- หน้าแรก
- บันทึกวัฏสงสารข้ามภพ
- บทที่ 20 【ชาติภพที่สาม】: กล้ามาจีบศิษย์พี่ของข้างั้นรึ? ศิษย์พี่ท่านนี้ ท่านช่างกล้าหาญยิ่งนัก!
บทที่ 20 【ชาติภพที่สาม】: กล้ามาจีบศิษย์พี่ของข้างั้นรึ? ศิษย์พี่ท่านนี้ ท่านช่างกล้าหาญยิ่งนัก!
บทที่ 20 【ชาติภพที่สาม】: กล้ามาจีบศิษย์พี่ของข้างั้นรึ? ศิษย์พี่ท่านนี้ ท่านช่างกล้าหาญยิ่งนัก!
บทที่ 20 【ชาติภพที่สาม】: กล้ามาจีบศิษย์พี่ของข้างั้นรึ? ศิษย์พี่ท่านนี้ ท่านช่างกล้าหาญยิ่งนัก!
สำนักกระบี่สวรรค์
งานประลองกระบี่เจ็ดยอดเขา ลานประลองยุทธ์ยอดเขาหลัก
"ศิษย์พี่ ปีนี้ยอดเขากระบี่สวรรค์ของเรามากันค่อนข้างครบครันเลยนะขอรับ"
จวินอู๋เสียยืนอยู่เคียงข้างเธอ
ซูอวิ๋นปรายตามองเขา ก่อนจะหันไปมองศิษย์พี่รองหลิงซวงเยว่ที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่ง
สามคน
นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์งานประลองกระบี่ของยอดเขากระบี่สวรรค์เลยก็ว่าได้ ที่มีผู้เข้าร่วมครบตามจำนวน
"หวังว่าเราคงจะไม่ถูกกวาดล้างตั้งแต่รอบแรกจนทำให้ท่านอาจารย์ต้องขายหน้าหรอกนะ" ซูอวิ๋นเอ่ยขึ้นลอยๆ
หลิงซวงเยว่ไม่แม้แต่จะปรือตาขึ้นมามอง
จวินอู๋เสียยิ้ม:
"มีศิษย์พี่อยู่ที่นี่ทั้งคน อนาคตของยอดเขากระบี่สวรรค์ในปีนี้ย่อมต้องแตกต่างออกไปอย่างแน่นอนขอรับ"
ซูอวิ๋นไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ
ไม่นาน การจับสลากก็เสร็จสิ้น และการประลองรอบแรกก็เริ่มต้นขึ้น
หลิงซวงเยว่เป็นคนแรกที่ขึ้นสู่ลานประลอง คู่ต่อสู้ของเธอคือศิษย์ระดับจ้าวอาณาจักรขั้นที่หนึ่งจากยอดเขาน้ำใส
ทุกคนมองเห็นเพียงประกายกระบี่สีขาวราวน้ำค้างแข็งสว่างวาบขึ้น กระบี่ของคู่ต่อสู้ก็ถูกแช่แข็งค้างอยู่กลางอากาศ ไอเย็นแผ่ซ่านไปตามใบมีด ครอบคลุมร่างครึ่งซีกของศิษย์คนนั้นในพริบตา
"ข้ายอมแพ้!" ศิษย์คนนั้นตะโกนด้วยความหวาดกลัว
หมดจดและเด็ดขาด
ลานประลองยุทธ์เงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนจะปะทุเสียงอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจดังกึกก้อง
"สมแล้วที่เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสหลี่ เจตจำนงกระบี่เหมันต์ช่างทรงพลังยิ่งนัก!"
"ยอดเขากระบี่สวรรค์ในที่สุดก็มีคนที่พอจะสู้กับคนอื่นได้แล้ว!"
ซูอวิ๋นพยักหน้า ความแข็งแกร่งของศิษย์พี่รองนั้นเหนือกว่าที่เธอคาดคิดไว้เสียอีก
ไม่นาน ก็ถึงตาของซูอวิ๋น
คู่ต่อสู้ของเธอคือศิษย์จากยอดเขาอัคคี ระดับจ้าวอาณาจักรขั้นที่สอง รูปร่างกำยำล่ำสันและมีกลิ่นอายดุดัน
"ศิษย์น้องจากยอดเขากระบี่สวรรค์ เชิญ!" ชายร่างยักษ์ประสานมือคารวะ แววตาเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
ซูอวิ๋นชักกระบี่ออก
เธอเพียงแค่ก้าวไปข้างหน้าอย่างสบายๆ แล้วแทงกระบี่ออกไป
การแทงครั้งนี้ดูธรรมดา ไม่ได้รวดเร็วหรือลึกล้ำแต่อย่างใด
แต่รูม่านตาของศิษย์ยอดเขาอัคคีคนนั้นกลับหดเกร็งลงเท่าปลายเข็มในทันที
เขาอยากจะหลบหลีก แต่กลับพบว่าเส้นทางถอยในทุกทิศทางถูกปิดตายด้วยการโจมตีนี้จนหมดสิ้น
เขาอยากจะปัดป้อง แต่ก็พบว่าไม่ว่าจะพลิกแพลงกระบวนท่าอย่างไร ปลายกระบี่ของอีกฝ่ายก็ชี้มาที่จุดอ่อนที่สุดในการป้องกันของเขาเสมอ
ราวกับว่าเขาไม่ได้กำลังต่อสู้ แต่กำลังจงใจเสนอจุดอ่อนของตัวเองให้ปลายกระบี่ของอีกฝ่ายเสียมากกว่า
"ฉึก"
เสียงเบาๆ ดังขึ้น
ปลายกระบี่สัมผัสกับพลังวิญญาณคุ้มกายของชายร่างยักษ์ ซึ่งมันก็แตกสลายลงทันทีที่สัมผัส ปลายกระบี่หยุดนิ่งห่างจากลำคอของเขาเพียงสามนิ้ว
หากขยับเข้าไปอีกเพียงนิ้วเดียว เลือดคงได้สาดกระเซ็นไปไกลถึงห้าก้าว
ชายร่างยักษ์ตัวแข็งทื่อ เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมเต็มแผ่นหลังในพริบตา
"ข้า... แพ้แล้ว"
เขาเค้นคำสามคำนั้นออกมาอย่างยากลำบาก ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงและมึนงงราวกับเพิ่งรอดพ้นจากหายนะ
เขายังมองไม่เห็นชัดเจนเลยด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายลงมืออย่างไร
ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าประหลาดใจอีกครั้ง
หากชัยชนะของหลิงซวงเยว่คือความยอดเยี่ยมที่คาดเดาได้ ชัยชนะของซูอวิ๋นก็คือความน่าสะพรึงกลัวที่คาดไม่ถึง
ไม่หวือหวา ไม่ดุดัน ซ้ำยังดู... เรียบง่ายเสียด้วยซ้ำ
แต่มันคือความเรียบง่ายนี้เอง ที่ทำให้บรรดาผู้อาวุโสและศิษย์ตาแหลมที่อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ
นี่คือรูปแบบการต่อสู้ที่หลอมรวมมรรคาแห่งกระบี่เข้ากับสัญชาตญาณ ซึ่งทุกกระบวนท่าได้ละทิ้งการกระทำที่ซ้ำซ้อนไปจนหมดสิ้น เพียงเพื่อพิชิตศัตรูอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเท่านั้น
บนแท่นสูง เจ้าแห่งยอดเขาหลายคนสบตากัน ล้วนมองเห็นความเคร่งเครียดในแววตาของอีกฝ่าย
"ศิษย์ของหลี่ฝูถูคนนี้... ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ"
ศิษย์เอกแห่งยอดเขาเตาหลอมโอสถ จ้าวฟ่าน สวมชุดสีขาวและถือพัดหยก เดิมทีกำลังพูดคุยหยอกล้ออยู่กับศิษย์น้องหญิงรอบๆ ตัวอย่างสนุกสนาน
ทว่าตอนนี้ สายตาของเขากลับจับจ้องแน่วนิ่งไปที่ซูอวิ๋นบนลานประลอง
บนใบหน้าที่เย็นชานั้น ไม่มีร่องรอยของความยินดีในชัยชนะ มีเพียงความเรียบเฉยราวกับเพิ่งทำเรื่องเล็กน้อยเสร็จสิ้นเท่านั้น
บุคลิกเช่นนี้ช่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเสียจริง
"น่าสนใจดีนี่"
จ้าวฟ่านสะบัดพัดหยก รอยยิ้มที่แสดงความสนใจผุดขึ้นที่มุมปากของเขา
ข้างกายเขา จวินอู๋เสียเก็บรายละเอียดทั้งหมดนี้ไว้ในสายตา
เมื่อเขาเห็นความชื่นชมและความปรารถนาที่จะครอบครองอย่างไม่ปิดบังในดวงตาของจ้าวฟ่าน รอยยิ้มอันอ่อนโยนและนอบน้อมบนใบหน้าของเขาก็แข็งค้างไปชั่วขณะเป็นครั้งแรก
ซูอวิ๋นเดินลงจากลานประลองและกลับไปยังพื้นที่ของยอดเขากระบี่สวรรค์
"ศิษย์พี่ ยอดเยี่ยมมากเลยขอรับ"
จวินอู๋เสียเดินเข้ามาหา รอยยิ้มของเขายังคงจริงใจและเจิดจ้าเช่นเคย "อู๋เสียดูจนเหม่อไปเลยล่ะขอรับ"
"เลิกประจบได้แล้ว"
ซูอวิ๋นเก็บกระบี่เข้าฝัก "ก็แค่กระบวนท่าพื้นฐาน ไม่มีอะไรน่าดูหรอก"
ใช้ชีวิตมาแล้วถึงสองชาติ ฉากยิ่งใหญ่อลังการแบบไหนที่เธอไม่เคยเห็นมาบ้างล่ะ?
การต่อสู้แย่งชิงภายในสำนักเล็กๆ แบบนี้ สำหรับเธอแล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเล่นขายของจริงๆ นั่นแหละ
ในรอบต่อๆ มา ซูอวิ๋นกวาดชัยชนะรวด
ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นใคร หรือมีพลังฝึกตนอยู่ระดับไหน เธอก็มักจะใช้เพียงกระบวนท่าเดียวเสมอ
กระบวนท่าเดียวพิชิตศัตรู
ชื่อของเธอเริ่มเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วฝูงชนทีละน้อย
ในพื้นที่ของยอดเขากระบี่สวรรค์ ไม่มีใครกล้าส่งสายตาดูแคลนมาอีกต่อไป ถูกแทนที่ด้วยความยำเกรงและความอยากรู้อยากเห็น
ในที่สุด ก็ถึงตาของจวินอู๋เสียที่ต้องขึ้นลานประลอง
คู่ต่อสู้ของเขาคือศิษย์ระดับทะเลปราณขั้นสมบูรณ์แบบ ซึ่งถือว่าเป็นฝีมือดีในหมู่คนรุ่นเดียวกัน
"เชิญ"
จวินอู๋เสียยังคงเป็นชายหนุ่มผู้สุภาพและสง่างามเช่นเคย
ทว่าในพริบตาที่การต่อสู้เริ่มต้นขึ้น กลิ่นอายของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
คู่ต่อสู้แทงกระบี่เข้ามา เขาเอียงตัวหลบใบมีดด้วยมุมที่แทบไม่น่าเชื่อ ในขณะที่กระบี่ของเขาเองก็พุ่งเข้าถึงตัวอีกฝ่ายก่อนแม้จะเริ่มเคลื่อนไหวทีหลัง
ปลายกระบี่ไม่ได้ชี้ไปที่จุดตาย แต่กลับสัมผัสเข้าที่เส้นลมปราณบริเวณข้อมือของคู่ต่อสู้ที่ถือกระบี่อยู่
"อ๊าก!"
ศิษย์คนนั้นกรีดร้อง กระบี่ยาวหลุดร่วงจากมือ
จวินอู๋เสียไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น เขาก้าวไปข้างหน้า ด้ามกระบี่พุ่งกระแทกเข้าที่จุดตันเถียนของคู่ต่อสู้ราวกับสายฟ้าแลบ
"อั้ก!"
ศิษย์คนนั้นกระอักเลือด ร่วงตกลงจากลานประลอง และสลบเหมือดไปตรงนั้นเลย
กระบวนการทั้งหมดใช้ไปเพียงสามกระบวนท่า
เหี้ยมโหด พลิกแพลง และไม่เหลือทางถอยให้
แม้ว่ามันจะเป็นชัยชนะที่รวดเร็วเช่นกัน แต่ความรู้สึกที่ได้รับกลับแตกต่างจากสไตล์ที่หมดจดและเด็ดขาดของซูอวิ๋นอย่างสิ้นเชิง
"ไอ้เด็กนี่ ลงมือสกปรกชะมัด!"
"ซี๊ด... การโจมตีนั้น ข้าเกรงว่าจุดตันเถียนของเขาคงจะได้รับความเสียหายแล้วล่ะ คงต้องพักฟื้นเป็นปีๆ ถึงจะหายดี"
ศิษย์บางคนซุบซิบกัน สายตาที่มองไปยังจวินอู๋เสียมีความระแวดระวังเพิ่มมากขึ้นเล็กน้อย
แต่เนื่องจากความยอดเยี่ยมของซูอวิ๋นนั้นเจิดจรัสเกินไป ชัยชนะที่ดูชั่วร้ายเล็กน้อยของจวินอู๋เสียจึงไม่ได้ก่อให้เกิดความปั่นป่วนมากนัก
มีเพียงหลี่ฝูถูบนแท่นสูงเท่านั้นที่ขมวดคิ้วแทบสังเกตไม่เห็น
ในช่วงพักครึ่งของการประลอง จ้าวฟ่านสะบัดพัดหยกและนำศิษย์ยอดเขาเตาหลอมโอสถหลายคนเดินตรงไปยังพื้นที่ของยอดเขากระบี่สวรรค์
"ศิษย์น้องซู"
จ้าวฟ่านเผยรอยยิ้มที่เขาคิดว่ามีเสน่ห์ที่สุด "ท่วงท่าของศิษย์น้องช่างไม่ธรรมดา มรรคาแห่งกระบี่ของเจ้าก็ลึกล้ำเหนือสามัญ จ้าวฟ่านรู้สึกชื่นชมยิ่งนัก"
ซูอวิ๋นปรายตามองเขาและไม่พูดอะไร
เมื่อเห็นปฏิกิริยาเย็นชาของซูอวิ๋น จ้าวฟ่านก็ไม่ย่อท้อ เขาหยิบขวดหยกอันประณีตออกมาจากแหวนมิติ
"นี่คือโอสถรวบรวมวิญญาณเก้าวัฏจักร ที่ปรุงขึ้นเป็นพิเศษโดยยอดเขาเตาหลอมโอสถของข้า มันมีสรรพคุณราวกับปาฏิหาริย์ในการรักษาระดับพลังฝึกตนให้มั่นคงและช่วยทะลวงคอขวด สำหรับการพบกันครั้งแรกนี้ ขอให้สิ่งนี้เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ แทนความรู้สึกของจ้าวฟ่าน มอบให้แก่ศิษย์น้องเถิด"
โอสถรวบรวมวิญญาณเก้าวัฏจักร!
เสียงสูดลมหายใจดังเฮือกมาจากรอบทิศทาง
นี่คือโอสถระดับปฐพีขั้นสูง ที่ทั้งหายากและเป็นที่ต้องการ เป็นสมบัติล้ำค่าที่ผู้ฝึกตนระดับจ้าวอาณาจักรขั้นสมบูรณ์แบบหลายคนใฝ่ฝันถึง! จ้าวฟ่านกลับนำมันมาเป็นของขวัญแรกพบงั้นรึ?
เดิมทีซูอวิ๋นต้องการจะปฏิเสธโดยตรง แต่เมื่อได้ยินคำว่า "ทะลวงคอขวด" หัวใจของเธอก็กระตุกวูบ
ตอนนี้เธออยู่ระดับจ้าวอาณาจักรขั้นที่สาม ซึ่งยังห่างไกลจากระดับทลายมิติอีกมาก แต่โอสถเม็ดนี้สามารถช่วยประหยัดเวลาและความเหนื่อยยากในการฝึกฝนไปได้เยอะทีเดียว
ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปฏิเสธทรัพยากรที่มาประเคนให้ถึงที่นี่นา
"ไม่มีผลงานใด ย่อมไม่สมควรได้รับรางวัล"