เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41 / ยาเม็ดระดับเมฆา!

บทที่ 41 / ยาเม็ดระดับเมฆา!

บทที่ 41 / ยาเม็ดระดับเมฆา!


บทที่ 41 / ยาเม็ดระดับเมฆา!

ทวีปเฉียนหยวน แคว้นต้าเหยี่ยน สำนักเจิ้นเซียน

ณ โถงประชุมอันโอ่อ่า ผู้อาวุโสทั้งหกท่านนั่งประจำที่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ชายชราที่นั่งอยู่ตรงกลางมีสีหน้าอมทุกข์และวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด

"เมื่อสามเดือนก่อน ท่านประมุขและผู้อาวุโสใหญ่ได้นำกำลังมุ่งหน้าไปยังทะเลปี้ลั่วเพื่อแสวงหาโชคลาภ แต่กลับไร้ข่าวคราวใดๆ จนกระทั่งรุ่งสางของวันนี้... ป้ายหยกประจำตัวของพวกเขาทุกคนที่เก็บไว้ในวิหารอวิ้นเซียน กลับแตกสลายจนหมดสิ้น!"

ชายชราผู้นี้คือ อู๋หยวน ผู้อาวุโสลำดับที่เก้าแห่งสำนักเจิ้นเซียน

เมื่อก่อน การประชุมระดับนี้ เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยปากด้วยซ้ำ แต่ในตอนนี้... เขาคือผู้ที่มีตำแหน่งและพลังฝีมือสูงที่สุดที่เหลืออยู่ในสำนัก

"ป้ายหยกแตกสลาย... นั่นหมายความว่าวิญญาณของพวกเขาแตกดับ... สิ้นชีพไปแล้วอย่างสมบูรณ์..." สีหน้าของเหล่าผู้อาวุโสซีดเผือดลงทันที

"แม้สำนักเจิ้นเซียนของเราจะถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสิบสำนักใหญ่แห่งแคว้นต้าเหยี่ยน แต่เราก็รั้งตำแหน่งรั้งท้ายมาตลอด การสูญเสียท่านประมุขและเหล่ายอดฝีมือไปในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เราจะรักษาตำแหน่งสำนักระดับชั้นแนวหน้าไว้ไม่ได้ แต่เราอาจจะตกอยู่ในอันตรายถึงขั้นสูญสิ้นสำนักเลยทีเดียว"

อู๋หยวนถอนหายใจด้วยความหนักใจ "ที่เรียกพวกท่านมาประชุมในวันนี้ ก็เพื่อช่วยกันคิดหาหนทางกอบกู้วิกฤตการณ์ในครั้งนี้ให้จงได้"

ในโลกแห่งการฝึกวิชา ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าย่อมกลืนกินผู้ที่อ่อนแอ การที่สำนักใดสำนักหนึ่งสูญเสียกำลังรบหลักไป ย่อมตกเป็นเป้าหมายให้ขุมอำนาจอื่นๆ รุมทึ้งและกลืนกินได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นให้เห็นอยู่ถมไป

"การเดินทางไปยังทะเลปี้ลั่วในครั้งนี้ มีหลายสำนักที่เข้าร่วมด้วย การตายของท่านประมุข ต่อให้เราจะพยายามปิดบังแค่ไหน สักวันข่าวก็ต้องแพร่งพรายออกไปอยู่ดี... แต่กว่าข่าวจะกระจายไปทั่วก็คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ เราจึงยังมีเวลาเตรียมตัวรับมือได้บ้าง สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการเรียกขวัญกำลังใจของศิษย์ในสำนักกลับคืนมา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายภายใน!"

"การจะกำราบศัตรูภายนอกได้ ต้องเริ่มจากการสร้างความสงบภายในเสียก่อน... พูดน่ะมันง่าย แต่ทำจริงมันยากนะ! นอกเสียจากว่า... เราจะหาใครสักคนที่มีพลังฝีมือสูงส่ง หรือมีบารมีมากพอที่จะขึ้นเป็นประมุขคนใหม่ได้... ไม่เช่นนั้นก็ต้องหวังพึ่งพวกเราคนใดคนหนึ่งให้ทะลวงระดับขึ้นไปให้ได้ ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ล่ะก็... คงยากที่จะระงับความตื่นตระหนกของทุกคนได้"

"ถ้าการทะลวงระดับมันง่ายขนาดนั้น ท่านประมุขก็คงไม่ต้องเสี่ยงชีวิตไปแสวงหาโชคลาภถึงทะเลปี้ลั่วหรอก..."

ทุกคนในที่ประชุมต่างพากันนิ่งเงียบ

"การทะลวงระดับนั้นยากแสนเข็ญ ส่วนการจะไปเชิญคนนอกมาเป็นประมุข ก็ยากที่จะทำให้ศิษย์ในสำนักยอมรับได้ แถมยังอาจจะสร้างปัญหาบานปลายตามมาอีกต่างหาก ในเมื่อเป็นแบบนี้... พวกท่านคิดว่า เราควรจะไปอัญเชิญ 'ศิษย์อาเล็ก' ให้ออกมาเป็นผู้นำดีหรือไม่?"

จู่ๆ หยวนปู้อี้ ผู้อาวุโสลำดับที่สิบก็เสนอความคิดเห็นขึ้นมา

ทุกคนต่างชะงักไปครู่หนึ่ง "ท่านหมายถึง... ซูอิ่น ศิษย์อาเล็กของพวกเราน่ะหรือ?"

ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน ในงานคัดเลือกศิษย์ใหม่ประจำปี ได้มีเด็กน้อยวัยแปดขวบคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น เขาผู้นี้ครอบครองทั้ง 'กายามรรคกำเนิด' และ 'สายเลือดเซียนวิญญาณ' ซึ่งถือเป็นพรสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี... เพื่อแย่งชิงอัจฉริยะผู้นี้มา ท่านอาจารย์ของพวกเขาถึงกับต้องยอมลงมือต่อสู้กับประมุขจากสำนักใหญ่อื่นๆ ด้วยตัวเอง

แม้ท่านอาจารย์จะคว้าชัยชนะมาได้ แต่ก็ต้องแลกด้วยอาการบาดเจ็บสาหัส ประกอบกับอายุที่มากแล้ว ไม่นานนักท่านก็สิ้นลมหายใจ

ด้วยพรสวรรค์ที่สูงส่งเกินหยั่งถึงของเด็กน้อย แม้แต่ท่านอาจารย์เองก็ยังมิกล้ารับเขาเป็นศิษย์ จึงต้องใช้วิธี 'รับศิษย์แทนอาจารย์' ทำให้เด็กน้อยผู้นี้กลายมาเป็นศิษย์น้องคนเล็กของท่านอาจารย์ และเป็นผู้ที่มีศักดิ์ฐานะสูงส่งที่สุดในสำนักเจิ้นเซียนปัจจุบัน... ศิษย์อาเล็ก นั่นเอง

"ตั้งแต่ศิษย์อาเล็กเข้ามาอยู่ในสำนัก เขาก็ถูกท่านอาจารย์ส่งไปเก็บตัวฝึกฝนวิชาอยู่ในดินแดนต้องห้ามหลังเขามาตลอดสิบปี ไม่เคยเหยียบย่างออกมาเลย ต่อให้เขามีพรสวรรค์ระดับกายามรรคกำเนิด แต่ด้วยระยะเวลาเพียงสิบปี พลังฝีมือของเขาก็คงจะไม่สูงส่งสักเท่าไหร่นัก การจะไปเชิญเขาออกมา... คงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้มากหรอกกระมัง!"

"แต่เขาคืออัจฉริยะที่ทุกสำนักต่างก็แย่งชิงกันเชียวนะ แถมยังมีอาวุโสสูงสุดในสำนักอีก ข้าว่า... ก็น่าจะพอใช้ได้อยู่นะ..."

"แล้วนอกจากเขา พวกท่านยังมีใครที่เหมาะสมกว่านี้อีกไหมล่ะ?"

"ไม่มีแล้วล่ะ..."

"ถ้าเช่นนั้น เราก็คงต้องไปเชิญเขาออกมา แต่ทว่า... มีบางเรื่องที่เราต้องตกลงกันไว้ให้ชัดเจนเสียก่อน"

หลังจากถกเถียงกันอยู่พักใหญ่ อู๋หยวนก็ตัดสินใจฟันธง "ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่ว่าพลังที่แท้จริงของศิษย์อาเล็กจะอยู่ในระดับไหน พวกเราก็ต้องพร้อมใจกันป่าวประกาศออกไปว่า... พลังฝีมือของเขาได้บรรลุถึงระดับ 'ปรมาจารย์' แล้ว! ด้วยวิธีนี้เท่านั้น เราถึงจะสามารถข่มขวัญสำนักอื่นๆ ที่กำลังจ้องจะเล่นงานเราได้ และในขณะเดียวกันก็เป็นการเรียกขวัญกำลังใจของศิษย์ทุกคนในสำนักกลับคืนมาด้วย"

การบำเพ็ญเพียรนั้นแบ่งออกเป็นเก้าระดับใหญ่ๆ ได้แก่ จู้ซี, จู้หยวน, ถัวเฉิน, ฮว่าฝาน, เสินกง, ปรมาจารย์, ฉวนเฉิง, หย่งเหิง และ ซวีเซียน โดยแต่ละระดับจะแบ่งย่อยออกเป็นอีกเก้าขั้น

ต้องมีระดับพลังตั้งแต่ขั้นที่หก หรือระดับปรมาจารย์ขึ้นไปเท่านั้น ถึงจะมีคุณสมบัติก้าวขึ้นเป็นผู้นำสำนักชั้นแนวหน้า และได้รับการเคารพยำเกรงจากผู้คนนับหมื่นได้!

ทั้งอดีตประมุขที่เพิ่งสิ้นชีพไป และท่านอาจารย์ของพวกเขา ต่างก็เคยบรรลุถึงระดับพลังนี้มาแล้วทั้งสิ้น

ในขณะที่พวกเขาส่วนใหญ่ พลังยังหยุดชะงักอยู่ที่ระดับเสินกงขั้นที่สามหรือสี่เท่านั้น

ส่วนศิษย์อาเล็กผู้นั้น เอาแต่เก็บตัวฝึกฝนอยู่แต่ในเขาหลัง แม้แต่พวกเขาก็ยังไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขามีพลังระดับไหนกันแน่ แล้วคนนอกจะไปรู้ได้อย่างไร? ในเมื่อเป็นเช่นนี้... ก็สู้ปั้นน้ำเป็นตัว สร้างภาพให้เขากลายเป็นยอดฝีมือไร้เทียมทานไปเลยดีกว่า

"การจะปล่อยข่าวลือเพื่อสร้างกระแสน่ะไม่ใช่เรื่องยากหรอก แต่ปัญหาคือตัวศิษย์อาเล็กเองนั่นแหละ... ยังไงเสีย เขาก็ต้องมีโอกาสได้พบปะกับผู้คนภายนอกอยู่แล้ว ข้าเกรงว่าความลับมันจะแตกเอาน่ะสิ!"

หยวนปู้อี้ขมวดคิ้วด้วยความกังวล

"เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง ข้ามี 'เสื้อไหมหิ่งห้อย' อยู่ชุดหนึ่ง หากสวมใส่แล้ว มันจะช่วยปกปิดระดับพลังและกลิ่นอายได้อย่างมิดชิด ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุด ก็ยังยากที่จะจับสังเกตได้... เราก็แค่ให้ศิษย์อาเล็กสวมเสื้อตัวนี้ไว้ แล้วกำชับให้เขาทำตัวเป็นยอดฝีมือผู้ลึกลับ หากยังไม่ถึงคราวคอขาดบาดตาย ก็ห้ามลงมือเด็ดขาด... ข้าว่าในระยะเวลาสั้นๆ นี้ คงไม่มีใครจับพิรุธได้หรอก"

อู๋หยวนเสนอแนะ

"คงต้องทำแบบนั้นแหละ!"

แม้การหลอกลวงจะไม่ใช่เรื่องดี แต่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว

"ในเมื่อพวกเราเห็นพ้องต้องกันแล้ว งั้นก็รีบส่งคนไปเชิญเขาออกมาเถอะ!"

เมื่อไม่มีใครคัดค้าน อู๋หยวนก็ไม่รอช้า เขาเรียกศิษย์หนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ สองคนเข้ามา เมื่อได้รับคำสั่ง ทั้งสองก็รีบมุ่งหน้าไปยังดินแดนต้องห้ามหลังเขาทันที

...

ณ ดินแดนต้องห้ามหลังเขา สำนักเจิ้นเซียน

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นดินแดนต้องห้าม แต่สภาพที่แท้จริงของมันกลับดูเหมือนสุสานของบรรพบุรุษเสียมากกว่า เพราะมีหลุมศพและป้ายหินตั้งเรียงรายอยู่เต็มไปหมด

'ปราชญ์ภาพวาด... อู๋เต้าเซียน'

'ปราชญ์หมากรุก... หวงหลงเทียน'

'ปราชญ์อักษร... หวังเชียนเฉิง'

'ปราชญ์พิณ... หลี่ว่านเหนียน'

ป้ายหลุมศพแต่ละป้าย ล้วนสลักชื่อของบุคคลสำคัญระดับตำนานเอาไว้... แน่นอนว่า นั่นก็เป็นแค่ชื่อที่ถูกสลักไว้เท่านั้น ส่วนจะใช่ตัวจริงเสียงจริงหรือไม่ ก็คงไม่มีใครรู้ได้

"เจ้าสามารถผ่านบททดสอบของปราชญ์ทั้งสามสิบหกท่าน ทั้งปราชญ์พิณ, ปราชญ์หมากรุก, ปราชญ์อักษร, ปราชญ์อาหาร, ปราชญ์เกษตรกรรม และอื่นๆ อีกมากมายได้อย่างไร้ที่ติ... การทดสอบด่านสุดท้ายนี้ เจ้าก็ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าเป็นอิสระแล้ว!"

ภายในกระท่อมหลังเล็กตรงมุมหนึ่งของดินแดนต้องห้าม ร่างเงาเลือนลางของชายชราผู้หนึ่งกำลังจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้า พร้อมกับแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ

"ผ่าน... ผ่านแล้วเหรอครับ?" เด็กหนุ่มขอบตาแดงระเรื่อ แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง "ถ้างั้น... ข้าก็เริ่มฝึกวิชาได้แล้วใช่ไหมครับ?"

เด็กหนุ่มผู้นี้ก็คือ ซูอิ่น ศิษย์อาเล็กที่ทุกคนกล่าวขานถึงนั่นเอง!

สิบปี!

เขาติดแหง็กอยู่ที่นี่มาสิบปีเต็มๆ แล้ว!

คนทั้งสำนักต่างก็คิดว่าเขากำลังหมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝนเคล็ดวิชาขั้นสูง แต่มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ความจริงว่า... เขาไม่เคยได้สัมผัสวิชาบำเพ็ญเพียรใดๆ เลยแม้แต่น้อย! ทุกๆ วันตั้งแต่ลืมตาตื่น เขาต้องเอาแต่เรียน...

ทั้งดีดพิณ เล่นหมากรุก เขียนพู่กัน วาดภาพ ตีเหล็ก ทำอาหาร แกะสลัก...

และในแต่ละวิชา ก็จะมีเศษเสี้ยววิญญาณคอยสอนและจับตาดูอย่างเข้มงวด หากยังไม่ผ่านการทดสอบ ก็ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด...

มีใครรู้บ้างไหม ว่าสิบปีที่ผ่านมา ชีวิตเขาต้องเจอกับความยากลำบากขนาดไหน?

ถ้าตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเขาขยันได้สักครึ่งหนึ่งของตอนนี้ล่ะก็ ป่านนี้คงสอบติดมหาวิทยาลัยชิงหัวไปแล้วมั้ง...

ใช่แล้ว! ซูอิ่นคือผู้ที่ทะลุมิติมาจากต่างโลก เมื่อสิบปีก่อน เขาตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองกลายเป็นเด็กน้อยวัยแปดขวบ แถมยังเป็นอัจฉริยะผู้ครอบครอง 'กายามรรคกำเนิด' และ 'สายเลือดเซียนวิญญาณ' อีกต่างหาก!

ตอนแรกเขาก็แอบฝันหวานว่า จะได้ฝึกฝนสุดยอดวิชา ก้าวขึ้นเป็นจ้าวยุทธภพผู้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน มีอายุยืนยาวเป็นอมตะ... แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้ายนัก เขากลับต้องมานั่งเรียนทักษะบ้าบอพวกนี้แทนวิชาบำเพ็ญเพียร!

แถมยังต้องมานั่งผ่าฟืน ปลูกดอกไม้ เลี้ยงหมู ทำงานจิปาถะสารพัดอย่างอีกต่างหาก

อุตส่าห์ทะลุมิติมาอยู่ในโลกของผู้ฝึกตนทั้งที ใครบ้างล่ะจะไม่อยากเก่งกาจ ไร้เทียมทาน และมีชีวิตเป็นอมตะ?

ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการเริ่มฝึกวิชามากที่สุด กลับต้องมาถูกขังอยู่ที่นี่เพื่อเรียนรู้วิชาพรรค์นี้... ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวดรวดร้าวใจ

"เจ้าสามารถเริ่มฝึกวิชาได้แล้ว... แต่ทว่า วิชาของพวกเราไม่เหมาะสมกับเจ้าหรอกนะ" เศษเสี้ยววิญญาณเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ซูอิ่นทำหน้าบอกบุญไม่รับ กำลังจะอ้าปากเถียง แต่จู่ๆ ก็มีเสียงดังก้องมาจากข้างนอก

"พวกเรา เฉินอวี้ และ จ้าวรั่วซวี ศิษย์รุ่นที่เจ็ดสิบเก้าแห่งสำนักเจิ้นเซียน ขอน้อมอัญเชิญท่านผู้อาวุโสสูงสุดออกจากด่านเก็บตัวขอรับ!"

ซูอิ่นถึงกับน้ำตาไหลพราก

ในที่สุด... ในที่สุดก็มีคนนึกถึงข้าสักที!

เมื่อสิบปีก่อน หลังจากที่ 'ศิษย์พี่' ของเขารับเขาเป็นศิษย์แทนอาจารย์แล้ว เขาก็บังคับให้ซูอิ่นสาบานว่า หากยังเรียนรู้ทักษะทั้งหมดไม่สำเร็จ ก็ห้ามก้าวเท้าออกจากดินแดนต้องห้ามแห่งนี้เด็ดขาด เขาถึงได้ถูกขังลืมอยู่ที่นี่ราวกับติดคุก

และในตอนนี้... ในที่สุดเขาก็ได้รับอิสรภาพเสียที!

ข้าจะได้ออกไปดูโลกภายนอกเสียที ว่าสำนักของข้ามันยิ่งใหญ่แค่ไหน และจะได้เริ่มเรียนวิชาบำเพ็ญเพียรของจริง เพื่อก้าวขึ้นเป็นยอดคนเสียที!

ซูอิ่นกล่าวคำอำลาเศษเสี้ยววิญญาณทั้งหมดด้วยความตื่นเต้นดีใจ

แม้จะรู้สึกว่าที่นี่เหมือนคุก แต่พอต้องจากไปจริงๆ หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาถึงสิบปี เขาก็อดรู้สึกใจหายไม่ได้เหมือนกัน

เขาเก็บข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดที่เคยทำไว้ตอนเรียน ไม่ว่าจะเป็นงานแกะสลัก หุ่นเชิด ภาพวาดพู่กัน หรือแม้แต่ดอกไม้ใบหญ้า ยัดใส่แหวนมิติจนหมดเกลี้ยง จากนั้นจึงปิดประตูกระท่อม แล้วเดินไปที่ลานเล็กๆ ที่ล้อมรอบด้วยรั้วไม้

"ฮี้กัก! ฮี้กัก! ฮี้กัก!"

ทันทีที่ก้าวเข้าไปข้างใน ลาตัวหนึ่งก็ส่งเสียงร้องทักทายอย่างเริงร่า ตามมาด้วยเต่าเฒ่าที่ค่อยๆ ชะโงกหัวขึ้นมามองอย่างเชื่องช้า

"หิวแล้ว..."

นกแก้วตัวหนึ่งบินโฉบมาเกาะตรงหน้า พร้อมกับส่งเสียงเจื้อยแจ้ว

ในช่วงแรกที่เขาเข้ามาอยู่ที่นี่ ทางสำนักจะส่งคนเอาเสบียงอาหารมาให้เป็นประจำ แต่หลังจากที่เขาสำเร็จวิชา 'ปราชญ์เกษตรกรรม' จนสามารถปลูกพืชผักและหาเลี้ยงปากท้องตัวเองได้แล้ว การส่งเสบียงก็ถูกยกเลิกไป

ลาตัวนี้ เป็นของขวัญที่ศิษย์พี่สายเปย์ส่งมาให้ช่วยไถนาตอนที่เขาเพิ่งเริ่มปลูกผัก ส่วนเต่ากับนกแก้วนั่น เป็นสัตว์ที่หลานศิษย์ผู้เป็นประมุขสำนักจับมาให้เขาใช้ฝึกวิชา 'เลี้ยงนก' กับ 'ฝึกสัตว์'

แม้เขาจะสอบผ่านวิชาเหล่านั้นไปนานแล้ว แต่ด้วยความผูกพันที่ใช้ชีวิตร่วมกันมานาน ประกอบกับพวกมันเป็นแค่สัตว์ธรรมดา ขืนปล่อยออกไปก็คงโดนสัตว์อสูรตัวอื่นจับกินแน่ๆ เขาจึงเลี้ยงดูพวกมันมาตลอดจนถึงทุกวันนี้

"ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโลกภายนอกเป็นยังไง... เอาไว้ข้าไปหาที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งได้เมื่อไหร่ ค่อยกลับมารับพวกเจ้าก็แล้วกันนะ" ซูอิ่นยิ้มบางๆ ลูบหัวพวกมันอย่างเอ็นดู เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของพวกมัน

เพิ่งจะเคยออกจากดินแดนต้องห้ามเป็นครั้งแรก กฎระเบียบของสำนักเป็นยังไงเขาก็ยังไม่รู้ ขืนหอบเอา ลา นกแก้ว แล้วก็เต่าไปด้วย... มันคงดูไม่จืดแน่ๆ

หลังจากจัดการธุระทุกอย่างเสร็จสิ้น ซูอิ่นก็ก้าวเดินออกจากดินแดนต้องห้ามไป

คล้อยหลังเขาไปเพียงครู่เดียว เศษเสี้ยววิญญาณทั้งหลายที่ซ่อนตัวอยู่ใต้หลุมศพก็พากันปรากฏกายขึ้นมาอีกครั้ง สายตาของพวกเขาทอดมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย

"สมกับที่เป็นผู้มีกายามรรคกำเนิด! พรสวรรค์ระดับนี้... ต่อให้เป็นบนแดนสวรรค์ ก็คงหาตัวจับยากในรอบหมื่นปี!"

"สุดยอดวิชาของพวกเราแค่แขนงเดียว ก็สามารถสั่นสะเทือนสวรรค์และทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนต้องบ้าคลั่งได้แล้ว แต่นี่... เด็กคนนี้กลับสามารถเรียนรู้มันได้ทั้งหมดเพียงคนเดียว! ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ!"

"น่าเสียดายที่พวกเราไม่สามารถถ่ายทอดวิชาบำเพ็ญเพียรให้เขาได้ ไม่อย่างนั้น... ด้วยพรสวรรค์ระดับนี้ เขาต้องเก่งกาจไร้เทียมทานไปนานแล้ว!"

"การจะเอาเคล็ดวิชาของแดนสวรรค์มาให้เขาฝึกในดินแดนเบื้องล่างที่มีพลังวิญญาณขุ่นมัวแบบนี้... มันไม่เกิดประโยชน์อะไรหรอก มีแต่จะทำให้เขาได้รับอันตรายเสียเปล่าๆ แถมการที่เขารวบรวมแก่นแท้แห่งมรรควิถีทั้งสามสิบหกแขนงไว้ในคนเดียวแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ พวกเราก็ไม่รู้วิธีที่จะช่วยเขาเหมือนกัน"

"นั่นก็จริง... แต่ทุกครั้งที่เขาสำเร็จสุดยอดวิชาในแต่ละแขนง เขาก็จะได้รับพรจากสวรรค์มาช่วยขัดเกลาร่างกาย นี่ขนาดเขาสำเร็จไปถึงสามสิบหกวิชา ร่างกายของเขาก็ถูกขัดเกลาจนเกือบจะกลายเป็นกายาเซียนอยู่แล้ว! ผนวกกับความสามารถในการจดจำและเรียนรู้ที่ยอดเยี่ยม... ทันทีที่เขาเริ่มฝึกวิชา พลังของเขาจะต้องพุ่งพรวดพราดอย่างแน่นอน!"

เศษเสี้ยววิญญาณสื่อสารกันไปมาอย่างรวดเร็ว

คงไม่มีใครคาดคิดว่า... ชื่อและฉายาที่สลักอยู่บนป้ายหลุมศพเหล่านั้น จะเป็นของจริงทั้งหมด! สำนักเจิ้นเซียนแห่งนี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อ 'สะกดเซียน' อย่างชื่อของมัน แต่ความจริงแล้ว... มันคือสุสานของเหล่าเซียนต่างหาก!

สุสานแห่งนี้ เป็นที่หลับใหลของเหล่ายอดคนผู้บรรลุวิชาในแขนงต่างๆ จนถึงขั้นสูงสุด แต่กลับต้องมาจบชีวิตลงด้วยสาเหตุอันเป็นปริศนา!

ซูอิ่นที่ไม่เคยรับรู้ถึงบทสนทนาเหล่านี้เลยตลอดสิบปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยได้พูดคุยกับเศษเสี้ยววิญญาณเรื่องอื่นใด นอกเหนือไปจากการเรียนวิชา เขาจึงไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับแดนสวรรค์ หรือแม้แต่เรื่องราวของทวีปเฉียนหยวน

และเขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า... สิ่งที่เขาเรียนรู้มานั้น มันไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็นการบำเพ็ญเพียรรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นวิชาที่แม้แต่ยอดฝีมือบนแดนสวรรค์ก็ยังต้องอิจฉาตาร้อน

ชายหนุ่มผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ตอนนี้กำลังยืนอ้าปากค้าง จ้องมองท้องฟ้าเบื้องหน้าดินแดนต้องห้ามด้วยความตกตะลึง

ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว แต่เฉินอวี้และจ้าวรั่วซวีที่มารอรับ ก็มีสีหน้างุนงงไม่แพ้กัน

เมื่อกี้ท้องฟ้ายังแจ่มใสไร้เมฆอยู่เลย ทำไมจู่ๆ ถึงได้แปรปรวนไปซะล่ะ?

หมู่เมฆหลากสีสันลอยมาบรรจบกัน ทอแสงประกายเจิดจ้าระยิบระยับเมื่อกระทบกับแสงแดด ก่อนจะค่อยๆ ก่อตัวเป็นตัวอักษรขนาดมหึมา... คำว่า 'ปราชญ์'!

ภาพเหตุการณ์นั้นช่างดูยิ่งใหญ่ตระการตา... ราวกับสวรรค์กำลังเฉลิมฉลองการปรากฏตัวของยอดคนผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่ปาน!

[จบตอน]

จบบทที่ บทที่ 41 / ยาเม็ดระดับเมฆา!

คัดลอกลิงก์แล้ว