่วมาจากซ้ายทีขวาที ใกล้บ้างไกลบ้าง ฟังดูเหมือนอยู่ห่างออกไปหลายลี้บนยอดเขา แต่พริบตาต่อมากลับคล้ายมีหญิงงามมาเป่าลมหายใจรดต้นคอ
ทุกสุ้มเสียงหัวเราะยั่วยวนราวกับมีดทื่อๆ ที่กำลังขูดรีดเนื้อสมอง ทำให้จิตใจว้าวุ่นและเลือดลมตีกลับ
"ศิษย์พี่หญิง... ทำไมท่านไม่พูดอะไรบ้างเลยล่ะ?"
"หรือว่ารังเกียจที่ใบหน้าของศิษย์น้องผู้นี้อัปลักษณ์เกินไป?"
"คิกๆๆ... แต่ตอนนี้ศิษย์น้องงดงามมากเลยนะ เมื่อก่อนศิษย์พี่ชายชอบดูข้าร่ายรำที่สุด ท่านอยากจะมาดูด้วยไหมล่ะ?"
ภายในถ้ำ แม่เฒ่าเทียนซานสิ้นไร้ซึ่งความหยิ่งผยองดุจผู้ยิ่งใหญ่เหนือใครในใต้หล้าดั่งเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น
ร่างของนางขดคู้ตัวสั่นงันงกอยู่ข้างกองไฟ มือทั้งสองข้างยกขึ้นอุดหูแน่นสนิท นั่นคือความหวาดกลัวที่ฝังลึกถึงกระดูก เป็นรอยแผลเป็นทางใจจากความแค้นที่พัวพันมานานกว่าเก้าสิบปี!
"อย่าพูดอีก... หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ!"
ริมฝีปากของแม่เฒ่าเขียวคล้ำ ลมปราณที่เพิ่งสงบลงเมื่อครู่กลับมาพลุ่งพล่านปั่นป่วนอีกครั้ง นี่คือลางบอกเหตุของธาตุไฟแตกซ่าน!
ซูวั่งเห็นสภาพของนางแล้วขมวดคิ้วแน่น
"ยายเฒ่าปีศาจนี่ ปกติเห็นดุร้ายอำมหิตนัก ทำไมพอเจอหลี่ชิวสุ่ยถึงได้หงอเป็นไก่วัดไปได้?"
"หรือนี่คือสิ่งที่เรียกว่าการข่มกันทางสายเลือด?"
เขารู้ดีว่าปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปไม่ได้แล้ว แท้จริงแล้ววิชาของหลี่ชิวสุ่ยก็คือการโจมตีทางจิตวิญญาณขั้นสูงรูปแบบหนึ่ง นางกำลังใช้คลื่นเสียงกวาดต้อนค้นหา หากเมื่อใดที่แม่เฒ่าสติแตกหลุดส่งเสียง หรือปล่อยให้ลมปราณในร่างปั่นป่วนจนเกิดคลื่นพลัง หลี่ชิวสุ่ยจะสามารถระบุตำแหน่งได้อย่างแม่นยำในทันที!
"ต้องทำให้ยัยนั่นหุบปาก"
ซูวั่งปรายตามองไปที่ปากถ้ำ ออกไปสู้ตายงั้นรึ? ตลกฝืด!
หลี่ชิวสุ่ยใช้นิ้วเดียวก็บี้พวกเขาทั้งคู่แบนแต๊ดแต๋ได้แล้ว ในเมื่อประลองกำลังไม่ชนะ ก็ต้องมาวัดกันที่ความถ่อย!
ซูวั่งสูดลมหายใจเข้าลึก ล้วงเอาเศษผ้าเปียกชื้นสองก้อนที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ออกมา ซึ่งเขาฉีกมาจากชายชุดมัจฉาเหินที่ขาดวิ่นของตัวเอง เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ยัดเศษผ้าอุดหูแม่เฒ่าเทียนซานทันที!
"เจ้า..." แม่เฒ่าเงยหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึง
"ชู่ว..." ซูวั่งยกนิ้วชี้แตะริมฝีปาก สีหน้าเคร่งขรึมจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "ถ้าอยากรอดก็หุบปากแล้วตั้งสติซะ ที่เหลือข้าจัดการเอง"
แม่เฒ่าจ้องมองดวงตาของชายหนุ่มผู้นี้ ในนัยน์ตาดอกท้อคู่นั้นไร้ซึ่งความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงการคำนวณอย่างเยือกเย็นจนเข้าขั้นเลือดเย็น ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หัวใจที่เต้นโครมครามของนางกลับสงบลงได้อย่างน่าประหลาด
เมื่อปลอบแม่เฒ่าเสร็จ ซูวั่งก็หันขวับ เดินตรงไปยังซอกหินแคบๆ ด้านข้างปากถ้ำ
ซอกหินนี้เป็นร่องยาวทะลุออกไปสู่หุบเขาด้านนอก รูปทรงแคบด้านในแต่บานออกด้านนอก ธรรมชาติช่างสรรค์สร้างให้มันกลายเป็นโทรโข่งชั้นดี!
เขารวบรวมลมปราณไว้ที่จุดตันเถียน รีดเร้นพลังวัตรที่ไม่มากมายนักทว่าบริสุทธิ์ยิ่งออกมา
สมัยอยู่กรมราชองครักษ์ เขาเคยเรียนวิชานอกรีตที่ชื่อว่า วิชาเสียงภูตผี ปกติเอาไว้แกล้งทำเสียงผีหลอกนักโทษตอนสอบสวน พอเอามาใช้คู่กับภูมิประเทศแบบนี้ มันจึงสร้างภาพลวงตาให้จับทิศทางเสียงไม่ได้อย่างพอดิบพอดี
ซูวั่งกระแอมเคลียร์คอ ปรับอารมณ์ให้เข้าที่ จากนั้นเขาก็จ่อปากเข้ากับซอกหิน แผดเสียงตะโกนด่าทอด้วยน้ำเสียงแหลมปรี๊ด ถ่อยสถุล และด่าทอแบบหญิงชาวบ้านขี้วีนสุดๆ
"ดึกดื่นค่อนคืน! แม่หม้ายหน้าด้านที่ไหนมาครวญครางหาผัวอยู่แถวนี้ฮะ?!"
"อยากแหกปากก็ไสหัวกลับไปร้องที่วังซีเซี่ยของพวกมึงนู่น! ไม่รู้รึไงว่าส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้านมันผิดกฎหมายน่ะฮะ?!"
เสียงด่าทอนี้ถูกขยายผ่านร่องหิน ดังกึกก้องกัมปนาทไปทั่วหุบเขาอันเงียบสงัด สะท้อนไปมาจนกลบเสียงหัวเราะอันยั่วยวนกระชากวิญญาณของหลี่ชิวสุ่ยไปชั่วขณะ!
เสียงหัวเราะล่องลอยนอกหุบเขาหยุดชะงักงัน บรรยากาศรอบกายราวกับถูกแช่แข็ง
ซูวั่งไม่หยุดแค่นั้น เขารู้ดีว่าต้องตีเหล็กตอนร้อน โจมตีจิตใจให้แตกกระเจิง! เขาเปลี่ยนน้ำเสียง คราวนี้เลียนแบบเสียงตาแก่หงำเหงือกที่แฝงความหื่นกาม
"ฮี่ๆๆ ฟังจากเสียงแล้ว หรือว่าจะเป็นนางหลี่ชิวสุ่ยที่ยอมเสียโฉมเพราะผู้ชายคนนั้น?"
"จุ๊ๆๆ ตอนที่ไอ้เฒ่าอู๋หยาจื่อก่อนตาย มันกินเหล้าปรับทุกข์กับข้า มันบอกว่ารำคาญผู้หญิงจอมบงการที่สุด เจ้าตามตื๊อมันมาทั้งชีวิต มันยังไม่ชายตาแลเจ้าเลยนี่ แล้วทำไมจนป่านนี้เจ้ายังคิดไม่ได้อีกวะเนี่ย?"
เงียบกริบ เงียบสงัดราวกับป่าช้า
แม่เฒ่าเทียนซานที่อยู่เบื้องหลังเบิกตาโพลง จ้องมองแผ่นหลังของซูวั่งด้วยความเหลือเชื่อ
'ไอ้โจรนี่... มันบ้าไปแล้วรึ?! มันกล้าหยามเกียรติหลี่ชิวสุ่ยขนาดนี้เลยรึ? แถมยังขยี้แผลใจที่เจ็บปวดที่สุดของนางอีกต่างหาก! อู๋หยาจื่อเคยไปก๊งเหล้ากับใครที่ไหนกัน? ไอ้หมอนี่มันแต่งเรื่องตอแหลชัดๆ! แต่ถึงกระนั้น... ฟังแล้วมันโคตรจะสะใจเลยว่ะ!'
ภายนอกหุบเขา รังสีอำมหิตพวยพุ่งเสียดฟ้า!
วินาทีถัดมา น้ำเสียงยั่วยวนของหลี่ชิวสุ่ยก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงแหลมปรี๊ดบาดหู แฝงไปด้วยความโกรธาอย่างบ้าคลั่ง
"ใคร! ไอ้ชาติหมาตัวไหน! ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้นะ!!"
ซูวั่งหดคอวูบ ลอบบ่นในใจ 'ให้ตายเถอะ มนุษย์ป้าวัยทองนี่น่ากลัวชะมัด'
เขาไม่กล้าส่งเสียงอีกแล้ว ยิ่งพูดยิ่งพลาด เดี๋ยวจะเผลอเผยตำแหน่งที่ซ่อน สองประโยคเมื่อครู่ ประโยคแรกเพื่อยั่วโมโห ประโยคหลังเพื่อปั่นป่วนจิตใจ
ยามนี้จิตใจของหลี่ชิวสุ่ยแตกกระเจิง ลมปราณต้องปั่นป่วนอย่างหนัก ไม่มีทางที่จะรักษาสภาวะการใช้มหาเวทส่งเสียงค้นวิญญาณที่ต้องใช้สมาธิขั้นสูงได้อีกต่อไป
และก็เป็นไปตามคาด เสียงลมด้านนอกเริ่มพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง เห็นได้ชัดว่าหลี่ชิวสุ่ยกำลังระบายความโกรธ นางซัดฝ่ามือทำลายก้อนหินและต้นไม้รอบบริเวณ เสียงระเบิดตูมตามดังกึกก้อง ทว่าทิศทางของเสียงกลับมุ่งหน้าไปฝั่งตรงข้าม
"ฟู่..." ซูวั่งรูดตัวนั่งพิงผนังถ้ำ ปาดเหงื่อเย็นที่ซึมชื้นเต็มแผ่นหลัง "เดิมพันชนะโว้ย"
"นี่สินะที่เขาเรียกว่า 'ตราบใดที่กูถ่อย มึงก็เอาความผู้ดีมาข่มกูไม่ได้หรอก'"
เขาหันขวับไปมอง ก็พบว่าแม่เฒ่ากำลังจ้องเขาด้วยสายตาเหมือนมองตัวประหลาด ในสายตานั้นมีความตกตะลึง งุนงง และมีความ... ชื่นชม ซ่อนอยู่ด้วย?
"เจ้าเด็กนี่..." แม่เฒ่าดึงผ้าอุดหูออก น้ำเสียงยังคงอ่อนระโหย แต่ท่าทีอ่อนลงมาก "ขวัญกล้าเทียมฟ้านักนะ ไม่กลัวว่านังแพศยานั่นจะบุกเข้ามาสับเจ้าเป็นหมื่นชิ้นหรือไง?"
"กลัวดิ" ซูวั่งยักไหล่ กลับมาทำหน้าตายียวนกวนประสาทตามเดิม "แต่กลัวแล้วได้อะไรล่ะ? ยังไงนางก็กะจะฆ่าพวกเราอยู่แล้ว ข้าด่ามันสักสองสามประโยค อย่างน้อยก่อนตายก็ได้สะใจปากบ้างล่ะวะ อีกอย่าง ข้าเห็นท่านประมุขปกติก็ด่านางอยู่บ่อยๆ ข้าก็เลยช่วยด่าแทน เอาใจท่านไง"
"ไอ้โจรปากหมา" แม้ไอ้เด็กนี่จะดูเป็นอันธพาลไปบ้าง แต่ในยามคับขัน กลับมีกลิ่นอายความขบถแหกคอกสไตล์คนของพรรคสราญรมย์อยู่ไม่น้อย
"อ๊าก!" จู่ๆ แม่เฒ่าก็แผดเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
ใบหน้าเล็กๆ ของนางแดงเถือกราวกับกุ้งต้มสุก คลื่นความร้อนระอุขุมหนึ่งระเบิดออกมาจากร่าง แผดเผาอากาศรอบกายจนบิดเบี้ยว
"อะไรอีกล่ะเนี่ย?!" ซูวั่งสะดุ้งโหยง
"งู... เลือดงู..." แม่เฒ่าเกร็งมือตะกุยลำคอตัวเองด้วยความทรมาน เสียงแหบพร่า "เลือดงูนั่น... ฤทธิ์มันแรงเกินไป... หยินหยางตีกัน... ร่างข้าจะระเบิดแล้ว..."
ซูวั่งตบหน้าผากฉาดใหญ่ 'ฉิบหายแล้ว!'
เมื่อครู่ตอนหน้าสิ่วหน้าขวาน เพื่อระงับความกระหายเลือดของนาง เขาป้อนเลือดงูเจ็ดก้าวล้มให้นางไปตั้งเยอะ!
อสรพิษชนิดนั้นเป็นของที่มีธาตุหยินสุดขั้ว ในขณะที่คัมภีร์แปดทิศหกบรรจบสยบฟ้าดินที่แม่เฒ่าฝึกปรือนั้นเป็นธาตุหยางสุดขั้ว แม้จะช่วยระงับการตีกลับของลมปราณได้ชั่วคราว แต่ตอนนี้พลังสุดขั้วทั้งสองสายกำลังตีกันมั่วซั่วในร่างเล็กๆ ของนาง หากจัดการไม่ดี มีหวังร่างแหลกเป็นจุลแน่!
"ร้อน... ร้อนเหลือเกิน..." แม่เฒ่าเริ่มสติหลุดลอย มือคว้าทึ้งเสื้อผ้าตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
เพียงชั่วพริบตา เสื้อผ้าป่านหยาบๆ ก็ถูกฉีกทิ้งไปค่อนตัว เผยให้เห็นผิวพรรณขาวเนียนอมชมพู และ...
ซูวั่งรีบหันหน้าหนี ปากก็พร่ำบ่น "สิ่งใดไม่ควรดูอย่าดู สิ่งใดไม่ควรดูอย่าดู ข้าเป็นคนดี ข้าคือบุคคลต้นแบบแห่งศีลธรรมของกรมราชองครักษ์"
แต่พอลองคิดดูอีกที ถ้ามัวแต่ถือศีลตอนนี้ก็เท่ากับปล่อยให้นางตาย! เขาเอื้อมมือไปคว้าข้อมือที่กำลังดิ้นปัดป่ายของนางไว้แน่น ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสชีพจร เนตรหยั่งรู้พิศดารก็ทำงานทันที!
ในมุมมองของเขา เส้นลมปราณในร่างแม่เฒ่าปั่นป่วนราวกระแสน้ำเชี่ยวกราก ปราณสีแดงและสีน้ำเงินสองสายกำลังพุ่งชนกันอย่างบ้าคลั่ง กระแทกอวัยวะภายในจนบอบช้ำไปหมด โดยเฉพาะเส้นลมปราณเส้าหยางซานเจียวที่บวมเป่งจนถึงขีดสุด
"ไม่ได้การ ต้องรีดพลังขุมนี้ออกไป" ซูวั่งตัดสินใจเด็ดขาด
แม้พลังวัตรเขาจะเทียบแม่เฒ่าไม่ได้ แต่เขาก็มีความรู้ด้านการแพทย์ แถมยังเชี่ยวชาญสรีรวิทยาและการทะลวงจุดลมปราณ
"ท่านประมุข ล่วงเกินแล้ว!" ซูวั่งเอ่ยเสียงหนัก "ข้าจะใช้วิชานวดแผนโบราณประจำตระกูลช่วยทะลวงลมปราณให้ท่าน ระหว่างทำอาจจะเจ็บนิดหน่อย แล้วก็... เอิ่ม... อาจจะดูไม่งามนัก ทนเอาหน่อยนะ"
ตอนนี้แม่เฒ่าฟังอะไรไม่เข้าหูแล้ว นางรู้สึกเหมือนถูกโยนลงเตาเผา สัญชาตญาณสั่งให้หาร่างเย็นๆ เพื่อดับร้อน พอซูวั่งแตะตัวนาง นางก็ตวัดรัดเขาแน่นเป็นปลาหมึกทันที!
"เวรเอ๊ย! อย่าลวนลามกันสิวะ!" ซูวั่งเหงื่อแตกพลั่ก มือหนึ่งต้องคอยปัดป้องการลวนลามโดยไม่รู้ตัวจากแม่เฒ่าในร่างเด็กน้อยผู้นี้ ส่วนอีกมือก็ต้องรวบรวมสมาธิ
เขาเกร็งฝ่ามือเป็นกรงเล็บ ผนึกปราณไว้ที่ปลายนิ้ว กดจิกลงบนจุดหลิงไถของแม่เฒ่าอย่างแรง!
"ทะลวง!" นิ้วของซูวั่งเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วไปตามจุดชีพจรสำคัญบนแผ่นหลังของนาง ทั้งกด ทั้งคลึง ทั้งดัน ทั้งบีบ
ทุกลงน้ำหนัก ล้วนจี้สกัดเข้าที่จุดตัดของสองพลังปราณอย่างแม่นยำ บังคับให้พวกมันแยกออกจากกัน แล้วชักนำให้ไหลกลับสู่ตันเถียน
กระบวนการนี้ดูหยาบกระด้าง แต่แท้จริงแล้วแฝงความล้ำลึกแห่งเต๋า หากมีปรมาจารย์แพทย์มาเห็น คงต้องร้องอุทานว่า 'นี่มันการนวดซะที่ไหน! นี่มันใช้พลังภายนอกช่วยชำระล้างไขกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็นชัดๆ!'
ทีละนิด ทีละน้อย... แม่เฒ่าหยุดดิ้นรนแล้ว รอยริ้วสีแดงแห่งความร้อนรุ่มค่อยๆ จางหายไป ลมหายใจกลับมาสม่ำเสมอและยาวนาน
แม้ปราณทั้งสองสายจะยังไม่ผสานกันอย่างสมบูรณ์ แต่ก็เกิดความสมดุลอันน่าประหลาดขึ้นชั่วคราว ซ้ำยังส่งผลดี ช่วยหล่อเลี้ยงเส้นลมปราณที่แห้งผากของนางให้ชุ่มชื้นขึ้นอีกด้วย
ซูวั่งทิ้งตัวนั่งแผ่หลาหอบแฮ่กๆ อยู่บนพื้นเหมือนหมาตาย รู้สึกเหมือนโดนสูบวิญญาณไปจนหมดเกลี้ยง
"งานพรรค์นี้... มันไม่ใช่งานของคนชัดๆ"
"รอดไปได้ ข้าต้องเรียกเก็บเงินเพิ่ม!"
เขาปรายตามองเด็กหญิงที่หลับสนิทอยู่ข้างๆ ในเวลานี้ นางดูเงียบสงบ ไร้เดียงสา รังสีอำมหิตมลายหายไปจนสิ้น ดูเหมือนน้องสาวข้างบ้านที่ไม่มีพิษมีภัยจริงๆ
แต่ซูวั่งรู้ดีว่า นี่มันก็แค่ภาพลวงตา พอพระอาทิตย์ขึ้นเมื่อไหร่ แม่เฒ่าเทียนซานจอมโหดฆ่าคนไม่กะพริบตาก็จะกลับมาประทับร่างเหมือนเดิม
ซูวั่งถอนหายใจ ถอดเสื้อคลุมตัวนอกที่ขาดวิ่นของตัวเองออก แล้วห่มคลุมให้นาง ขณะที่กำลังจะหาที่เหมาะๆ เพื่อเอนหลังงีบสักหน่อย ทันใดนั้น สายตาเขาก็พลันหยุดชะงัก
บนนิ้วหัวแม่มือขวาของแม่เฒ่าสวมแหวนวงหนึ่งที่ดูเก่าแก่ ไม่ใช่ทั้งทองและหยก บนตัวแหวนประดับด้วยอัญมณีหลากสีเจ็ดเม็ด ทอประกายลึกลับเย้ายวนยามต้องแสงไฟ
"แหวนเจ็ดรัตนะ..." ซูวั่งกลืนน้ำลายเอื้อก
นี่คือสัญลักษณ์ของเจ้าสำนักพรรคสราญรมย์! ผู้ใดครอบครองแหวนวงนี้ เท่ากับเป็นเจ้าสำนัก ศิษย์พรรคสราญรมย์ทุกคน ตลอดจนสามสิบหกถ้ำเจ็ดสิบสองเกาะ ล้วนต้องศิโรราบรับคำสั่ง!
หัวใจของซูวั่งเต้นโครมครามอย่างห้ามไม่อยู่ ความคิดอันบ้าบิ่นและเหิมเกริมผุดขึ้นในหัว ตอนนี้แม่เฒ่าไร้ทางสู้... ถ้าเขาฉวยโอกาสรูดแหวนวงนี้ออกมา... เขาจะไม่สามารถขึ้นเป็นประมุขวังค้ำฟ้า ก้าวสู่จุดสูงสุดของชีวิตได้เลยงั้นรึ!?
ซูวั่งกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ เอื้อมมือออกไปอย่างลืมตัว ปลายนิ้วสัมผัสโดนความเย็นเยียบของแหวนวงนั้น ขอแค่ดึงออกเบาๆ...
"ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้าจะไม่แตะต้องมันเด็ดขาด" น้ำเสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นทะลุความเงียบสงัดภายในถ้ำ
มือของซูวั่งแข็งทื่อค้างอยู่กลางอากาศ เขาค่อยๆ ก้มหน้าลงอย่างเชื่องช้าประหนึ่งหุ่นยนต์
ปรากฏว่าแม่เฒ่าที่ควรจะหลับสนิท บัดนี้กลับเบิกตาโพลงตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ! ดวงตาคู่นั้นกระจ่างใส ไร้วี่แววของคนธาตุไฟแตกซ่านแม้แต่นิดเดียว!
นางจ้องมองซูวั่งนิ่งๆ มุมปากยกยิ้มเยาะเย้ยดุจผู้เหนือกว่า
"ไอ้โจรเดรัจฉาน ถ้ากรงเล็บของเจ้ายื่นเข้ามาใกล้อีกแค่นิ้วเดียว..."
"ยายเฒ่ารับรองได้เลยว่า วันนี้ของปีหน้า จะเป็นวันครบรอบวันตายของเจ้า!"