- หน้าแรก
- ข้าก็แค่สอนทำคลอดหมู ไหงพวกเจ้าบรรลุเซียนกันหมด
- บทที่ 42 / พูดไม่ได้!
บทที่ 42 / พูดไม่ได้!
บทที่ 42 / พูดไม่ได้!
บทที่ 42 / พูดไม่ได้!
ในฐานะอาจารย์ของประมุขสำนักชิงอวิ๋น ม่อหยวนย่อมได้รับข่าวเรื่องการร่วงหล่นของกลุ่มผู้นำสำนักเจิ้นเซียนที่ทะเลปี้ลั่วมาตั้งนานแล้ว ดังนั้น ต่อให้มีคนหลอมยาระดับเมฆาหอมปราณโอสถได้ในแถบนี้ ก็ไม่มีทางเป็นคนของสำนักเจิ้นเซียนไปได้อย่างแน่นอน
เมื่อคิดคำนวณดูแล้ว... ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่คนผู้นั้นจะเป็นจอมมารที่เพิ่งแหกคุกหนีออกมาจากทะเลปี้ลั่ว!
เจ้านั่นถูกผนึกมานานถึงแปดพันปี มีข่าวลือเกี่ยวกับมันมากมายนับไม่ถ้วน แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่ามันมีความสามารถด้านการปรุงยาด้วยหรือไม่ แต่ก็ถือว่ามีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด!
"ถ้าเป็นมันจริงๆ การจะไปขอร้องให้มันปรุงยาให้คงเป็นไปไม่ได้! แต่ว่า... ข้าสามารถหาวิธีสังหารมัน แล้วแย่งชิงยามาได้!"
แววตาของม่อหยวนทอประกายวาววับ
การกำจัดมารร้ายถือเป็นหน้าที่ของผู้ฝึกตนทุกคน ต่อให้มันจะไม่ใช่คนที่หลอมยาก็ตาม เขาก็สมควรที่จะไปตรวจสอบดูสักหน่อย
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ม่อหยวนก็ไม่พูดอะไรอีก เขายืนรออยู่ประมาณหนึ่งชั่วยาม เด็กสาวร่างบอบบางคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า
เธอคือองค์หญิงน้อยแห่งราชวงศ์ต้าเหยี่ยน... ไป๋อีหราน
"ไปกันเถอะ!"
ม่อหยวนเอ่ยเสียงเรียบ กระบี่ยาวเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของทั้งสอง ก่อนจะพุ่งทะยานแหวกอากาศมุ่งหน้าไปยังทิศทางของสำนักเจิ้นเซียนอย่างรวดเร็ว
...
ซูอิ่นยืนงุนงงอยู่เพียงชั่วครู่ก็ดึงสติกลับมาได้ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามามัวใจลอย พลังวิญญาณที่เพิ่งพุ่งเข้าสู่ร่างกายของเขานั้นบริสุทธิ์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ แฝงไปด้วยกลิ่นอายอันศักดิ์สิทธิ์และสูงส่ง หากเขาไม่รีบดูดซับมันเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังฝึกตนล่ะก็ มันอาจจะสลายหายไปได้ทุกเมื่อ!
"ปิด!"
เขารวบรวมสมาธิ สั่งให้รูขุมขนและจุดชีพจรทั่วร่างปิดสนิทลงในพริบตา ตอนนี้ร่างกายของเขาเปรียบเสมือนภาชนะที่ปิดมิดชิด พลังวิญญาณไม่มีทางรั่วไหลออกไปได้อีก
"เคล็ดวิชาใจสี่ขั้ว, ลมปราณม่วงแผดเผากาย, คัมภีร์ยุทธ์ห้าธาตุ, คัมภีร์หกชีพจร, เคล็ดวิชาทะเลเมฆา, เคล็ดวิชาหกเร้นลับ..."
เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรนับร้อยชุดที่เขาอ่านผ่านตามาตลอดหลายวัน ผุดขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ เขาตั้งสมาธิ ลองโคจรพลังวิญญาณตามวิธีการที่ระบุไว้ในตำราเหล่านั้น
จี๊ดๆๆ!
ทันทีที่เริ่มโคจรเคล็ดวิชา ร่างกายของเขาก็แสดงอาการต่อต้านขึ้นมาทันที แม้แต่พลังวิญญาณที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในร่างก็ยังนิ่งเฉย ไม่ยอมขยับเขยื้อนตามการชักนำ ราวกับรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกหยามเกียรติอย่างไรอย่างนั้น
"หรือว่า... เคล็ดวิชาพวกนี้มันระดับต่ำเกินไป ร่างกายกับพลังวิญญาณของข้าก็เลยไม่ยอมรับ?" ซูอิ่นบรรลุถึงบางอ้อในทันที
บ้าเอ๊ย!
ร่างกาย 'กายามรรคกำเนิด' กับ 'สายเลือดเซียนวิญญาณ' ของเขานี่มันจะเลือกปฏิบัติเกินไปหน่อยไหม! รังเกียจว่าเคล็ดวิชามันกระจอกก็แล้วไปเถอะ แต่นี่... พลังวิญญาณก็ดันมารังเกียจด้วยอีก... โคตรจะเรื่องมากเลย!
มิน่าล่ะ ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะพยายามฝึกยังไงก็ไม่สำเร็จ พวกเศษเสี้ยววิญญาณถึงได้บอกว่าไม่มีเคล็ดวิชาไหนเหมาะสมกับเขาเลย... ที่แท้ทั้งร่างกายและพลังวิญญาณของเขามันก็เป็นพวกอีโก้สูงกันทั้งนั้น!
แต่ปัญหาคือ... เขาก็เคยอ่านแต่เคล็ดวิชาระดับต่ำพวกนี้นี่นา เคล็ดวิชาระดับสูงๆ ไม่เคยได้แตะเลยสักนิด!
ถ้าเคล็ดวิชาพวกนี้ใช้ไม่ได้ แล้วจะมีพลังวิญญาณไปเพื่ออะไรล่ะฟะ? สุดท้ายก็ยังฝึกวิชาไม่ได้อยู่ดี!
ซูอิ่นรู้สึกหดหู่ขึ้นมาทันที
"ช่างเถอะ ลองหาวิธีต้อนมันไปเก็บไว้ที่จุดตันเถียนก่อนดีกว่า ต่อให้มันจะไม่ยอมเปลี่ยนเป็นปราณแท้จริงก็ช่างมัน... ไม่งั้นถ้าเผลอเปิดรูขุมขนเมื่อไหร่มันก็หนีไปหมดพอดี!"
อย่างน้อยก็ต้องเก็บพลังวิญญาณสายนี้ไว้เป็นทุนรอนก่อนล่ะนะ ขืนปล่อยให้มันหนีไปก็น่าเสียดายแย่... แต่ดูจากท่าทางขี้เกียจสันหลังยาวของมันแล้ว การจะบังคับมันคงไม่ง่ายนักหรอก
"ยาจู้ฉีก็หลอมเสร็จแล้ว งั้นข้ากลับก่อนดีกว่า..."
จุดประสงค์ที่เขามาที่หอปรุงยาเสิ่นเฟยก็เพื่อเรียนวิธีหลอมยาจู้ฉี ในเมื่อตอนนี้เรียนรู้แล้ว แถมยังหลอมออกมาได้สำเร็จตั้งสิบเม็ด ก็ถึงเวลากลับบ้านแล้วล่ะ
คิดได้ดังนั้น เขาก็เอื้อมมือไปกวาดเอายาเม็ดทั้งหมดมาเก็บไว้ในแขนเสื้อ
พอทำเสร็จ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ พอเหลือบไปเห็นหมิงอวี้และเฉินเสี่ยวเยว่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกกระดากอายขึ้นมาจับใจ
ใช้ทั้งสมุนไพร เตาหลอม แล้วก็โต๊ะของเขา... พอหลอมยาเสร็จดันจะฮุบเอากลับไปเฉยเลย แบบนี้มันจะหน้าด้านเกินไปหน่อยไหมนะ?
"ข้า..."
เขากำลังจะอ้าปากถามว่าต้องจ่ายค่าเสียหายเท่าไหร่ แต่ก็ต้องรีบหุบปากฉับ เมื่อรู้สึกได้ว่ามีพลังวิญญาณสายบางๆ กำลังจะรั่วไหลออกจากมุมปาก
ซวยแล้ว!
ตอนนี้เขาพูดไม่ได้เด็ดขาด! ขืนอ้าปากพูด พลังวิญญาณที่อุตส่าห์เก็บไว้ได้ยากเย็นแสนเข็ญจะต้องหนีออกไปแน่ๆ
ขณะที่กำลังร้อนรน ไม่รู้จะสื่อสารกับอีกฝ่ายยังไงดี หมิงอวี้ก็เหมือนจะอ่านใจเขาออก รีบละล่ำละลักบอก "ยาพวกนี้เป็นผลงานของท่าน ท่านจะเอากลับไปทั้งหมดเลยก็ได้ขอรับ สมุนไพรพวกนี้มันไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากมาย..."
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูอิ่นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาส่งสายตาขอบคุณไปให้หมิงอวี้ ก่อนจะทำไม้ทำมือเป็นสัญญาณขอตัวลากลับ
"เชิญขอรับ!" หมิงอวี้รีบโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเข้าใจเจตนา แถมยังรีบเปิดทางให้ ซูอิ่นก็พยักหน้าขอบคุณอีกครั้ง แล้วรีบจ้ำอ้าวออกจากห้องไปทันที
ต้องรีบกลับบ้านไปหาวิธีหลอมรวมพลังวิญญาณให้ได้ ไม่งั้น... ขืนมันสลายหายไปหมด ข้าคงได้ร้องไห้ขี้มูกโป่งแน่
ซูอิ่นเดินแกมวิ่งออกจากหอปรุงยา ไปปลดเชือกที่ผูกลาต้าเฮยไว้ แล้วกระโดดขึ้นหลัง ควบทะยานมุ่งหน้ากลับไปยังเรือนอิ่นเซียนด้วยความเร็วแสง
...
ความเงียบสงัดปกคลุมห้องหลอมยาไปพักใหญ่ หลังจากที่แผ่นหลังของเด็กหนุ่มลับสายตาไป ในที่สุด เฉินเสี่ยวเยว่ก็กัดฟันทำลายความเงียบขึ้นมา
"ท่านนักปรุงยาหมิงอวี้... หรือว่าชายหนุ่มคนเมื่อกี้ จะเป็น... ยอดฝีมือตัวจริง?" ในที่สุดเธอก็เริ่มตาสว่างแล้ว
ถ้าเป็นแค่คนธรรมดาสามัญ จะไปหลอมยาที่แม้แต่ท่านเจ้าสำนักยังทำไม่ได้ออกมาได้อย่างไร?
"อย่าเรียกว่ายอดฝีมือเลย..."
หมิงอวี้ยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า แววตาเต็มไปด้วยความยำเกรง "ถ้าข้าเดาไม่ผิด... พลังที่แท้จริงของเขาน่าจะเหนือกว่าท่านอาจารย์ของข้าไปไม่รู้ตั้งกี่เท่าต่อกี่เท่า!"
"เอ๊ะ..." เฉินเสี่ยวเยว่อึ้งไปเลย "จะเป็นไปได้ยังไง! ท่านเจ้าสำนักเป็นถึงยอดฝีมือระดับเสินกงเชียวนะ! จะมีใครในเมืองเล็กๆ อย่างเมืองต้าเหยียนแห่งนี้ที่เก่งกาจกว่าท่านได้อีก?"
"นี่เจ้าไม่ได้สังเกตเลยรึ?"
เมื่อเห็นท่าทีสงสัยของหญิงสาว หมิงอวี้ก็ถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ข้าขอถามเจ้าหน่อย... ตอนที่เขาผ่าฟืนกับตอนหลอมยา เจ้าเห็นเขาใช้ปราณแท้จริงเลยแม้แต่น้อยไหม?"
เฉินเสี่ยวเยว่ชะงักไป พยายามนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ แล้วก็ส่ายหน้าปฏิเสธ "ไม่เห็นเลยเจ้าค่ะ!"
"สามารถหลอมยาเม็ดระดับสมบูรณ์แบบออกมาได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาปราณแท้จริงเลย... เจ้าคิดดูสิว่า พลังฝีมือและการควบคุมของเขาจะต้องแม่นยำและลึกล้ำขนาดไหน?"
"นี่มัน..."
ร่างของเฉินเสี่ยวเยว่สั่นสะท้าน รูม่านตาหดเกร็ง
ถ้าหมิงอวี้ไม่พูด เธอคงไม่ทันได้คิดถึงเรื่องนี้เลย แต่พอได้ฟังคำอธิบาย ทุกอย่างก็กระจ่างแจ้ง... การจะหลอมยาเม็ดระดับเทพโดยใช้แค่พลังกายล้วนๆ ได้แบบนี้... พลังฝึกตนของเขาคงจะก้าวข้ามขีดจำกัดของระดับปรมาจารย์ และบรรลุถึงขั้น 'คืนสู่สามัญ' ไปนานแล้วแน่ๆ!
"อายุแค่นี้ แต่กลับมีพลังลึกล้ำถึงเพียงนี้... ทำไมข้าถึงไม่เคยได้ยินชื่อยอดฝีมือระดับนี้ในเมืองต้าเหยียนมาก่อนเลยล่ะ?" เฉินเสี่ยวเยว่ยังคงไม่อยากจะเชื่อ
"ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาเป็นใคร หรือมาจากเมืองต้าเหยียนจริงๆ หรือเปล่า แต่... ข้าพอนึกออกอยู่คนหนึ่งที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเขา!" หมิงอวี้หรี่ตาแคบลง
"ใครหรือเจ้าคะ?"
"เมื่อสิบปีก่อน สำนักเจิ้นเซียนเคยทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อแย่งชิงตัว 'ศิษย์อาเล็ก' ผู้หนึ่งมา เจ้าเคยได้ยินเรื่องนี้ไหม?"
"เรื่องใหญ่โตขนาดนั้น ข้าย่อมเคยได้ยินอยู่แล้ว..."
เฉินเสี่ยวเยว่ชะงักไป ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง "ท่านกำลังจะบอกว่า... เด็กหนุ่มคนนี้ก็คือ 'ศิษย์อาเล็ก' ผู้ครอบครองกายามรรคกำเนิดและสายเลือดเซียนวิญญาณแห่งสำนักเจิ้นเซียนคนนั้นน่ะหรือ?"
"อืม!"
"ถ้าเขาเป็นศิษย์อาเล็กจริงๆ แล้วทำไมเขาถึงต้องถ่อมาเรียนวิชาปรุงยาถึงที่นี่ด้วยล่ะ? ขอแค่เขาเอ่ยปากบอกฐานะไป นักปรุงยาของสำนักเจิ้นเซียนก็คงรีบวิ่งแจ้นไปสอนให้ถึงที่แล้ว..."
"นี่เจ้ายังไม่เข้าใจอีกรึ!"
หมิงอวี้ถอนหายใจยาว "ยอดฝีมือที่สามารถหลอมยาเม็ดระดับสมบูรณ์แบบได้โดยไม่ต้องใช้ปราณแท้จริงเนี่ย... เจ้าคิดว่าเขาจะไม่รู้วิชาปรุงยาจริงๆ งั้นรึ? ที่เขาทำมาทั้งหมดก็แค่แกล้งทำเป็นคนธรรมดาเท่านั้นแหละ! การปกปิดพลังและแฝงตัวเป็นคนธรรมดา อาจจะเป็นความชอบส่วนตัว หรือไม่ก็เป็นการขัดเกลาจิตใจรูปแบบหนึ่ง! เจ้าลองนึกดูดีๆ สิ ตอนแรกเขาปฏิเสธที่จะหลอมยาให้ดูใช่ไหม? แต่เป็นเพราะข้าไปบีบคั้นเขา เขาถึงยอมลงมือ..."
เฉินเสี่ยวเยว่พยักหน้าเห็นด้วย
"เขาไม่อยากจะเปิดเผยฝีมือการปรุงยาระดับปรมาจารย์ของเขา แต่เป็นเพราะความอวดดีของข้าที่ไปบังคับเขา... ข้าเกรงว่า เขาคงจะมองข้าในแง่ลบไปแล้วแน่ๆ..." หมิงอวี้หัวเราะขื่น
โชคดีนะที่ท่านศิษย์อาเล็กผู้นี้มีจิตใจกว้างขวาง ไม่อย่างนั้น... ขืนเขาตบข้าปลิวเป็นเศษเนื้อ คงไม่มีใครกล้าปริปากห้ามแม้แต่คนเดียว!
เมื่อเห็นความหวาดกลัวบนใบหน้าของชายวัยกลางคน เฉินเสี่ยวเยว่ก็พยายามพูดปลอบใจ "แต่ตอนก่อนไป เขาก็ไม่ได้พูดจาตำหนิอะไรนี่เจ้าคะ บางที... เขาอาจจะไม่ได้โกรธเคืองอะไรก็ได้..."
"การไม่พูดอะไรเลยนี่แหละที่น่ากลัวที่สุด! เจ้ารู้ไหมว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมเอ่ยปากพูดอะไรเลย?"
เฉินเสี่ยวเยว่ส่ายหน้า
"ก็เพราะเขารู้ไงล่ะ ว่าข้ามองตัวตนที่แท้จริงของเขาออกแล้ว! เขาจึงรู้สึกรังเกียจและไม่อยากจะเสวนาด้วยอีก! แถมมันยังเป็นการเตือนทางอ้อมให้พวกเรารู้จักหุบปากให้สนิท ห้ามเอาเรื่องนี้ไปแพร่งพรายให้ใครฟังเด็ดขาด!"
"เอ่อ..." เฉินเสี่ยวเยว่ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
"เอาล่ะ ในเมื่อผู้อาวุโสท่านแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนขนาดนี้แล้ว เรื่องราวในวันนี้ รวมไปถึงเรื่องที่เขาหลอมยาสำเร็จ พวกเราสองคนต้องปิดตายไว้เป็นความลับ ห้ามปริปากบอกใครเด็ดขาด แม้แต่ท่านอาจารย์ก็ห้ามบอก! ขืนทำให้ท่านศิษย์อาเล็กไม่พอใจขึ้นมา ก็เท่ากับเป็นการประกาศเป็นศัตรูกับสำนักเจิ้นเซียนทั้งสำนัก ถึงตอนนั้น... ต่อให้เป็นหอปรุงยาเสิ่นเฟย ก็คงไม่อาจคุ้มกะลาหัวพวกเราได้!"
หมิงอวี้กำชับด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง
"รับทราบเจ้าค่ะ!"
เฉินเสี่ยวเยว่พยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน
แค่การเลือกที่จะไม่พูดอะไรเลย กลับแฝงความหมายอันลึกล้ำไว้มากมายขนาดนี้... สมกับเป็นยอดคนจริงๆ การกระทำของเขาไม่ใช่สิ่งที่พนักงานต้อนรับตัวเล็กๆ อย่างเธอจะไปอาจเอื้อมคาดเดาได้เลยจริงๆ!
[จบตอน]