- หน้าแรก
- เมื่อแม่ค้าสตรีทฟู้ดหลงยุค ทำเอาผู้ยิ่งใหญ่ติดใจจนหัวปักหัวปำ
- บทที่ 28: มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ซื้อพริกแห้งมากิน
บทที่ 28: มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ซื้อพริกแห้งมากิน
บทที่ 28: มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ซื้อพริกแห้งมากิน
บทที่ 28: มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ซื้อพริกแห้งมากิน
ลูกค้าคนแรกในแถวเพิ่งรับตีนไก่ไปและกำลังจะเดินจากไป ทว่าเขาอยู่ใกล้กับเนื้อกระต่ายเย็นมากที่สุด คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่กลิ่นหอมอันเย้ายวนนั้นลอยเตะจมูกเขาอย่างจังจนไม่อาจต้านทานได้ มันดึงดูดเขาเอาไว้จนก้าวขาไม่ออก
"ได้สิเจ้าคะ"
กู้เหยียนซีใช้ไม้ไผ่เสียบเนื้อกระต่ายชิ้นหนึ่งแล้วยื่นให้ชายผู้นั้น
ชายหนุ่มรับไปกัดคำหนึ่งแล้วนิ่งเงียบไปพักใหญ่
แถวลูกค้าที่รออยู่ด้านหลังต่างชะเง้อคอมองมาเป็นตาเดียว จ้องเขม็งไปยังชายที่อยู่หัวแถว
ลูกค้าที่เพิ่งมาใหม่และยังไม่คุ้นเคยกับรสมือของกู้เหยียนซีเอ่ยเหน็บแนมขึ้นว่า "เขาคงรู้สึกแย่จนพูดไม่ออกล่ะสิ ดูท่าของใหม่นี่คงไม่ได้เรื่องกระมัง"
ตอนนี้มีผู้คนมายืนมุงรอบแผงลอยมากมาย เมื่อเห็นท่าทีของเขา พวกเขาก็พากันคิดว่ามันคงจะไม่อร่อยเป็นแน่ แม้ว่ามันจะเป็นเนื้อกระต่าย แต่ส่วนประกอบหลักกลับมีแต่พริกแห้ง ใครจะโง่ยอมเสียเงินซื้อพริกแห้งตั้งมากมายมากินกันเล่า? คงมีแต่คนโง่เขลาเบาปัญญาเท่านั้นแหละ
"ชั่งละเท่าไหร่หรือ?" ชายหนุ่มเอ่ยถามหลังจากกลืนเนื้อกระต่ายเย็นลงคอ เขาเลียริมฝีปากอย่างอ้อยอิ่ง พยายามระงับความตื่นเต้นเอาไว้
ของสิ่งนี้ไม่ได้มีดีแค่หน้าตาชวนลิ้มลองเท่านั้น ทว่ารสชาติที่ทั้งสดใหม่ หอมหวน ชาลิ้น และเผ็ดร้อนยามได้ลิ้มรสนั้นช่างไร้ที่ติอย่างแท้จริง หากซื้อไปกินแกล้มสุราล่ะก็—ความสุขในชีวิตคงไม่มีอะไรเทียบได้อีกแล้ว!
"ชั่งละแปดสิบเหวินเจ้าค่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มก็ขมวดคิ้ว
กู้เหยียนซีย่อมรู้ดีว่าเขาคิดว่าราคานี้แพงเกินไป ก็แน่ล่ะ เนื้อกระต่ายสดขายแค่ชั่งละสามสิบเหวินเท่านั้น
แต่เดิมกระต่ายไม่ใช่สัตว์ที่พบเห็นได้ทั่วไป ทว่าที่นี่ ทุกครัวเรือนต่างก็สร้างเล้าเล็กๆ ไว้ เลี้ยงกระต่ายไว้ชั้นบนและเลี้ยงไก่ไว้ชั้นล่าง
นางอธิบายพร้อมรอยยิ้ม "ท่านดูพริกพวกนี้สิเจ้าคะ ล้วนเป็นพริกแห้งชั้นดีทั้งนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความหอม แต่ยังสามารถกินเปล่าๆ ได้เลยด้วย จะกินคู่กับโจ๊กหรือเป็นกับแกล้มสุราก็เข้ากันยิ่งนัก
ยิ่งไปกว่านั้น รสชาติพิเศษเช่นนี้มีเพียงข้าเท่านั้นที่ทำได้ ท่านหาจากที่อื่นไม่ได้อีกแล้ว ข้าเชื่อว่าคุณชายย่อมรับรู้ได้ถึงความแตกต่างเจ้าค่ะ"
เมื่อได้ฟังคำกล่าวของกู้เหยียนซี ชายหนุ่มก็คิดว่ามีเหตุผล หากเขาสามารถหาซื้อจากที่อื่นได้ เขาคงไม่มาถามราคาอยู่ที่นี่หรอก คงไปหาซื้อของที่ถูกกว่านี้ตั้งนานแล้ว
เขาพยักหน้า โบกมืออย่างใจป้ำ และสั่งซื้อไปหนึ่งชั่งเต็มๆ
ผู้คนที่อยู่รอบๆ เห็นดังนั้นก็พากันร้องอุทานให้กับความมือเติบของเขา
หลังจากนั้นไม่นาน ลูกค้ากระเป๋าหนักอีกหลายคนก็พากันเข้ามาเหมาซื้อเนื้อกระต่ายเย็นที่แผงไปจนหมดเกลี้ยง
เมื่อมองดูคนอื่นๆ เคี้ยวเนื้อกระต่ายกับพริกกันอย่างเอร็ดอร่อย ลูกค้าบางคนที่เสียดายเงินก็เริ่มรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง ท้ายที่สุดพวกเขาจึงต้องซื้อมันฝรั่งและบะหมี่เย็นไปหลายที่เพื่อประทังความอยาก พลางคิดในใจอย่างลับๆ ว่าพรุ่งนี้จะต้องมาให้เช้ากว่านี้เพื่อจะได้ลิ้มรสเนื้อกระต่ายเย็นบ้าง
เดิมทีกู้เหยียนซีคิดว่าวันนี้นางเตรียมเมนูใหม่มาน้อยเกินไป ทำให้พลาดโอกาสหาเงินไปไม่น้อย ทว่าเมื่อเห็นว่ามันฝรั่ง บะหมี่เย็น และตีนไก่กลับขายออกไปเร็วยิ่งกว่าเดิม นางก็รู้สึกโล่งใจ
"พี่กู้! พี่กู้!"
เสียงอันทรงพลังดังทะลุฝูงชนเข้ามาแว่วเข้าหูของกู้เหยียนซี
นางเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นซือเล่อกำลังกระโดดโลดเต้นเข้ามาหา
ซือเล่อสอดส่ายสายตาไปรอบๆ แผงลอย แต่กลับไม่เห็นร่างของคนคนนั้น
กู้เหยียนซีหัวเราะเบาๆ "เลิกมองหาเถอะ เขายังไม่มาหรอก วันนี้ก็คงจะมาสายอีกตามเคย"
"อ้อ..." ซือเล่อก้มหน้าลงด้วยความผิดหวังอย่างยิ่ง
"นี่คือเนื้อกระต่ายเย็น เป็นเมนูใหม่ของวันนี้ ข้าเก็บไว้ให้เจ้าส่วนหนึ่ง"
กู้เหยียนซีหยิบชามไม้ไผ่ที่ห่อเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ออกมาจากใต้รถเข็นแล้วยื่นให้ซือเล่อ
นางถูกชะตากับเด็กสาวคนนี้มากจริงๆ อีกอย่าง เด็กสาวผู้นี้ก็มาอุดหนุนที่แผงทุกวัน แถมยังพูดคุยกันถูกคอ ความสัมพันธ์ของพวกนางจึงพัฒนาไปจนถึงขั้นเป็นสหายกันแล้ว
ซือเล่อเปิดฝาชามออก เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน ดวงตาของนางก็พลันเป็นประกายด้วยความเบิกบานใจ
"เมื่อกี้ข้าเพิ่งเห็นคนถือของกินนี่อยู่ตั้งหลายคน ท่าทางพวกเขาดูเอร็ดอร่อยกันมาก ข้าก็นึกว่ามาจากเหลาอาหารที่ไหนเสียอีก คาดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นของแผงพี่กู้นี่เอง!"
ซือเล่อยัดเนื้อกระต่ายชิ้นหนึ่งเข้าปาก
รสชาตินั้นทำให้นางต้องประหลาดใจยิ่งขึ้นไปอีก เนื้อกระต่ายกรอบนอกนุ่มใน อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของไขมันที่เจียวจนได้ที่ ผสานกับความสดฉ่ำของเนื้อ
สิ่งที่ทำให้เนื้อกระต่ายแตกต่างจากเนื้อสัตว์ชนิดอื่นคือ สัมผัสที่แน่นและเด้งสู้ฟันกว่า แต่กลับไม่เหนียวเลยสักนิด
ยามที่กู้เหยียนซีผัดเนื้อกระต่าย การควบคุมไฟของนางนั้นแม่นยำอย่างหาตัวจับยาก นางทำให้ผิวด้านนอกเกรียมกรอบและเนื้อด้านในสุกกำลังดีไปพร้อมกับกักเก็บความชุ่มฉ่ำของเนื้อเอาไว้ เมื่อรวมกับการปรุงรสด้วยเครื่องเทศนานาชนิด ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นรสสัมผัสและรสชาติอันเข้มข้นที่ซาบซ่านไปทั่วทั้งปาก อร่อยจนไม่อาจต้านทานได้จริงๆ
กว่าที่ซือเล่อจะดึงสติกลับมาได้ ในชามไม้ไผ่ก็เหลือเนื้อกระต่ายชิ้นสุดท้ายเสียแล้ว
"ขอโทษทีนะพี่กู้ ข้าเผลอกินจนหมดเลย"
แม่หนูน้อยคนนี้ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง กู้เหยียนซีรู้สึกขบขัน "ไม่เป็นไรหรอก ส่วนนี้ข้าตั้งใจเก็บไว้ให้เจ้าอยู่แล้ว หากเจ้ายังไม่อิ่ม ข้ายังมีอีกส่วนที่เก็บไว้ให้โก่วเต๋อจู้ เจ้าจะเอาไปกินก่อนไหมล่ะ? ไว้คราวหน้าข้าค่อยทำให้เขาใหม่ก็ได้"
ซือเล่อยัดเนื้อกระต่ายชิ้นสุดท้ายเข้าปากและเกือบจะตอบตกลงไปตามสัญชาตญาณ ทว่านางก็รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "ไม่เอาๆๆ เขาชอบอาหารของท่านที่สุดเลย เก็บไว้ให้เขาเถอะ"
กู้เหยียนซีอุทานในใจ: พลังแห่งความรักนี่ช่างยิ่งใหญ่เสียจริง!
"พี่กู้ ข้ามีเรื่องอยากจะหารือกับท่านสักหน่อย ไม่ทราบว่าจะสะดวกหรือไม่?"
ซือเล่อกลืนเนื้อกระต่ายคำสุดท้ายลงคออย่างแสนเสียดายแล้วช้อนตาขึ้นมองกู้เหยียนซี
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของซือเล่อซึ่งหาได้ยากยิ่ง นางจึงฝากฝังแผงลอยให้บิดาช่วยดูแล แล้วพาซือเล่อเดินเลี่ยงไปคุยในที่ที่คนไม่ค่อยพลุกพล่านนัก
นางยื่นชามชาเย็นให้ซือเล่อ จากนั้นทั้งสองก็ถือชามชาดื่มกันคนละใบ
"พี่กู้ ดอกบัวในจวนบ้านข้าบานแล้ว ข้าตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงชมบัว จึงอยากเชิญท่านไปเป็นแม่ครัวใหญ่ แค่ไปทำอาหารมื้อเที่ยงมื้อเดียวเท่านั้น ไม่ทราบว่าพี่กู้จะยินดีหรือไม่?"
เนื้อกระต่ายเย็นเมื่อครู่นี้ สามารถนำขึ้นโต๊ะเป็นอาหารจานหลักได้อย่างไร้ที่ติ
งานเลี้ยงชมบัวครั้งนี้มีความสำคัญมาก นางกลุ้มใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับกับการตามหาแม่ครัวใหญ่ พลิกแผ่นดินหาพ่อครัวเลื่องชื่อทั่วทั้งเมืองหลวง ทว่าก็ไม่มีอาหารของพ่อครัวคนใดที่ถูกปากนางเลยสักคน
เมื่อเห็นว่ากำหนดการของงานเลี้ยงชมบัวกระชั้นชิดเข้ามาทุกที แต่นางก็ยังหาแม่ครัวใหญ่ไม่ได้ นางจึงแทบจะร้อนรนเป็นบ้าอยู่แล้ว
อันที่จริงนางอยากจะขอร้องพี่กู้มาตั้งนานแล้ว ทว่าพี่กู้ทำขายเพียงแต่อาหารว่าง นางจึงไม่แน่ใจว่าพี่กู้จะทำอาหารคาวมื้อหลักได้หรือไม่
จนกระทั่งได้ลิ้มรสเนื้อกระต่ายเย็นในวันนี้ ความคิดนี้ก็พลันผุดขึ้นมาในหัวนางทันที
งานเลี้ยงงั้นหรือ?
กู้เหยียนซีเลิกคิ้ว แม้นางจะทำอาหารเป็น แต่นางก็ไม่เคยทำอาหารในปริมาณมากๆ มาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการจัดเตรียมอาหารสำหรับงานเลี้ยงเลย
อีกทั้งเมื่อดูจากเสื้อผ้าแพรพรรณชั้นดีที่ซือเล่อสวมใส่ นางก็ไม่น่าจะมาจากครอบครัวที่ยากไร้จนหาแม่ครัวดีๆ ไม่ได้กระมัง
เมื่อสัมผัสได้ถึงความลังเลของพี่กู้ ซือเล่อจึงพูดต่อ "พี่กู้ เนื้อกระต่ายเย็นของท่านนี่มันอร่อยล้ำเลิศไร้เทียมทานจริงๆ เป็นของที่อร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยชิมมาในชีวิตเลย ต่อให้เป็นพ่อครัวหลวงในวังก็ยังฝีมือไม่เท่าท่านเลยด้วยซ้ำ เรื่องค่าจ้างท่านเรียกมาได้ตามใจชอบเลยนะ ช่วยข้าหน่อยเถอะนะ นะๆๆ?"
ซือเล่อจับมือกู้เหยียนซีแล้วแกว่งไปมาอย่างออดอ้อน
"ข้าไม่เคยทำอาหารจัดเลี้ยงมาก่อนเลยนะ"
กู้เหยียนซีพูดตามความจริง แม้ตอนนี้นางจะต้องการเงิน แต่นางก็ต้องรับผิดชอบต่อผู้อื่นด้วย นางจะเห็นแก่เงินจนตอบตกลงไปแล้วทำเอางานเลี้ยงของคนอื่นพังป่นปี้ไม่ได้หรอก
"ไม่เป็นไรหรอก มันไม่ใช่งานเลี้ยงที่เป็นทางการอะไรนักหนา แค่กลุ่มเพื่อนมารวมตัวกันชมดอกไม้แล้วก็กินข้าวด้วยกันเท่านั้นแหละ พี่กู้ แค่ตีนไก่ดองพริกกับเนื้อกระต่ายเย็นของท่านก็นับเป็นสองเมนูแล้ว ท่านแค่ทำกับข้าวเพิ่มอีกไม่กี่อย่างก็พอ"
ซือเล่อรู้สึกว่าพี่กู้ทำอาหารเป็นตั้งหลายอย่าง แค่ทำกับข้าวเพิ่มอีกไม่กี่จานคงไม่เหนือบ่ากว่าแรงนางหรอก
"ในงานเลี้ยงชมบัวจะมีแขกสักกี่คนหรือ?"
"ก็มีแค่พี่น้องคนสนิทของข้านี่แหละ รวมๆ แล้วไม่เกินยี่สิบคนหรอก พี่สาวคนดี ข้าหมดหนทางแล้วจริงๆ ถึงต้องมาขอความช่วยเหลือจากท่าน"
กู้เหยียนซีทนลูกอ้อนของซือเล่อไม่ไหว ท้ายที่สุดนางก็ตอบตกลง ถือเสียว่าเป็นการช่วยเหลือสหายแถมยังได้หาเงินเข้ากระเป๋าไปในตัวด้วย
ส่วนเรื่องค่าจ้างนั้น กู้เหยียนซีเรียกเก็บเพียงสิบตำลึงเท่านั้น
งานเลี้ยงชมบัวจะเริ่มขึ้นในอีกสองวัน นี่เป็นครั้งแรกที่นางรับงานจัดเลี้ยง และยังคิดรายละเอียดอะไรไม่ออก นางจึงตัดสินใจว่าจะกลับไปคิดรายการอาหารให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วค่อยมาหารือรายละเอียดส่วนอื่นกับซือเล่อในภายหลัง