- หน้าแรก
- ข้าก็แค่สอนทำคลอดหมู ไหงพวกเจ้าบรรลุเซียนกันหมด
- บทที่ 39 / ซูอิ่นเริ่มหลอมยา (ครึ่งแรก)
บทที่ 39 / ซูอิ่นเริ่มหลอมยา (ครึ่งแรก)
บทที่ 39 / ซูอิ่นเริ่มหลอมยา (ครึ่งแรก)
บทที่ 39 / ซูอิ่นเริ่มหลอมยา (ครึ่งแรก)
ซูอิ่นแอบถอนหายใจในใจ กำลังจะอ้าปากบอกข้อผิดพลาดที่เหลือเพื่อหวังจะสอบผ่านให้ได้ แต่กลับเห็นนักปรุงยาหมิงอวี้หน้าดำหน้าแดงตวาดสวนขึ้นมา "พอแล้ว! หยุดพูดได้แล้ว!"
เขาเริ่มเรียนวิชาปรุงยาตั้งแต่อายุสิบเอ็ดขวบ คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มานานกว่าห้าสิบปี จนการปรุงยากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว เขาหลงคิดมาตลอดว่าตัวเองมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ และมีฝีมือการหลอมยาที่ยอดเยี่ยมหาตัวจับยาก แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า... ในสายตาของคนอื่น ทุกอย่างที่เขาทำมันจะเป็นแค่เรื่องผิดพลาดงี่เง่า!
เขาไม่อยากฟังต่อไปแล้ว ขืนฟังต่อ มีหวังความเชื่อมั่นที่สั่งสมมาทั้งชีวิตได้พังทลายลง จนไม่กล้าหลอมยาอีกเลยแน่ๆ!
"พูดไปก็ไร้ประโยชน์! ไม่มีใครรู้หรอกว่าที่เจ้าพูดมามันจริงหรือมั่ว แล้วก็ไม่มีใครตัดสินได้ด้วย นอกเสียจากว่า... เจ้าจะสามารถหลอมยาตามวิธีที่เจ้าพูดมาได้สำเร็จ!"
หมิงอวี้กัดฟันกรอด แสยะยิ้มเย็นชา
แม้คำพูดของเด็กหนุ่มจะมีเหตุมีผล แต่ในทางปฏิบัตินั้น ทฤษฎีกับความเป็นจริงมันต่างกันลิบลับ ถ้าไม่สามารถหลอมยาออกมาได้จริง แถมต้องมีระดับความบริสุทธิ์สูงกว่ายาที่เขาหลอมด้วยล่ะก็... ทุกอย่างที่พูดมาก็เป็นแค่การเพ้อเจ้อไร้สาระเท่านั้นแหละ
"ข้าน่ะรึ?" ซูอิ่นยิ้มเจื่อนๆ ส่ายหน้าปฏิเสธ "ข้าไม่เคยหลอมยามาก่อนเลยนะ..."
"ไม่เคยหลอมยา? แล้วยังมีหน้ามาพูดจาพล่อยๆ อีกงั้นรึ? ในเมื่อพิสูจน์ไม่ได้ ทฤษฎีมั่วซั่วของเจ้ามันก็เป็นแค่วิมานในอากาศ เป็นของปลอมทั้งนั้น!" หมิงอวี้หัวเราะเยาะ มองเด็กหนุ่มราวกับกำลังดูตัวตลก
เฉินเสี่ยวเยว่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
นั่นสินะ
ทฤษฎีที่เอาไปปฏิบัติจริงไม่ได้ อยากจะปั้นน้ำเป็นตัวมาพูดยังไงก็ได้ทั้งนั้นแหละ สุดท้ายมันก็เป็นแค่คำพูดไร้สาระ!
นึกว่าเป็นยอดฝีมือเร้นกาย ที่แท้ก็เป็นแค่พวกดีแต่ปาก... เกือบจะโดนหลอกซะแล้ว!
"สิ่งที่ข้าพูดมาล้วนอ้างอิงจากหลักสรรพคุณยาทั้งนั้น มันจะเป็นของปลอมไปได้ยังไง!" ซูอิ่นขมวดคิ้ว
หมิงอวี้แค่นเสียงหัวเราะ "การที่ท่านอาจารย์มอบป้ายหยกให้เจ้า ข้าก็หวังว่าเจ้าจะเป็นอัจฉริยะตัวจริง ไม่ใช่พวกดีแต่ปาก! ถ้าเจ้าเอาแต่พล่ามเรื่องไร้สาระแบบนี้ ก็เอาป้ายหยกไปคืนท่านอาจารย์ซะเถอะ อย่าทำให้ท่านต้องมาเสียชื่อเสียงตอนแก่ เพราะโดนเด็กอมมือหลอกตาเอาเลย!"
เป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนที่ไม่เคยแม้แต่จะจับเตาหลอมยา แต่กลับกล้ามาวิจารณ์ข้าสาดเสียเทเสีย... ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย!
ในเมื่อเป็นแบบนี้ ข้าก็จะให้เจ้าได้แสดงความโง่เขลาออกมา จะได้รู้ซึ้งว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เลิกเอาป้ายหยกของท่านอาจารย์ไปเที่ยวหลอกลวงชาวบ้าน ทำให้ชื่อเสียงของท่านต้องมัวหมองเสียที
"จะให้ลองดูมันก็พอได้อยู่หรอก แต่ว่า..."
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมเลิกราง่ายๆ ถ้าเขาไม่ยอมหลอมยาให้ดู ซูอิ่นจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "สามขั้นตอนแรกน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่ขั้นตอนสุดท้ายนี่สิ... ข้ายังคิดไม่ออกเลยว่าจะทำยังไง!"
ขั้นตอนจัดเตรียมสมุนไพร สกัดตัวยา หรือแม้แต่ก่อไฟ เขาสามารถใช้วิชาที่เคยเรียนมาดัดแปลงเอาได้ แต่ปัญหาคือขั้นตอนการควบแน่นเม็ดยานี่สิ เขาไม่มีพลังฝึกตน ย่อมไม่สามารถควบคุมปราณมารวมตัวกันเป็นเม็ดยาได้... ถ้าจะหลอมจริงๆ ก็คงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนล่ะนะ!
"งั้นก็เริ่มเลยสิ!" หมิงอวี้โบกมือไล่
เมื่อรู้ตัวว่าคงปฏิเสธไม่ได้แล้ว ซูอิ่นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินตรงไปที่ชั้นวางสมุนไพร แล้วหยิบสมุนไพรชนิดเดียวกับที่หมิงอวี้เพิ่งใช้ไปเมื่อครู่ออกมา
ด้วยทักษะการจดจำอันเป็นเลิศที่ได้มาจากการเรียนรู้ทั้ง 36 แขนงวิชา ทุกขั้นตอนที่อีกฝ่ายทำเมื่อครู่จึงประทับอยู่ในความทรงจำของเขาอย่างชัดเจนราวกับเปิดวิดีโอซ้ำ
เขาคัดแยกสมุนไพรที่มีสรรพคุณหักล้างและขัดแย้งกันออกไป จากเดิมที่เคยมีสมุนไพรกว่าสามสิบชนิด ตอนนี้เหลือเพียงยี่สิบชนิดเท่านั้น
จากนั้นเขาก็เริ่มลงมือหั่นสมุนไพร บ้างก็เด็ดใบออก บ้างก็ตัดรากทิ้ง จนสมุนไพรส่วนใหญ่เหลือแค่เศษซากไม่สมประกอบ
"คิดจะใช้เศษหญ้าพวกนี้หลอมยาจู้ฉีเนี่ยนะ?" หมิงอวี้หัวเราะเยาะ
สมุนไพรที่เหลืออยู่ มีปริมาณไม่ถึงหนึ่งในห้าของที่เขาใช้ด้วยซ้ำ จะเอาไปหลอมยาได้ยังไง? ล้อเล่นกันชัดๆ!
ขณะที่เขากำลังรอคอยที่จะได้เห็นเด็กหนุ่มขายหน้า เด็กหนุ่มที่เพิ่งจัดเตรียมสมุนไพรเสร็จก็หยุดมือ แล้วหันมาถามด้วยน้ำเสียงกระดากอาย "เอ่อ... ที่นี่พอจะมีฟืนบ้างไหมครับ?"
"ฟืน?"
"ใช่ครับ ข้าจะเอามาใช้ก่อไฟน่ะ!"
"นี่เจ้า... จะใช้ฟืนก่อไฟหลอมยาเนี่ยนะ?"
หมิงอวี้กับเฉินเสี่ยวเยว่แทบจะล้มทั้งยืน
ความร้อนจากฟืนน่ะ อย่างมากก็แค่ไม่กี่ร้อยองศา จะเอามาใช้หลอมยาเนี่ยนะ? บ้าไปแล้ว!
ตอนแรกก็ยังอุตส่าห์เห็นด้วยกับทฤษฎีบางอย่างของเขาอยู่นะ แต่ตอนนี้... เริ่มมั่นใจแล้วว่าเจ้านี่มันเพ้อเจ้อชัดๆ!
"ยาส่วนใหญ่ก็ทำมาจากสมุนไพรพื้นบ้านทั้งนั้น จุดหลอมเหลวมันไม่ได้สูงอะไรมากมายหรอก การใช้ฟืนก่อไฟ ก็ใช่ว่าจะให้ผลลัพธ์ที่แย่กว่าถ่านหินเสมอไปหรอกนะ!" ซูอิ่นอธิบาย
แม้ปากจะพูดแบบนั้น แต่เหตุผลที่แท้จริงก็คือ... เขาไม่มีพลังฝึกตนต่างหากล่ะ! เขาจึงไม่สามารถควบคุมความร้อนจากถ่านหินได้ แต่ถ้าเป็นฟืนล่ะก็... ด้วยทักษะพ่อครัวที่ฝึกฝนมาหลายปี การจะควบคุมความร้อนจากฟืนให้ได้ดั่งใจนึก ก็ถือเป็นเรื่องกล้วยๆ สำหรับเขาเลย
"ฟืนน่ะไม่มีหรอก แต่ถ้าเจ้าอยากได้ โต๊ะตัวนั้นมันไม่ได้ใช้แล้ว จะเอาไปฟันทำฟืนก็ได้นะ!" หมิงอวี้ชี้มือไปที่โต๊ะไม้ตัวหนึ่งอย่างไม่แยแส
ในเมื่อเจ้านี่อยากจะขายหน้านัก ข้าก็จะสนองให้! แล้วข้าจะเอาเรื่องนี้ไปรายงานท่านอาจารย์ให้รู้ซะว่า... คนที่ท่านตาบอดเลือกมาน่ะ มันงี่เง่าแค่ไหน...
"ตกลงครับ!"
ซูอิ่นหันไปมองโต๊ะตัวนั้น เมื่อเห็นว่ามันทำมาจากไม้เนื้อแข็ง เขาก็พยักหน้าอย่างพอใจ เดินเข้าไปใกล้ แล้วพลิกข้อมือเบาๆ มีดตัดฟืนเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือ
"..."
เฉินเสี่ยวเยว่ยกมือขึ้นกุมขมับ ไม่อยากจะทนดูสภาพอันน่าเวทนาของเขาอีกต่อไป
ดูจากเสื้อผ้าหน้าผมแล้ว ก็นึกว่าเป็นคุณชายจากตระกูลผู้ดี ที่ไหนได้... ดันพกมีดตัดฟืนติดตัว แถมยังเคยเป็นพ่อครัวอีก... ตกลงว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหนกันแน่เนี่ย?
ยิ่งดูก็ยิ่งไม่เหมือนยอดฝีมือ แต่เหมือนพวกคนรับใช้ซะมากกว่า!
หมิงอวี้ก็มีสีหน้าเอือมระอาไม่แพ้กัน
พกทั้งมีดตัดฟืน แถมยังจะใช้ฟืนหลอมยาอีก... ถ้าคนพรรค์นี้สามารถหลอมยาสำเร็จได้ล่ะก็ เขาจะยอมตัดหัวตัวเองให้ลาเตะเลยเอ้า!
แต่ในขณะที่พวกเขากำลังดูแคลนเด็กหนุ่มอยู่นั้น ซูอิ่นก็เริ่มขยับตัว เขาตวัดมีดตัดฟืนในมืออย่างรวดเร็ว ประกายแสงสีขาวสว่างวาบขึ้น
วิง!
เสียงมีดแหวกอากาศดังกังวานไปทั่วห้อง โต๊ะไม้ที่เคยแข็งแรงทนทาน บัดนี้กลับถูกหั่นออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกองอยู่บนพื้น และที่น่าทึ่งก็คือ... เศษไม้ทุกชิ้นล้วนมีขนาดความกว้างและความหนาเท่ากันเป๊ะราวกับถูกวัดด้วยไม้บรรทัด!
"นี่มัน... วิชากระบี่ระดับไหนกัน?"
รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าของหมิงอวี้แข็งค้าง รูม่านตาของเขาหดเกร็งจนเล็กเท่ารูเข็ม
คำด่าทอที่เตรียมไว้ในใจ ถูกกลืนหายลงคอไปจนหมดสิ้น
สามารถฟันโต๊ะไม้ให้แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่มีขนาดเท่ากันเป๊ะๆ ได้ในพริบตา โดยไม่ได้ใช้ปราณแท้จริงเลยแม้แต่น้อย... นี่มันวิชากระบี่ระดับไหนกัน? ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับเสินกงของสำนักเจิ้นเซียน ก็คงทำไม่ได้ขนาดนี้แน่!
"หรือว่า... เขาไม่ได้ดีแต่ปาก แต่เป็นยอดฝีมือตัวจริง?"
ความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัวของหมิงอวี้ ทำให้เขาถึงกับตัวสั่นเทิ้ม
ตอนแรกที่เห็นว่าเด็กหนุ่มไม่มีพลังฝึกตน เขาก็คิดว่าอีกฝ่ายคงเอาแต่พูดจาเพ้อเจ้อ แต่ตอนนี้ เมื่อได้เห็นวิชากระบี่อันล้ำเลิศกับตาตัวเอง... ใครจะกล้าคิดว่าเขาพูดจาเลื่อนเปื้อนอีกล่ะ?
เฉินเสี่ยวเยว่เองก็ตกตะลึงจนเหงื่อเย็นแตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง
โชคดีนะที่ตอนแรกเธอไม่ได้พูดจาดูถูกเขามากนัก ไม่อย่างนั้น... ขืนเขาฟันมีดใส่เธอสักฉับ เธอจะเอาชีวิตรอดได้ยังไง?
ซูอิ่นที่เพิ่งจะฟันโต๊ะเสร็จ หารู้ไม่ว่าการกระทำของตนจะสร้างความตกตะลึงให้คนทั้งสองขนาดไหน เขายืนลูบคางพลางชื่นชมผลงานของตัวเอง
"โต๊ะนี่มันฟันง่ายกว่าต้นไม้ข้างนอกตั้งเยอะเลยแฮะ... ออกแรงแค่ส่วนเดียว ก็ฟันได้เนียนกริบขนาดนี้... ใช้ได้เลยแฮะ!"
เขารวบรวมเศษไม้ทั้งหมดไปกองไว้หน้าเตาหลอมยา จัดเตรียมสมุนไพรไว้ให้พร้อม แล้วก็ต้องมานั่งกลุ้มใจอีกครั้ง
"แล้วขั้นตอนการรวมเม็ดยามันต้องทำยังไงล่ะเนี่ย? ถ้าคิดวิธีไม่ออก... เดี๋ยวก็หลอมยาไม่สำเร็จอยู่ดี!"
การไม่มีพลังฝึกตน หมายความว่าเขาไม่สามารถควบคุมพลังปราณให้รวมตัวกันเป็นเม็ดยาได้ ซึ่งนี่คือปัญหาโลกแตกที่เขาแก้ไม่ตก
"ถ้า... เราทำยาให้เป็นก้อนกลมๆ ไว้ก่อน แล้วพอถึงขั้นตอนสุดท้าย ก็แค่ดึงดูดพลังวิญญาณให้เข้าไปอัดแน่นอยู่ข้างในก้อนยานั้น... แบบนี้มันจะใช้ได้ไหมนะ?"
ความคิดหนึ่งจุดประกายขึ้นในหัว หลังจากไตร่ตรองดูครู่หนึ่ง ซูอิ่นก็พลิกข้อมือ ล้วงเอาถุงแป้งสาลีออกมาวางไว้บนฝ่ามือ
[จบตอน]