- หน้าแรก
- ข้าก็แค่สอนทำคลอดหมู ไหงพวกเจ้าบรรลุเซียนกันหมด
- บทที่ 17 / ช่วยชีวิตจอมมาร
บทที่ 17 / ช่วยชีวิตจอมมาร
บทที่ 17 / ช่วยชีวิตจอมมาร
บทที่ 17 / ช่วยชีวิตจอมมาร
ในชั่วพริบตานั้น ยอดฝีมือแห่งสำนักเฟิงเหลยทุกคนต่างรู้สึกเหมือนเกียรติยศของสำนักถูกจับกดลงไปถูไถกับพื้นอย่างเหยียดหยาม!
"ไอ้ประโยคที่ว่า 'ใกล้ตาย' นั่นน่ะ มันตั้งใจจะสื่อว่าสถานการณ์ของสำนักเจิ้นเซียนตอนนี้กำลังย่ำแย่ ซึ่งก็ถือเป็นการยอมรับกลายๆ ส่วนประโยคที่บอกว่า 'ระวังจะไม่ได้กินอีก' นั่นก็ไม่ต้องเดาให้ยากเลย มันกำลังข่มขู่พวกเราอยู่ชัดๆ! สื่อความหมายว่าคนไม่มีอะไรจะเสีย ย่อมไม่กลัวพวกมีเงินมีอำนาจ และพร้อมจะแลกชีวิตกับพวกเราได้ทุกเมื่อ..."
เมื่อความโกรธเกรี้ยวเริ่มทุเลาลง ฉินเวิ่นเทียนก็กำหมัดแน่น พลางเอ่ยขึ้น "ดูเหมือนเหยาจ้านจะถูกจับได้เสียแล้วล่ะ!"
"ใช่เลย! เจ้านั่นต้องตั้งใจร้องเพลงให้เหยาจ้านได้ยินแน่ๆ เพื่อเป็นการเตือนและข่มขวัญไปในตัว"
ภายในห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบสงัด
สำนักเฟิงเหลยและสำนักเจิ้นเซียนปะทะคารมและประลองกำลังกันมาหลายปี ฝ่ายนั้นย่อมรู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งของพวกเขาดี แต่ทว่า... ศิษย์อาเล็กคนนี้กลับกล้าโอหังถึงเพียงนี้ เมื่อลองไตร่ตรองดูแล้ว ก็มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น... คืออีกฝ่ายมีพลังฝึกตนที่แข็งแกร่งมาก มากพอที่จะรับมือกับยอดฝีมือทุกคนในที่นี้ได้อย่างสบายๆ!
"มังกรวารีปีกเงินผูกพันกับข้าราวกับพี่น้องแท้ๆ ความแค้นครั้งนี้ ข้าจะปล่อยผ่านไปไม่ได้เด็ดขาด!" ผู้อาวุโสชุดเขียวกัดฟันกรอด
"อย่าเพิ่งวู่วามไป ให้เหยาจ้านคอยจับตาดูไปก่อน ต้องสืบให้รู้แน่ชัดถึงระดับพลังที่แท้จริงของศิษย์อาเล็กคนนี้เสียก่อน แล้วค่อยตัดสินใจอีกที!" ฉินเวิ่นเทียนกล่าวเตือนสติ
"ในเมื่อเขาถูกจับได้แล้ว จะไปสืบอะไรได้อีกล่ะ? ข้าจะไปจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง!" ผู้อาวุโสชุดเขียวลุกพรวดขึ้น แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
ฉินเวิ่นเทียนขมวดคิ้ว
ผู้อาวุโสท่านนี้มีนามว่าโม่เฟิง แม้พลังฝึกตนจะด้อยกว่าเขา แต่ก็บรรลุถึงระดับเสินกงขั้นปลายแล้ว ถือเป็นกำลังหลักที่แท้จริงของสำนักเฟิงเหลย หากเขาพลาดท่าเสียทีไป ย่อมส่งผลกระทบต่อความแข็งแกร่งโดยรวมของสำนักอย่างมหาศาล
"ท่านประมุขโปรดวางใจเถอะ หากศิษย์อาเล็กคนนั้นมีพลังเหนือกว่าระดับปรมาจารย์จริงๆ ข้าก็จะไม่บุ่มบ่ามลงมือเด็ดขาด แต่ทว่า... หากมันอ่อนแอกว่าข้าล่ะก็ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะล้างแค้นให้มังกรวารีให้จงได้!"
ผู้อาวุโสโม่เฟิงแค่นเสียงเย็น
เมื่อเห็นท่าทีที่แข็งกร้าวของเขา ฉินเวิ่นเทียนก็รู้ดีว่าคงเปล่าประโยชน์ที่จะทัดทาน เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "เท่าที่ข้ารู้มา อู๋หยวนแห่งสำนักเจิ้นเซียน มี 'เสื้อไหมหิ่งห้อย' อยู่ชุดหนึ่ง หากสวมใส่แล้ว จะสามารถปกปิดระดับพลังได้มิดชิด แม้แต่ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดก็ยังยากที่จะตรวจสอบได้ เอาอย่างนี้แล้วกัน..."
เขาพลิกข้อมือ ลูกกลมๆ ลักษณะคล้ายอัญมณีก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ
"นี่คือมุกวิญญาณอสูรมายา เพียงแค่ถ่ายทอดปราณแท้จริงเข้าไป มันก็จะสร้างภาพลวงตาโจมตีศัตรูได้ หากอีกฝ่ายจงใจปิดบังระดับพลัง แล้วท่านไม่แน่ใจ ก็แอบปล่อยพลังจากมุกวิญญาณนี้ออกไปซะ หากอีกฝ่ายตั้งสติหลุดพ้นจากภาพลวงตาได้ภายในสิบลมหายใจ แสดงว่ามีพลังระดับปรมาจารย์ขั้นต้น หากใช้เวลาแปดลมหายใจ ก็คือขั้นกลาง หากหกลมหายใจ ก็คือขั้นปลาย... ลดหลั่นกันไปตามนี้"
"ขอบพระคุณท่านประมุข!" ผู้อาวุโสโม่เฟิงประสานมือคารวะ
มุกวิญญาณอสูรที่สามารถตรวจสอบระดับพลังของยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ได้ ถือเป็นหนึ่งในของล้ำค่าที่สุดของสำนักเฟิงเหลย การที่ประมุขยอมหยิบยื่นให้ ย่อมแสดงถึงความไว้วางใจอย่างหาที่สุดไม่ได้
เมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย ผู้อาวุโสโม่เฟิงก็ไม่รอช้า ขี่กระบี่เหินเวหาพุ่งตรงไปยังสำนักเจิ้นเซียนทันที
...
ข้างกองไฟ ซูอิ่นมีสีหน้าอิ่มเอมใจ
"อร่อยเหาะไปเลย!"
สมกับที่เป็นโลกแห่งการฝึกตนจริงๆ ปลาไหลบ้าอะไรก็ไม่รู้ เนื้อถึงได้อร่อยล้ำขนาดนี้ ถึงว่าล่ะ ทำไมตอนกินเขาถึงได้อารมณ์ดีจนเผลอร้องเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง 'ถังปั๋วหู่ เตี่ยนชิวเชียง' ออกมาได้
แม้ลึกๆ ในใจจะแอบสงสัยว่าหน้าตามันไม่ค่อยเหมือนปลาเท่าไหร่ แต่เขาไม่เคยย่างกรายออกจากดินแดนต้องห้ามเลยสักครั้ง แถมยังไม่เคยเห็นสัตว์แปลกๆ ในโลกนี้ด้วย ก็เลยคิดไปเองว่ามันอาจจะเป็นสัตว์กลายพันธุ์ ไม่ได้แปลกประหลาดอะไร
"เหล่าม่าน เจ้าปลาไหลตัวนี้ เจ้าไปจับมาจากไหนเนี่ย? วันหลังจับมาอีกสักสองสามตัวนะ เอามาต้มซุป อบเกลือ นึ่งซีอิ๊ว ไม่ก็ผัดกระเทียม... ทำได้ตั้งหลายเมนูเลยล่ะ!"
ซูอิ่นหันไปสั่งความ
"..." เต่าเฒ่าถึงกับมุมปากกระตุก
ไอ้ตัวนี้ ผีดิบนั่นเป็นคนเอามาให้ต่างหากล่ะ แล้วตอนนี้มันก็โดนลาต้าเฮยอัดจนม่องเท่งไปแล้ว จะให้ไปหามาจากไหนอีกล่ะเนี่ย?
"ที่เหลือพวกเจ้าก็จัดการกันเองแล้วกัน ข้าไปนอนล่ะ!"
เมื่อเห็นพวกมันเงียบ ซูอิ่นก็รู้ว่าพวกมันคงตอบอะไรเขาไม่ได้อยู่แล้ว เขาจึงโยนเนื้อย่างไม้ที่เหลือให้พวกมัน ก่อนจะบิดขี้เกียจแล้วเดินกลับเข้าห้องไป
ยังไงเขาก็ต้องพยายามหาวิธีฝึกวิชาให้ได้ ไม่ว่าโลกนี้จะโหดร้ายแค่ไหน พลังความแข็งแกร่งก็คือสัจธรรมเสมอ สถานการณ์ของสำนักเจิ้นเซียนง่อนแง่นเต็มที สักวันคงโดนถล่มจนราบเป็นหน้ากลอง การมีพลังฝึกตนติดตัวไว้ อย่างน้อยก็พอจะเอาตัวรอดในยามคับขันได้บ้าง
เขากลับมานั่งศึกษาตำราเคล็ดวิชาที่เฉินอวี้เอามาให้อีกสองชั่วยาม แต่ก็ยังคงมืดแปดด้าน ไม่สามารถฝึกวิชาไหนได้เลย จนสุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ ปิดตำราลงด้วยความท้อใจ
สงสัยคงต้องรอพรุ่งนี้เช้า ไปหาคนมาช่วยชี้แนะแล้วล่ะ
...
ในขณะที่ซูอิ่นกำลังกลุ้มใจเรื่องวิชา สัตว์เลี้ยงทั้งสามตัวที่อยู่ข้างกองไฟก็กำลังร้อนรนไม่แพ้กัน
เจ้านายอยากกินไอ้ปลาไหลมีปีกนี่อีก... แล้วจะไปหามาจากไหนล่ะทีนี้ คนที่เอามันมาให้ก็โดนอัดซี้แหงแก๋ไปแล้ว!
"หรือว่าเราจะลองขุดมันขึ้นมาดูเผื่อจะ... กู้ชีพมันได้?"
หลังจากเงียบไปพักใหญ่ นกแก้วก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าลำบากใจ
ลาชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะถามด้วยความไม่แน่ใจ "โดนเผาจนเกรียมขนาดนั้น... จะรอดเรอะ?"
มันเป็นคนจุดไฟเผาเองกับมือ จนร่างเจ้านั่นดำเป็นตอตะโกไปแล้ว จะฟื้นได้ไง?
นกแก้วแย้ง "ก็คราวก่อนเจ้าก็อัดมันซะน่วมเหมือนกัน มันยังรอดมาได้เลยนี่!"
"ก็จริงแฮะ พวกเราถึงจะเบิกสติปัญญาจนพอมีพลังอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่เคยฝึกฝนวิชาอะไร ไม่เหมือนพวกผู้ฝึกตนตัวจริงหรอก บาดแผลคราวก่อนอาจจะดูน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้กระทบถึงอวัยวะสำคัญหรอกมั้ง"
ลาครุ่นคิดแล้วก็เห็นด้วย
ก่อนหน้านี้มันยังแปลกใจอยู่เลยว่าทำไมเจ้านั่นถึงรอดมาได้ในเวลาแค่วันเดียว ตอนนี้พอจะเข้าใจแล้วว่า คงเป็นเพราะพลังของพวกมันยังอ่อนด้อยเกินไปนั่นเอง
มันคงเป็นแค่แผลภายนอก พักฟื้นนิดหน่อยก็หายแล้ว
พวกมันกลับไปที่แปลงดอกไม้ ขุดเอาซากของจอมมารที่เหม็นคลุ้งไปด้วยกลิ่นขี้ขึ้นมา
"ดูเหมือนจะดีขึ้นจริงๆ ด้วยแฮะ..."
เมื่อสังเกตดูดีๆ สัตว์เลี้ยงทั้งสามก็ต้องเบิกตากว้าง
ร่างที่ดำเป็นถ่านนั้น บริเวณที่ไม่ได้โดนเผาจนเกรียมสนิท เริ่มกลับมามีความยืดหยุ่นอีกครั้ง แถมยังได้ยินเสียงหัวใจเต้นและเสียงเลือดไหลเวียนจางๆ ด้วย
มันยังไม่ตาย!
โดนเผาซะขนาดนั้นยังรอดมาได้ สมกับเป็นผู้ฝึกตนจริงๆ น่ากลัวชะมัด!
"ต้องหาวิธีปลุกมันให้ตื่น จะได้ถามว่าไปจับปลาไหลมาจากไหน!" นกแก้วถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะเสริมว่า "พอได้เรื่องปุ๊บ ค่อยบังคับให้มันไปหามาให้อีก"
"อืม! แต่ว่า..."
เต่าเฒ่าพยักหน้าเห็นด้วย แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ "พวกเราไม่มีใครรู้วิชารักษาเลยนะ แล้วจะปลุกมันได้ยังไง?"
"นั่นสิ..."
นกแก้วก็จนปัญญาเหมือนกัน
พวกมันเป็นแค่สัตว์ ไม่ใช่วิเศษวิโสมาจากไหน ยิ่งเรื่องการแพทย์ยิ่งไม่กระดิกหรอก การจะปลุกเจ้านี่ให้ฟื้นขึ้นมา คงไม่ใช่เรื่องหมูๆ
"อันที่จริง... พวกเราแค่ต้องการปลุกมันให้ตื่นมาตอบคำถามเฉยๆ ไม่ได้จะรักษาให้หายขาดสักหน่อยนี่!"
ลาชะโงกหัวใหญ่โตเข้ามาใกล้ พลางเอ่ยเตือนด้วยความหวาดระแวง "แถมขืนไปรักษามันจนหายดี เกิดมันลุกขึ้นมาจับพวกเรากินจะทำยังไง?"
"เอ่อ..." นกแก้วกับเต่าเฒ่าพยักหน้าเห็นด้วยทันที
เจ้านี่ตอนเจอกันครั้งแรก ก็ประกาศกร้าวว่าจะจับพวกมันกินนี่นา
ถ้าปล่อยให้มันฟื้นพลังกลับมาได้เต็มที่ พวกมันจะเอาอะไรไปสู้?
"ไม่รักษาก็ได้ แต่จะทำยังไงให้มันตื่นล่ะ?" นกแก้วถาม
ลาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเล่าว่า "ตอนที่ข้ายังเป็นลากโม่น่ะ มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าเหนื่อยจนสลบคาโม่เลย แต่เจ้าของก็เอาแส้มาเฆี่ยนจนข้าสะดุ้งตื่นขึ้นมาทำงานต่อ... ข้าว่าเจ้านี่ก็อาการคล้ายๆ กันนะ พวกเจ้าคิดว่า... ถ้าเราเอาแส้มาหวดมันแรงๆ มันจะฟื้นไหม?"
"เอ่อ..."
นกแก้วไม่ค่อยแน่ใจนัก จึงหันไปขอความเห็นจากเต่าเฒ่า ผู้ซึ่งเป็นสัตว์ที่อายุยืนยาวที่สุดและมีประสบการณ์มากที่สุดในกลุ่ม
"ข้าอาบน้ำร้อนมาก่อนเจ้าหลายปี ขอบอกเลยว่า..."
เต่าเฒ่าหลับตาพริ้ม นิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะเปล่งเสียงทุ้มต่ำทรงพลังออกมา "ความคิดนี้... มันช่างบรรเจิดสุดๆ ไปเลย!"
[จบตอน]