- หน้าแรก
- เหล่าเสนาบดีต่างอ้อนวอนให้ข้าขึ้นนั่งบัลลังก์
- ตอนที่ 25 จบแค่นี้แหละ
ตอนที่ 25 จบแค่นี้แหละ
ตอนที่ 25 จบแค่นี้แหละ
ตอนที่ 25 จบแค่นี้แหละ
ตกเย็น ตัวการที่สั่งวางยาม้าขององค์ชายเก้าก็ถูกเปิดโปง ไม่ใช่ฮองเฮาเซี่ย และไม่ใช่องค์ชายเจ็ด แต่เป็นคนอื่นต่างหาก
เหลียงเจาอี๋และอวี่เหม่ยเหรินเพิ่งกินมื้อเย็นเสร็จ กำลังจิบชาคุยกันอยู่ ถงซีก็เข้ามารายงานเรื่องนี้ให้ฟัง
พานไฉเหรินอุทานด้วยความแปลกใจ "ไม่ใช่ฮองเฮากับองค์ชายเจ็ดจริงๆ ด้วยแฮะ"
อวี่เหม่ยเหรินบอก "ฮองเฮากับองค์ชายเจ็ดไม่โง่ทำอะไรแบบนั้นหรอก"
พานไฉเหรินถามต่อ "คนที่บงการคือขันทีของผู้ดูแลวังหลวง ขันทีจะมีควากล้ามาจากไหนถึงได้กล้าทำร้ายองค์ชาย? ใครคือผู้บงการตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้กันแน่?"
อวี่เหม่ยเหรินหันไปถามถงซี "นั่นสิ ใครคือผู้บงการตัวจริงกันแน่?"
ถงซีตอบอย่างนอบน้อม "พระสนม ข้อมูลที่กระหม่อมสืบมาได้คือ ฮ่องเต้เพิ่งมีรับสั่งให้ประหารขันทีเจิง ผู้ดูแลวังหลวง และพรรคพวกของเขา โดยไม่ได้สืบสาวเอาผิดใครคนอื่นอีกเลยพะยะค่ะ"
พานไฉเหรินและอวี่เหม่ยเหรินหน้าเหวอ มองหน้าเหลียงเจาอี๋อย่างไม่เข้าใจ "พี่หญิง นี่มันหมายความว่ายังไงเพคะ? ถ้าไม่มีใครสั่ง ต่อให้มีสักร้อยชีวิต ขันทีก็ไม่มีทางกล้าทำร้ายองค์ชายเก้าหรอก มันต้องมีคนอยู่เบื้องหลังขันทีเจิงสิเพคะ"
เหลียงเจาอี๋ไม่แปลกใจเลย ตอบกลับเรียบๆ "เรื่องนี้มันจบแค่นี้แหละ"
พานไฉเหรินตกใจ "จบแค่นี้? ฮ่องเต้จะไม่สืบหาตัวการที่แท้จริงเลยหรือเพคะ?"
"ลอบปองร้ายองค์ชายเป็นความผิดร้ายแรงนะเพคะ น่าแปลกที่ฮ่องเต้ไม่ทรงสืบสวนหาตัวการใหญ่" อวี่เหม่ยเหรินถามอย่างงุนงง "พี่หญิง ทำไมฮ่องเต้ถึงไม่สืบสวนต่อล่ะเพคะ?"
"มีเหตุผลเดียวเท่านั้น" เหลียงเจาอี๋พูดอย่างมีเลศนัย "ตัวตนของผู้บงการตัวจริงไม่ธรรมดาน่ะสิ"
พอได้ยินดังนั้น อวี่เหม่ยเหรินและพานไฉเหรินก็เบิกตากว้าง อุทานพร้อมกัน "ไม่ธรรมดา หรือว่าจะเป็น..."
ยังพูดไม่ทันจบ เหลียงเจาอี๋ก็ขัดขึ้นก่อน "ไม่ใช่กงการอะไรของเราที่จะไปคาดเดาว่าใครทำ"
พอจับน้ำเสียงตักเตือนของเหลียงเจาอี๋ได้ อวี่เหม่ยเหรินและพานไฉเหรินก็รีบพยักหน้ารับ "พี่หญิงพูดถูกเพคะ"
เหลียงเจาอี๋เปลี่ยนเรื่องคุยไปเป็นเรื่องจัดสวน ซึ่งก็สามารถเบี่ยงเบนความสนใจของทั้งสองคนได้สำเร็จ
ในห้องหนังสือ จ้าวเหยากำลังคัด 'หลุนอวี่' อยู่ โดยมีองค์หญิงห้านั่งอ่านให้ฟังอยู่ข้างๆ จะได้คัดได้เร็วขึ้น
หลังจากรายงานเรื่องม้าขององค์ชายเก้าให้เหลียงเจาอี๋ฟังแล้ว ถงซีก็เข้ามาแจ้งข่าวให้จ้าวเหยาทราบที่ห้องหนังสือ
"เสด็จพ่อประหารแค่ขันทีของผู้ดูแลวังหลวงไม่กี่คน แล้วไม่ได้เอาผิดใครอีกเลยงั้นหรือ?"
"เจ้าค่ะ"
จ้าวเหยาอึ้งไปพักหนึ่ง ก่อนจะทำหน้าเหมือนบรรลุธรรม "อ้อ ดูเหมือนเรื่องนี้จะจบลงแค่นี้สินะ" เขาโบกมือให้ถงซีออกไป แล้วก้มหน้าก้มตาคัด 'หลุนอวี่' ต่อ
องค์หญิงห้าไม่เข้าใจ จึงรีบถามจ้าวเหยา "เหยาเหยา ที่เจ้าบอกว่าเรื่องนี้จบลงแค่นี้ มันหมายความว่ายังไงหรือ?"
จ้าวเหยาตอบพลางคัดหนังสือพลาง "ก็หมายความว่าเสด็จพ่อไม่อยากจะสืบสาวราวเรื่องนี้ต่อแล้วไงล่ะ"
"ทำไมล่ะ?" องค์หญิงห้างงหนักกว่าเดิม "วางยาม้าพี่เก้าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะ มันคือการพยายามฆ่าองค์ชายเชียวนะ ทำไมเสด็จพ่อถึงไม่สืบต่อล่ะ? ปกติเสด็จพ่อออกจะห่วงใยพี่เก้าไม่ใช่หรือ?"
"ก็เพราะเรื่องนี้มันไม่ธรรมดาน่ะสิ" จ้าวเหยาอธิบายต่อ "ตัวการที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ไม่ธรรมดาเลย ไม่รู้ว่าเป็นคนจากฝั่งรัชทายาท หรือฝั่งพี่สามกันแน่"
"ไม่ธรรมดายังไงล่ะ?" องค์หญิงห้าสงสัย "เสด็จพ่อเป็นถึงฮ่องเต้ จัดการใครก็ย่อมได้ไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงจัดการคนคนนี้ไม่ได้ล่ะ?"
จ้าวเหยาเงยหน้ามององค์หญิงห้าอย่างเอือมระอา "พี่หญิงห้า ไม่ใช่ว่าเสด็จพ่อจัดการไม่ได้ แต่เสด็จพ่อตั้งใจจะปล่อยคนคนนั้นไปต่างหาก"
พอได้ยินคำอธิบายของจ้าวเหยา องค์หญิงห้าก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ "ทำไมเสด็จพ่อถึงอยากปล่อยคนที่พยายามทำร้ายพี่เก้าไปล่ะ?"
"ก็เพราะคนคนนี้สำคัญมากน่ะสิ"
"สำคัญกว่าพี่เก้าอีกหรือ?"
"ในเมื่อพี่เก้าไม่ได้รับอันตรายอะไร มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง" จ้าวเหยาตอบ
องค์หญิงห้าพยักหน้าแบบงงๆ "งั้นตามที่เจ้าพูด คนคนนี้ก็สำคัญกว่าพี่เก้าน่ะสิ"
"พี่หญิงห้า ท่านเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า 'กระเทือนเส้นขนเพียงเส้นเดียว ก็กระทบไปทั้งร่างกาย' ไหมขอรับ?"
"เคยได้ยินสิ"
"คนคนนี้ก็เปรียบเหมือนเส้นขนเส้นนั้นแหละ ท่านเข้าใจไหม?"
องค์หญิงห้าพยักหน้าทีหนึ่ง แล้วก็ส่ายหน้า "ไม่เข้าใจเลย"
"ไม่เข้าใจก็ช่างเถอะ ยังไงซะเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับพวกเรา ท่านไม่ต้องไปใส่ใจหรอก" จ้าวเหยาคิดว่าตัวเองอธิบายเคลียร์แล้วนะ แต่พี่หญิงห้าก็ยังไม่เก็ต นี่สิที่เรียกว่าหัวทึบของจริง
"เหยาเหยา อธิบายให้เคลียร์หน่อยสิ"
"ขืนอธิบายไป ท่านก็ไม่เข้าใจอยู่ดี" จ้าวเหยาเคาะตำรา 'หลุนอวี่' "พี่หญิงห้า อ่านต่อสิขอรับ"
"ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก ข้าก็ไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้นเสียหน่อย" องค์หญิงห้าพูดอย่างงอนๆ แล้วหยิบ 'หลุนอวี่' ขึ้นมาอ่านต่อให้จ้าวเหยาฟัง
ทั้งสองอ่านหนังสือกันจนถึงยามซวี (19.00-21.00 น.) จ้าวเหยาถึงปล่อยให้องค์หญิงห้าไปพักผ่อน ก่อนไป องค์หญิงห้าก็ยังอยากรู้อยู่ดีว่าทำไมเสด็จพ่อถึงจัดการคนที่ใส่ร้ายองค์ชายเก้าไม่ได้ แต่จ้าวเหยาก็รูดซิปปากเงียบ
องค์หญิงห้าเลยไปถามอวี่เหม่ยเหรินแทน แต่อวี่เหม่ยเหรินเองก็ไม่รู้เหมือนกัน นางบอกให้องค์หญิงห้าเลิกยุ่งกับเรื่องนี้เสีย ไม่งั้นจะพาตัวไปซวยเอาได้ พอได้ยินแบบนั้น องค์หญิงห้าก็กลัวจนไม่กล้าถามเซ้าซี้อีก
การที่ฮ่องเต้จัดการแค่ขันทีไม่กี่คน ทำให้ทั้งตำหนักเจาหยางและตำหนักหย่งซินไม่พอใจเป็นอย่างมาก
ที่ตำหนักเจาหยาง ฮองเฮาเซี่ยขว้างถ้วยชาแตกกระจายด้วยความเกรี้ยวกราด
"ทำไมฮ่องเต้ถึงไม่สืบสวนต่อให้รู้ดำรู้แดง?" สีหน้าของฮองเฮาเซี่ยถมึงทึง "หรือว่าฮ่องเต้จงใจจะปกป้องรัชทายาท?"
องค์ชายเจ็ดบอก "เสด็จพ่อตามใจจ้าวสวินมาตลอดไม่ใช่หรือ? คราวนี้จ้าวสวินเกือบตาย แต่เสด็จพ่อกลับไม่ยอมเอาผิดตัวการที่แท้จริง" เขาแค่นหัวเราะ "ดูท่าในสายตาเสด็จพ่อ จ้าวสวินคงเทียบรัศมีรัชทายาทไม่ได้เลยสินะ"
"จ้าวสวินจะไปเทียบอะไรได้ล่ะ?" ฮองเฮาเซี่ยพูดอย่างเจ็บแค้น "ฮ่องเต้ลำเอียงเข้าข้างรัชทายาทและปกป้องคนของรัชทายาทอย่างเห็นได้ชัด"
"เสด็จแม่ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรา เราไม่ต้องไปโมโหแทนหรอก" องค์ชายเจ็ดปลอบ "คนที่สมควรจะเต้นผางจริงๆ คือกุ้ยเฟยหรงต่างหาก นางไม่มีทางยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ แน่"
พอนึกถึงความหยิ่งยโสของกุ้ยเฟยหรงที่ทำกับตัวเอง ฮองเฮาเซี่ยก็ตาขวาง กัดฟันกรอด "นังแพศยากุ้ยเฟยหรง!"
"เสด็จแม่ ปล่อยให้กุ้ยเฟยหรงอาละวาดไปเถอะ ให้นางกับรัชทายาทฟัดกันเองไปก่อน" องค์ชายเจ็ดแสยะยิ้ม "ด้วยนิสัยอย่างนาง นางไม่มีวันยอมปล่อยเรื่องนี้ไปแน่ อ๋องไต้เองก็คงไม่ยอมเหมือนกัน เรามารอดูพวกเขากัดกันเถอะ"
พอได้ยินดังนั้น ฮองเฮาเซี่ยก็พยักหน้าเห็นด้วย "อ๋องไต้ใกล้จะกลับมาแล้ว ปล่อยให้พวกเขากัดกันไปเถอะ"
"เสด็จแม่ เราช่วยสุมไฟเพิ่มได้นะ ทำให้เรื่องนี้..." แม้องค์ชายเจ็ดจะพูดไม่จบ แต่ฮองเฮาเซี่ยก็เข้าใจความหมายเป็นอย่างดี
ฮองเฮาเซี่ยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "เอาตามที่เจ้าว่าก็แล้วกัน"
"เสด็จแม่ แล้วเรื่องเพิ่มไข่มุกให้อ๋องไต้ เสด็จพ่อก็ยังไม่ฟันธงเสียที หรือว่าเสด็จพ่อไม่อยากประทานไข่มุกให้อ๋องไต้แล้วหรือ?" เรื่องนี้เถียงกันมาหลายวันแล้ว แต่เสด็จพ่อก็ยังไม่ตกลง มันแปลกมากๆ "เสด็จพ่อโปรดอ๋องไต้ที่สุดไม่ใช่หรือ แถมยังอยากให้เขาเป็นรัชทายาทแทนด้วยซ้ำ การเพิ่มไข่มุกเป็นการยกย่องอ๋องไต้ ตามหลักแล้วเสด็จพ่อควรจะตกลงทันทีสิ แต่ทำไมถึงยังดึงเช็งอยู่ล่ะ เสด็จพ่อคิดอะไรอยู่กันแน่?"
"ก็เพราะท่านตาของเจ้าน่ะสิ" พอนึกถึงเรื่องที่พ่อตัวเองไปสนับสนุนรัชทายาทแทนที่จะเป็นหลานชายแท้ๆ ฮองเฮาเซี่ยก็โมโหขึ้นมาทันที "รัชทายาทมีตระกูลเซี่ยหนุนหลังอยู่ ฮ่องเต้ระแวงตระกูลเซี่ย เลยไม่กล้าตอบตกลงเรื่องไข่มุกทันทีไงล่ะ"
"ข้าเป็นสายเลือดแท้ๆ แต่ท่านตากลับไปสนับสนุนรัชทายาทที่เกิดจากสนม ข้าล่ะไม่เข้าใจความคิดเขาเลยจริงๆ" องค์ชายเจ็ดก็รู้สึกหงุดหงิดไม่แพ้กัน "ข้าสู้รัชทายาทไม่ได้ตรงไหน?"
เรื่องนี้เป็นเหมือนหนามยอกอกฮองเฮาเซี่ย "ถ้าตอนนั้นข้าไม่เด็กเกินไป นังแพศยาเซี่ยหว่านจะมีสิทธิ์อะไรมาแต่งงานกับฮ่องเต้? ลูกของนางมีสิทธิ์อะไรมาเป็นรัชทายาท?" ตอนที่อดีตฮ่องเต้ตกลงให้ตระกูลเซี่ยส่งลูกสาวมาแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ ฮองเฮาเซี่ยยังเด็กเกินไป ตระกูลเซี่ยจึงส่ง 'เซี่ยหว่าน' ลูกพี่ลูกน้องรุ่นราวคราวเดียวกับฮ่องเต้มาแต่งงานแทน
"เจ้าคือสายเลือดที่แท้จริงของทั้งตระกูลจ้าวและตระกูลเซี่ย เจ้าต่างหากที่ควรจะเป็นรัชทายาท ไม่ใช่ลูกที่เกิดจากสนมอย่างเซี่ยหว่าน" ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องที่ลูกชายตัวเองซึ่งเป็นสายเลือดแท้ๆ ของตระกูลเซี่ย ต้องมาอยู่ใต้ลูกของสนมอย่างเซี่ยหว่าน ฮองเฮาเซี่ยก็รู้สึกอัปยศอดสูเป็นที่สุด
"เสด็จแม่ เป็นสายเลือดแท้ๆ แล้วมีประโยชน์อะไรล่ะในเมื่อท่านตาไม่สนับสนุนข้า"
"พอรัชทายาทพ่ายแพ้แก่อ๋องไต้ ท่านตาของเจ้าและคนอื่นๆ ก็ต้องหันมาสนับสนุนเจ้าเองแหละ" ฮองเฮาเซี่ยอึดอัดใจแต่ก็มองไม่เห็นทางออก "เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอดทนและรอคอย"
"ข้าล่ะหวังให้อ๋องไต้รีบกลับมาเร็วๆ" พออ๋องไต้กลับมาถึงเมืองหลวง ความขัดแย้งระหว่างเขากับรัชทายาทก็จะต้องปะทุรุนแรงขึ้นอย่างแน่นอน