- หน้าแรก
- ระดับจักรพรรดิอย่างข้า ทำไมต้องมานั่งปั้นลูกศิษย์ตามคำสั่งระบบด้วยฟะ
- บทที่ 20 ซวนหยางจื่อ: ข้ายังคงใจดีเกินไป
บทที่ 20 ซวนหยางจื่อ: ข้ายังคงใจดีเกินไป
บทที่ 20 ซวนหยางจื่อ: ข้ายังคงใจดีเกินไป
บทที่ 20 ซวนหยางจื่อ: ข้ายังคงใจดีเกินไป
"ท่านอาจารย์"
เซียวรั่วไป๋ประสานมือคารวะ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าจากความเหนื่อยล้า เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด ทว่าไม่อาจปิดบังประกายเจิดจ้าในดวงตาได้
หลังจากผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือดมาตลอดทั้งวัน แม้ว่าปราณวิญญาณของเขาจะแทบเหือดแห้ง แต่ความเฉียบคมที่ได้รับการขัดเกลากลับกล้าแกร่งขึ้นกว่าตอนที่เพิ่งมาถึงหลายเท่านัก
กู้ฉางเกอไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น เขาเอื้อมมือไปหยิบใบไม้สีเขียวสดจากแผ่นหินข้างกองไฟ ทาบมันลงบนเนื้อย่าง กลิ่นหอมก็ทวีความรุนแรงขึ้นในพริบตา
"กลับมาแล้วหรือ?"
เขาใช้นิ้วดีดเบาๆ ปราณวิญญาณอันอ่อนโยนดั่งกระแสน้ำอุ่นไหลรินเข้าสู่ร่างกายของเซียวรั่วไป๋ ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดแสบร้อนในเส้นลมปราณให้ทุเลาลงทันที
เซียวรั่วไป๋มองดูเนื้อย่างสีเหลืองทองอร่ามที่ส่งกลิ่นหอมฉุยและมีขอบกรอบเกรียม
เขากลืนน้ำลายลงคอ กำลังจะเอ่ยปาก ก็เห็นกู้ฉางเกอยื่นเนื้อที่สุกแล้วมาให้ โดยมีมีดสั้นเล่มเล็กเสียบคาอยู่บนไม้ไผ่
"ลองชิมดูสิ"
สายตาของกู้ฉางเกอกวาดมองเขา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก
"ข้าใช้ปราณวิญญาณชำระล้างเนื้อชิ้นนี้ แม้ว่ามันจะไม่มีความดุร้ายหลงเหลืออยู่แล้ว แต่มันก็เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการบำรุงร่างกายของเจ้า ทว่าฐานฝึกตนของเจ้ายั้งตื้นเขินนัก จึงไม่ควรกินมากเกินไป กินแค่สามถึงห้าชิ้นก็พอแล้ว"
เซียวรั่วไป๋รับเนื้อย่างมา สัมผัสได้ถึงไออุ่น ทันทีที่เขาใช้มีดสั้นเฉือนเนื้อชิ้นหนึ่งเข้าปาก เขาก็สัมผัสได้ถึงปราณวิญญาณอันอ่อนโยนไหลลื่นลงคอไป
แตกต่างจากการดูดซับฤทธิ์ยาอันรุนแรงของโอสถในครั้งก่อนๆ มันซึมซาบไปตามแขนขาและกระดูกราวกับสายน้ำที่ไหลเอื่อย ตันเถียนของเขาพลันอบอุ่นขึ้นมาทันที และความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันก็มลายหายไปจนแทบหมดสิ้น
เขามองดูท่านอาจารย์หยิบเนื้อที่เสียบไม้ขึ้นมาอีกไม้แล้วนำไปย่างไฟ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นว่า
"ท่านอาจารย์ นี่คือเนื้อของตัวอะไรหรือขอรับ? เหตุใดจึงมีสรรพคุณมหัศจรรย์ถึงเพียงนี้"
"อ้อ ก็แค่งูน้อยตัวหนึ่งที่แอบมาขโมยไข่น่ะ เห็นเนื้อน่าจะอร่อยดี ข้าก็เลยจับมาแล่เนื้อย่างเสีย" กู้ฉางเกอเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจพลางพลิกไม้เสียบเนื้อ น้ำเสียงของเขาราบเรียบราวกับกำลังพูดถึงวัชพืชริมทาง
วิหคน้อยสีดำที่อยู่ข้างๆ ส่งเสียงร้องจิ๊บออกมา พร้อมกับลอบกลอกตา—นั่นมันมังกรขอบเขตปราชญ์ราชันเชียวนะ
เซียวรั่วไป๋ไม่ได้สังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของวิหคน้อยสีดำ เขาเฉือนเนื้อมากินอีกชิ้น
คราวนี้ปราณวิญญาณไหลเวียนเร็วขึ้นกว่าเดิม มันแล่นพล่านไปตามเส้นลมปราณ และยังทำให้เขารู้สึกได้ลางๆ ถึงการทะลวงคอขวด
เส้นทางการไหลเวียนของปราณวิญญาณที่เคยติดขัดอยู่บ้างกลับทะลวงผ่านไปได้อย่างโล่งโปร่ง แม้แต่อาการบาดเจ็บซ่อนเร้นจากการต่อสู้เมื่อตอนกลางวันก็ยังทุเลาลงไปมาก ร่างกายของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
"รู้สึกอย่างไรบ้าง?" กู้ฉางเกอเอ่ยถามเมื่อเห็นดวงตาของลูกศิษย์ทอประกายสดใสขึ้น
"ศิษย์รู้สึกได้ถึงปราณวิญญาณในร่างกายที่เพิ่มพูนขึ้นมากขอรับ ได้ผลดีกว่าการนั่งสมาธิถึงสามวันเสียอีก!" เซียวรั่วไป๋อุทานด้วยความดีใจ
กู้ฉางเกอพยักหน้า วางเนื้อย่างอีกไม้ที่สุกแล้วลงบนจานหิน พยักพเยิดให้วิหคน้อยสีดำเข้าไปจิกกิน จากนั้นจึงหันกลับมาหาเซียวรั่วไป๋
"การต่อสู้ในวันนี้เจ้ามีความก้าวหน้าขึ้นมาก เจ้ารู้จักใช้ภูมิประเทศให้เป็นประโยชน์ในการหลบหลีกการพุ่งชนของแรดหุ้มเกราะเหล็ก และยังสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนท่าได้ทันท่วงทีเมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลามเกราะทองคำ—นี่คือข้อดี"
"แต่ข้อเสียของเจ้าก็เห็นได้ชัดเจนเช่นกัน เจ้าดึงดันที่จะปะทะตรงๆ มากเกินไป เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรสายความเร็ว ท่าร่างของเจ้ายังแข็งทื่อเกินไป มีหลายครั้งที่เจ้าเกือบจะถูกลอบโจมตี หากร่างกายของเจ้าไม่แข็งแกร่งพอ เจ้าคงต้องเจ็บตัวหนักไปแล้ว"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียวรั่วไป๋ก็เจื่อนลง เขาหวนนึกถึงการต่อสู้เมื่อตอนกลางวันอย่างจริงจัง และพบว่ามันเป็นอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้จริงๆ เขาอดไม่ได้ที่จะก้มหน้าเอ่ยด้วยความละอายใจว่า "ศิษย์รู้ตัวว่าทำพลาดไปแล้วขอรับ"
"รู้ตัวว่าผิดแล้วแก้ไขย่อมเป็นเรื่องดี" กู้ฉางเกอลุกขึ้นยืน ปัดเศษหญ้าออกจากเสื้อผ้า
"วันนี้เจ้าเหนื่อยมามากแล้ว กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ พรุ่งนี้เช้า ข้าจะสอนเคล็ดวิชา 'ย่างก้าวไร้เงา' ให้ หากเจ้าฝึกจนสำเร็จ มันจะช่วยให้เจ้าพลิกแพลงสถานการณ์ในการต่อสู้จริงได้ดียิ่งขึ้น"
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์!" เซียวรั่วไป๋มีสีหน้าสดใสขึ้นทันตา เขารีบประสานมือคารวะ
เสียงกองไฟยังคงแตกปะทุ แสงจันทร์สาดส่องลอดผ่านใบไผ่ลงมา เกิดเป็นเงาตกกระทบเป็นหย่อมๆ
เซียวรั่วไป๋มองดูแผ่นหลังของท่านอาจารย์ที่ค่อยๆ กลืนหายไปในความลึกของป่าไผ่ เขาลูบท้องที่ยังมีปราณวิญญาณอันอ่อนโยนไหลเวียนอยู่ ภายในใจอบอวลไปด้วยความอบอุ่น... ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักเฟินเทียน ภายในโถงใหญ่ของเจ้าตำหนัก
เลี่ยเทียนสยงนอนเอนกายอยู่บนตั่งนุ่มที่ปูด้วยหนังสัตว์สีแดงฉาน ใบหน้าซีกหนึ่งของเขาบวมเป่งราวกับแป้งหมัก
มวยผมที่เคยเกล้าไว้อย่างประณีตบัดนี้หลุดลุ่ยรุงรัง ปอยผมสองสามเส้นร่วงหล่นลงมาปรกหน้าผากที่ฟกช้ำดำเขียว
เขาส่งเสียงครวญคราง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ทุกการขยับเขยื้อนล้วนให้ความรู้สึกราวกับมีเข็มนับพันทิ่มแทงเข้าไปในกระดูก
"ซี้ด... เบามือหน่อย!" ผู้อาวุโสที่กำลังทายาให้ถึงกับตัวสั่นเทา เมื่อยาสมานแผลสัมผัสโดนรอยฟกช้ำบนแผ่นหลังของเขา เขาก็สูดปากด้วยความเจ็บปวดจนเกือบจะปัดถ้วยยาคว่ำ
ขี้ผึ้งนี้คือโอสถสมานแผลระดับศักดิ์สิทธิ์ที่สกัดมาจากบัวหิมะพันปี ในอดีต หากนำมาทาบาดแผลกระดูกหักก็จะเห็นผลในทันตา ทว่าบัดนี้มันกลับไม่สามารถแม้แต่จะลดอาการบวมแดงที่ผิวเผินลงได้เลย
เขาพยายามโคจรพลังเพื่อปรับลมหายใจ แต่กลับสัมผัสได้ถึงขุมพลังอันแสนดุดันที่กำลังอาละวาดอยู่ภายในร่างกายอย่างไม่อาจควบคุมได้
มันราวกับม้าพยศที่ไม่ว่าเขาจะพยายามควบคุมมันอย่างไร มันก็ไม่ยอมสงบนิ่ง มิหนำซ้ำยังเข้ามาปั่นป่วนปราณวิญญาณอันแข็งแกร่งดั้งเดิมของเขา จนทำให้เขาต้องร้องครวญครางออกมาด้วยความเจ็บปวด
"นี่มัน... พลังบ้าอะไรกัน? เหตุใดจึงดุดันถึงเพียงนี้?" เลี่ยเทียนสยงขบกรามแน่น รู้สึกทั้งตกตะลึงและโกรธเกรี้ยว ทว่าสิ่งที่มากกว่านั้นคือความรู้สึกไร้หนทาง
ในฐานะยอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะ เขาเคยต้องทนรับความอัปยศอดสูเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
แต่ทว่า ขุมพลังนี้ช่างประหลาดล้ำนัก ไม่ว่าเขาจะพยายามขับไล่มันออกไปสักเพียงใด ก็ไม่เป็นผล ราวกับว่ามันได้หยั่งรากฝังลึกและแตกหน่ออยู่ภายในเสียแล้ว
"ท่านเจ้าตำหนัก พลังนี้มันดุดันเกินไปแล้ว" ผู้อาวุโสผมขาวลูบเครา คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเป็นปม
"มันเกาะติดอยู่กับเส้นลมปราณราวกับหนอนกัดกินกระดูก และจะแทรกซึมเข้าไปตามข้อต่อกระดูกทุกครั้งที่ท่านพยายามจะโคจรพลัง..."
หลินเลี่ยที่อยู่ด้านข้างกุมแขนที่หลุดออกจากเบ้า ฟันหน้าที่หักหายไปทำให้เสียงของเขาฟังดูรั่วๆ ขณะที่พูดเสริมขึ้นมาว่า "ใช่เลยขอรับ! แขนของข้าต่อกลับเข้าที่แล้วแท้ๆ แต่พอข้าพยายามจะยกมันขึ้น กลับรู้สึกเหมือนมีมือขนาดใหญ่มากระชากมันลงไป เจ็บปวดเข้ากระดูกดำเลยทีเดียว!"
จ้าวเหยียนยิ่งมีสภาพย่ำแย่กว่า แก้มของเขาบวมเป่งจนพูดจาอู้อี้ฟังไม่รู้เรื่อง
"ท่านอาจารย์... ฟันของข้า... จะไม่งอกขึ้นมาใหม่แล้วหรือขอรับ?" เขาบ้วนน้ำลายปนเลือดออกมาเต็มคำ โดยมีเศษฟันหน้าครึ่งซีกปะปนอยู่ด้วย ภาพนั้นช่างดูน่าเวทนาจนน่าใจหาย
ผู้อาวุโสชุดม่วงทั้งสี่คนก็มีสภาพไม่ต่างกัน พวกเขานั่งตัวเอียงอยู่บนเก้าอี้ บ้างก็ส่งเสียงร้องโอดโอยพลางกุมท้อง บ้างก็กุมเอว ไม่สามารถยืดหลังให้ตรงได้
คนที่สภาพดูเอน็จอนาถที่สุดถึงกับมีรอยฟกช้ำดำเขียวที่ก้นไปครึ่งซีก ทำให้ต้องนั่งเอียงตัว ดูไปแล้วเหมือนกับกุ้งที่ได้รับบาดเจ็บไม่มีผิด
"ไปสืบมา! ไปสืบมาให้ข้า!" เลี่ยเทียนสยงตบลงบนตั่งนุ่มอย่างแรง ก่อนจะสูดปากด้วยความเจ็บปวดเสียเอง
"จะต้องเป็นตาเฒ่าจากหอหมื่นวิถีนั่นแน่ๆ แต่ว่าฝ่ามือที่ฟาดลงมาจากฟากฟ้านั่นมันคือวิชาอันใดกัน? ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย..."
"แต่หอหมื่นวิถีเชี่ยวชาญด้านค่ายกลที่สุดนี่ขอรับ พวกเขาจะมีวิชาฝ่ามือที่ดุดันเช่นนั้นได้อย่างไร?" ผู้อาวุโสท่านหนึ่งแย้งขึ้น
"ในความเห็นของข้า มันคล้ายกับ 'ฝ่ามือค้ำฟ้า' ของสำนักชิงซวน แต่ทว่าอานุภาพของมันรุนแรงกว่าเป็นร้อยเท่า!"
"เป็นไปไม่ได้!" เลี่ยเทียนสยงปฏิเสธเสียงแข็ง
"ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ซวนหยางจื่อนั่นอยู่เพียงขอบเขตถ้ำสวรรค์ขั้นกลาง ต่อให้มันจะซ่อนเร้นพลังที่แท้จริงเอาไว้ อย่างมากก็คงอยู่แค่ขอบเขตถ้ำสวรรค์ขั้นสูงสุดเท่านั้น มันจะสามารถใช้วิชาฝ่ามือที่ทำลายล้างสวรรค์และปฐพีเช่นนั้นได้อย่างไร?"
ทุกคนต่างถกเถียงกันไปมา ทว่าก็ไม่อาจหาข้อสรุปได้ ท้ายที่สุดจึงพากันโยนความผิดไปให้หอหมื่นวิถี
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ณ โถงใหญ่ของเจ้าสำนักชิงซวน
ซวนหยางจื่อถือหยกสื่อสารที่สายลับส่งมาจากตำหนักเฟินเทียน คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่นจนแทบจะหนีบยุงได้
"ไม่ถูกสิ..." เขาพึมพำพลางลูบเครา
"ข้ายั้งมือเอาไว้อย่างชัดเจน แค่เตะเลี่ยเทียนสยงไปสองสามที แล้วก็ทุบตีพวกมันไปบ้างเท่านั้น เหตุใดพวกมันถึงได้รับบาดเจ็บสาหัสขนาดนั้นได้?"
ข้อความในหยกสื่อสารระบุไว้อย่างชัดเจนว่า: เลี่ยเทียนสยง เจ้าตำหนักเฟินเทียนได้รับบาดเจ็บสาหัสจนลุกจากเตียงไม่ขึ้น มีพลังฝ่ามืออันแสนดุดันตกค้างอยู่ในเส้นลมปราณ คาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของผู้บำเพ็ญเพียรระดับขอบเขตราชัน
ศิษย์เอกหลินเลี่ยได้รับบาดเจ็บสาหัสที่แขน ไม่สามารถใช้ลมปราณได้เป็นเวลาหนึ่งเดือน
ส่วนคนอื่นๆ ล้วนได้รับบาดเจ็บภายในหนักเบาแตกต่างกันไป และต้องใช้เวลาพักฟื้นถึงหนึ่งเดือนจึงจะหายเป็นปกติ
"วิชาฝ่ามือที่ฟาดลงมาจากฟากฟ้า?" ซวนหยางจื่อยุ่งงงงวยหนักกว่าเดิม
"ตอนลงมือ ข้าสวมเสื้อคลุมสั้นสีเทาชัดๆ แล้ววิชาฝ่ามือมันมาจากไหนกัน?"
"หรือว่าจะมีศิษย์น้องจากยอดเขาอื่นตามไปลงมือซ้ำ? พวกเขานี่โหดเหี้ยมจริงๆ แต่ก็ทำได้ดีมาก"
"เมื่อเทียบกับพวกเขาแล้ว ข้ายังคงใจดีเกินไป ดูเหมือนว่าในวันข้างหน้า ข้าคงต้องลงมือให้หนักกว่านี้ จะยอมน้อยหน้าศิษย์น้องคนอื่นๆ ไม่ได้เด็ดขาด" ซวนหยางจื่อลอบตัดสินใจอย่างแน่วแน่
ในทำนองเดียวกัน หลังจากได้รับข่าว สือวั่นซาน เจ้าของยอดเขาชิงเยว่ และเย่กูอิง เจ้าของยอดเขาเจี้ยนเซียว ก็มานั่งทบทวนถึงระดับความรุนแรงที่ตนเองลงมือไป พลางทอดถอนใจว่าพวกเขาอาจจะเบามือเกินไปเสียแล้วกระมัง
ทั้งสองราวกับได้ค้นพบเป้าหมายใหม่ และตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าการลงมือในครั้งต่อไป จะต้องเฉียบขาดและโหดเหี้ยมมากยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกัน เลี่ยเทียนสยง เจ้าตำหนักเฟินเทียนที่อยู่ห่างออกไปหลายพันลี้ จู่ๆ ก็รู้สึกเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจจนอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านขึ้นมา
เขาลูบใบหน้าที่ยังคงบวมเป่งของตนเอง พลางพึมพำกับตัวเองเบาๆ "เหตุใดอากาศจึงได้แปรปรวนกะทันหันเช่นนี้?"