เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 / ข้าคือจอมมารตัวจริงเสียงจริงนะเฟ้ย

บทที่ 8 / ข้าคือจอมมารตัวจริงเสียงจริงนะเฟ้ย

บทที่ 8 / ข้าคือจอมมารตัวจริงเสียงจริงนะเฟ้ย


บทที่ 8 / ข้าคือจอมมารตัวจริงเสียงจริงนะเฟ้ย

"ช่างเถอะ คิดให้ปวดหัวทำไม ไปหาเจ้านายกันก่อนเถอะ เหนื่อยจะแย่แล้ว!" เต่าเฒ่าเอ่ยขึ้น

"ก็จริงของเจ้า!"

ลาและนกแก้วพยักหน้าเห็นด้วย ทั้งสามพากันเดินตามทางเดินในลานบ้านไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นซูอิ่นนั่งนิ่งเงียบอยู่ในศาลาพักร้อน กำลังง่วนอยู่กับการจัดตกแต่งเรือนพักอย่างตั้งอกตั้งใจ

"ฮี้กัก ฮี้กัก!" ลาส่งเสียงร้องทักทาย

มันจำขึ้นใจว่าห้ามพูดจาภาษาคนต่อหน้าเจ้านายเด็ดขาด

"พวกเจ้ามากันแล้วรึ..."

ซูอิ่นที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอก ยังคงเอาแต่นั่งคิดออกแบบว่าจะทำอย่างไรให้เรือนอิ่นเซียนดูอบอุ่นน่าอยู่ยิ่งขึ้น ในที่สุดก็จัดแจงทุกอย่างจนเข้าที่เข้าทาง

"ต้าเฮย ในเมื่อเจ้ามาแล้ว ก็ไปไถนาตรงนั้นที! ส่วนเหล่าม่าน ลองไปดูที่สระหินตรงนู้นสิว่ามีปลาไหม จับมาสักสองสามตัว เย็นนี้เราจะต้มซุปปลากัน..."

ซูอิ่นสั่งการ

ลารีบพยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น มันสวมปลอกคอแล้วเดินไปไถนาอย่างเริงร่า

ส่วนเต่าเฒ่าก็ค่อยๆ คลานต้วมเตี้ยมไปที่สระน้ำ ทุกอย่างยังคงดำเนินไปอย่างสงบและเรียบง่ายเหมือนตอนที่อยู่ในดินแดนต้องห้ามไม่มีผิดเพี้ยน

ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ที่ดินหลายแปลงก็ถูกไถจนเสร็จสรรพ ซูอิ่นเดินเข้าไปเทปุ๋ยคอกที่เตรียมไว้ลงไป ก่อนจะหยิบถุงผ้าออกมาบรรจงหว่านเมล็ดพันธุ์ธัญพืชหลากหลายชนิดลงไปตามวิธีพิเศษ

เพียงไม่นาน ต้นกล้าสีเขียวอ่อนก็งอกเงยขึ้นมาเต็มแปลง

โดยปกติแล้ว กว่าธัญพืชจะเติบโตจนเก็บเกี่ยวได้ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามเดือน ทว่าเมล็ดพันธุ์เหล่านี้คือผลงานที่เขาใช้เวลาเพาะบ่มมาอย่างยาวนานตอนที่เรียนวิชาเกษตรกรรม เมื่อนำมาปลูกด้วยวิธีพิเศษ เพียงสามวันก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว

ดังนั้น ต่อให้ต้องเดินทางรอนแรม เขาก็ไม่ต้องพกเสบียงไปให้หนักกระเป๋า แค่มีเมล็ดพันธุ์พวกนี้ก็ไม่อดตายแล้ว

"แบบนี้สิถึงจะค่อยดูดีขึ้นมาหน่อย..."

หลังจากง่วนอยู่กับการปลูกผักกว่าหนึ่งชั่วยาม เมื่อเห็นลานดินที่เคยแห้งแล้งกลับกลายเป็นพื้นที่สีเขียวขจี พืชพรรณต่างๆ เติบโตอย่างงดงาม ซูอิ่นก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

สภาพแวดล้อมข้างนอกนี่มันดีกว่าในดินแดนต้องห้ามจริงๆ ด้วย พืชพรรณเหล่านี้ถึงได้เติบโตอย่างแข็งแรงและงอกงามขนาดนี้ เดาได้เลยว่าผลผลิตที่ออกมาจะต้องอร่อยเหาะแน่ๆ

ในเวลาเดียวกัน เต่าเฒ่าก็จับปลาหลีฮื้อตัวยาวกว่าหนึ่งฟุตกลับมาได้ ซูอิ่นจึงหยิบหม้อไหกะละมังออกมาเตรียมตัวทำซุปปลา

อุปกรณ์ทำครัวพวกนี้ แทบทั้งหมดล้วนเป็นผลงานที่เขาสร้างขึ้นมากับมือทั้งสิ้น

ตัวอย่างเช่น มีดหั่นปลา ก็เป็นผลงานที่เขาตีขึ้นมาทีละค้อนตอนที่เรียนวิชาตีเหล็ก ส่วนเตาแก๊ส ก็ดัดแปลงมาจากเตาหลอมยาที่เขาทำขึ้นตอนเรียนวิชาปรุงยา เอามาใช้ผัดกับข้าวหรือต้มซุปก็สะดวกดี เสียอย่างเดียวตรงที่จับกระทะไม่ค่อยถนัดมือเท่าไหร่นัก...

เขากรีดมีดลงบนตัวปลาเพียงเบาๆ เกล็ดปลาก็หลุดลอกออกจนหมด เหลือเพียงเนื้อปลาแร่บางๆ ที่หนาเท่ากันทุกชิ้น

แม้เขาจะใช้เวลาเรียนวิชาทำอาหารไม่นานนัก แต่มันกลับเป็นวิชาที่เขาได้ใช้งานบ่อยที่สุด เพราะในดินแดนต้องห้ามที่มืดมิดไร้แสงตะวัน ไร้เพื่อนฝูง ซ้ำยังฝึกวิชาไม่ได้... หากไม่หาของอร่อยๆ กระแทกปากเพื่อปลอบประโลมจิตใจล่ะก็ เขาคงเป็นบ้าตายไปนานแล้ว

ด้วยเหตุนี้ ฝีมือการใช้มีดและการทำอาหารของเขา จึงพัฒนาไปไกลเกินกว่าระดับตอนที่ทดสอบเสียอีก เรียกได้ว่าอยู่ในขั้นปรมาจารย์เลยทีเดียว

เต่า ลา และนกแก้ว ที่เห็นเขาลงมือทำอาหาร ต่างก็รู้ดีว่านี่คือช่วงเวลาทองแห่งการเรียนรู้ พวกมันจึงหมอบราบกับพื้น จ้องมองตาไม่กะพริบ

ในสายตาของพวกมัน ทันทีที่เด็กหนุ่มจับมีด เขาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน แก่นแท้ปราณศักดิ์สิทธิ์อันเข้มข้นแผ่ซ่านออกมาจากร่าง พลังแห่งมรรควิถีสายหนึ่งพุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า พลังวิญญาณอันบริสุทธิ์สาดส่องลงมาปกคลุมไปทั่วทั้งลานบ้าน

เมื่อได้รับแก่นแท้ปราณศักดิ์สิทธิ์และพลังวิญญาณเหล่านี้ พืชพรรณที่เพิ่งปลูกลงดินก็เริ่มสั่นไหว พวกมันเติบโตอย่างรวดเร็วจนเขียวขจียิ่งกว่าเดิม และเปล่งประกายแสงสีอ่อนละมุนออกมา

สัตว์เลี้ยงทั้งสามตัวเองก็ซึมซับพลังแห่งมรรควิถีที่แผ่ซ่านออกมาเช่นกัน จิตวิญญาณและร่างกายของพวกมันได้รับการยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็วจนเห็นได้ชัด

ไม่ใช่แค่พวกมันเท่านั้น แก่นแท้ปราณศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ยังแผ่ขยายออกไปนอกลานบ้าน แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ แต่ก็มากพอที่จะช่วยยกระดับความสามารถในการเรียนรู้ของผู้ฝึกตนทั่วทั้งสำนักเจิ้นเซียนได้ในชั่วพริบตา สิ่งที่เคยติดขัดไม่เข้าใจ บัดนี้กลับกระจ่างแจ้งทะลุปรุโปร่ง

ถึงขั้นมีผู้ฝึกตนหลายคนบรรลุสัจธรรมได้ในทันที!

...

แคว้นต้าเหยี่ยน ณ ป่าเขาลึกอันมืดมิด เงาร่างของเด็กชายคนหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้น

"แม้พลังจะยังห่างไกลจากจุดสูงสุดอยู่อีกมาก แต่ก็พอจะฟื้นฟูเรี่ยวแรงขึ้นมาได้บ้างแล้ว พอที่จะเอาตัวรอดได้..."

จอมมารจี๋เล่อ!

หลังจากหนีรอดออกมาจากทะเลปี้ลั่ว เจ้านี่ก็หลบหนีมายังเทือกเขาแห่งนี้ มันลงมือสังหารสัตว์อสูรไปนับร้อยตัว สูบเลือดพวกมันจนหมดตัว ถึงได้ฟื้นฟูพลังกลับมาได้ระดับหนึ่ง

แสงสีเลือดวาบผ่านดวงตา จอมมารค่อยๆ ลอยตัวขึ้นสู่อากาศ

การถูกผนึกมานานถึงแปดพันปี ทำให้รากฐานของมันได้รับความเสียหายอย่างหนัก อาการบาดเจ็บสาหัสเกินกว่าจะเยียวยา หากไม่มีของวิเศษระดับสุดยอดหรือชีพจรวิญญาณ ก็ไม่อาจฟื้นฟูพลังให้กลับมาสมบูรณ์ได้ และของล้ำค่าเหล่านั้น ก็มักจะตกอยู่ในมือของสำนักใหญ่ๆ ทั้งสิ้น

"พลังวิญญาณเข้มข้นปานนี้ ต้องเป็นที่ตั้งของสำนักระดับหนึ่งแน่ๆ... เอาที่นี่แหละ!"

กวาดสายตามองไปรอบๆ ไม่นานมันก็สะดุดตาเข้ากับสถานที่แห่งหนึ่ง

ที่นั่นมีค่ายกลขนาดใหญ่สะกดกดทับอยู่ พลังวิญญาณในรัศมีร้อยลี้ถูกดึงดูดมารวมกันจนก่อตัวเป็นชีพจรวิญญาณขนาดมหึมา มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นสำนักระดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย

เพียงแค่ลอบเข้าไปสูบกลืนพลังวิญญาณและชีพจรวิญญาณทั้งหมด แม้จะไม่ถึงขั้นฟื้นฟูพลังได้เต็มร้อย แต่ก็คงใกล้เคียง ถึงตอนนั้น มันก็จะกลายเป็นพญาปลาที่แหวกว่ายในมหาสมุทร พญานกที่โบยบินบนท้องฟ้าได้อย่างอิสระเสรี

ฟ้ากว้างแผ่นดินใหญ่ จะไปที่ไหนก็ได้ตามใจปรารถนา

"พวกที่เคยรุมล้อมข้า พวกที่เคยลงมือกับข้า ข้าจะตามไปคิดบัญชีเรียงตัว! จะทำให้พวกเจ้ารู้ซึ้งว่าจอมมารที่แท้จริงเป็นอย่างไร! จะทำให้พวกเจ้าได้ลิ้มรสความสิ้นหวังอย่างแท้จริง..."

จอมมารจี๋เล่อหรี่ตาลง แสยะยิ้มเย็นชา ก่อนจะพุ่งทะยานตรงไปยังสำนักเป้าหมายทันที

ไม่นานก็มาถึง

ป้ายชื่อสำนักหน้าประตูใหญ่เปล่งประกายเจิดจ้า แผ่แรงกดดันอันมหาศาลออกมาจนสัตว์อสูรทั่วไปไม่อาจเข้าใกล้ได้

สำนักเจิ้นเซียน หนึ่งในสิบสำนักใหญ่แห่งแคว้นต้าเหยี่ยน!

ขณะที่มันกำลังจะพุ่งทะลวงเข้าไปสูบกลืนชีพจรวิญญาณและของล้ำค่า จู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง จอมมารรีบเงยหน้าขึ้นมอง

ณ ป่าลึกที่อยู่ห่างจากสำนักออกไปพอสมควร กลับมีรังสีของแก่นแท้ปราณศักดิ์สิทธิ์แผ่ซ่านออกมา!

แคว้นต้าเหยี่ยนแม้จะเป็นหนึ่งในเก้าแคว้น แต่ก็ขึ้นชื่อเรื่องความแห้งแล้งที่สุด จะมียอดฝีมือระดับหย่งเหิงอยู่หรือไม่ยังไม่รู้เลย แล้วของล้ำค่าแบบนี้มาโผล่ที่นี่ได้ยังไง?

"หรือว่า... จะมีอาวุธเซียนหรือสมุนไพรเซียนจากแดนเซียน?"

ดวงตาของมันลุกวาว

หากได้ของพวกนี้มาครอบครอง แม้เพียงชิ้นเดียว ไม่เพียงแต่อาการบาดเจ็บจะหายเป็นปลิดทิ้ง แต่ดีไม่ดีอาจจะช่วยให้มันทะลวงระดับพลังขึ้นไปได้อีกขั้น ถึงตอนนั้น มันก็สามารถอาละวาดไปทั่วทิศได้อย่างไร้เทียมทาน ไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใดอีกต่อไป!

ด้วยความตื่นเต้น จอมมารจี๋เล่อรีบพุ่งตัวตรงไปยังเรือนพักหลังนั้นทันที และในไม่ช้า มันก็สัมผัสได้ถึงเจตจำนงแห่งกระบี่ที่แฝงอยู่ในตัวอักษร 'เรือนอิ่นเซียน' บนป้ายชื่อหน้าประตู!

"หากแตะต้องมันเข้า อาจจะถูกจับได้ง่ายๆ..."

หากเป็นเมื่อก่อน แค่เจตจำนงแห่งกระบี่แค่นี้ จอมมารผู้ยิ่งใหญ่ย่อมไม่สะทกสะท้าน แต่ตอนนี้พลังของมันเหลือไม่ถึงหนึ่งในร้อย จึงต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ

หากไม่ระวังอาจจะดึงดูดยอดฝีมือของสำนักมาได้ ถึงตอนนั้น การจะขโมยของวิเศษก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป

เจตจำนงแห่งกระบี่ อย่างมากก็ทำได้แค่ปิดกั้นพื้นที่บางส่วนเท่านั้น หากพยายามหาทางหนีทีไล่ ก็ย่อมต้องเจอช่องโหว่ให้ลอบเข้าไปได้อย่างแน่นอน

มันบินออกห่างจากจุดเดิมไปไม่ถึงสิบเมตร ก็ต้องชะงักงันอีกครั้ง

จากการสังเกตของมัน... ที่นี่ไม่มีอันตรายใดๆ เลย! หมายความว่า นอกจากตัวอักษรบนป้ายหน้าประตูที่พอจะขัดขวางมันได้แล้ว กำแพงรอบๆ เรือนพักกลับไม่มีค่ายกลป้องกันอะไรเลยสักนิด!

นี่มันกับดัก? หรือกลลวงเมืองเปล่ากันแน่?

"เข้าไปดูหน่อยดีกว่า..."

ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จอมมารก็พุ่งตัวข้ามกำแพงเข้าไปข้างใน และพบว่าไม่มีอันตรายใดๆ ซ่อนอยู่จริงๆ

"เยี่ยมไปเลย..."

มันร่อนลงสู่พื้นดิน กำลังจะเริ่มตามหาต้นตอของแก่นแท้ปราณศักดิ์สิทธิ์ ก็พลันได้ยินเสียง 'สวบสาบ' ดังแว่วมา เสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังเดินใกล้เข้ามา

จอมมารรีบสลายร่างกลายเป็นกลุ่มควันสีดำมุดลงไปใต้ดินทันที

วิชามาร 'ร้อยแปลง'!

เคล็ดวิชานี้ เมื่อฝึกฝนจนถึงขั้นสุดยอด จะสามารถแปลงกายได้สารพัดรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นก้อนหินหรือดินทราย ต่อให้เป็นปรมาจารย์ก็ยากจะดูออก ตอนที่มันหนีรอดจากทะเลปี้ลั่วมาได้ ก็อาศัยวิชานี้นี่แหละ

เพิ่งจะหายตัวไป เสียงปีกกระพือแหวกอากาศก็ดังขึ้น ตามมาด้วยนกแก้วตัวหนึ่งบินโฉบเข้ามา

"เมื่อกี้ข้าได้ยินเสียงแถวๆ นี้นี่นา มีใครลอบเข้ามาหรือเปล่า?"

"หรือว่าไอ้เด็กนั่นรู้ตัวว่าถูกหลอก เลยกลับมาเอาเรื่อง..." ลาตาเหลือก ปากคอสั่น "ข้ากลัว!"

หลังจากเจ้านายกินซุปปลาเสร็จก็กลับเข้าห้องไปพักผ่อน สัตว์เลี้ยงทั้งสามที่เพิ่งมาถึงที่อยู่ใหม่จึงตั้งใจจะเดินสำรวจรอบๆ พอได้ยินเสียงผิดปกติก็รีบตามมาดูทันที

"จากประสบการณ์อันยาวนานของข้า... ไม่น่าจะใช่นะ..." เต่าเฒ่าที่เพิ่งคลานตามมาส่ายหน้าปฏิเสธ

'ที่แท้ก็แค่สัตว์อสูรสามตัว!'

จอมมารจี๋เล่อยกยิ้มมุมปาก

นึกว่ามียอดฝีมือคอยคุ้มกันอยู่เสียอีก ที่แท้ก็แค่สัตว์อสูรชั้นต่ำสามตัว ถ้าอย่างนั้น ข้าจะกินพวกมันรองท้องก่อนก็แล้วกัน!

ฟุ่บ!

เงาดำวูบไหว ร่างของมันก็ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน

"หึหึ โทษทีนะที่พวกเจ้าโผล่มาผิดเวลา จงมาเป็นอาหารค่ำของข้าซะดีๆ!"

ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ย จอมมารก็อ้าปากกว้าง เตรียมจะเขมือบสัตว์ทั้งสามตัวลงท้อง แต่ทันใดนั้น มันก็เห็นลาที่ยืนอยู่ไม่ไกลกำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ตาเบิกโพลง สองขาหน้าตะกุยอากาศไปมาอย่างบ้าคลั่ง

"อย่าเข้ามานะ อย่าเข้ามา..."

ข้างนอกนี่น่ากลัวจังเลย ข้ากลัว...

ในสายตาของจอมมาร กีบเท้าลาที่ตะกุยไปมานั้น ขยายใหญ่ขึ้นราวกับภูเขาลูกยักษ์ พลังแห่งมรรควิถีอันไร้ขอบเขตพุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า มันพยายามจะหลบหลีก แต่กลับพบว่าร่างกายถูกกดทับด้วยพลังมหาศาลจนขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว

ตูม!

มันถูกเหยียบจมดิน เลือดสดๆ ทะลักออกจากปาก จมูก หู และตา ไหลทะลักเป็นทางยาว

"มีคนจะกินข้า ทำไงดี? ข้ายังไม่อยากตาย ข้าไม่อยากโดนย่างทำลาหัน ช่วยด้วย... ไม่สิ ข้าต้องช่วยตัวเอง! รับมือท่าไม้ตายของข้าไปซะ ท่าเตะตะแคง เตะพายุหมุน เตะสลาตัน เตะคำราม เตะลูกข่าง ลากลิ้งม้วนตัว..."

ด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ลากระโดดเตะกระโดดถีบใส่ร่างของจอมมารอย่างบ้าคลั่ง กีบเท้ากระหน่ำฟาดลงมาดั่งพายุฝน

จุดไหนที่โดนกีบเท้าเหยียบย่ำ จะเกิดรอยไหม้เหมือนถูกน้ำกรดสาด เป็นรูโบ๋น่าเกลียดน่ากลัวไปทั่ว

กายามารที่บาดเจ็บสาหัสอยู่แล้ว เมื่อต้องเผชิญกับกีบเท้าของลาตัวนี้ กลับกลายเป็นเปราะบางราวกับแผ่นกระดาษ

"ไอ้บ้าเอ๊ย..."

น้ำตาของจอมมารจี๋เล่อไหลพราก

ไอ้พวกลูกอีช่างตบ ไม่รู้จักธรรมเนียมยุทธจักร รังแกคนป่วย ลอบกัดตอนเผลอ ข้าประมาทไป ไม่ทันตั้งตัว... ขอเตือนไว้ก่อนนะเว้ย ทำตัวให้มันดีๆ หน่อย!

หลังจากก่นด่าเสร็จ มันก็รู้สึกรันทดใจ

ข้าคือจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริงเสียงจริงนะเฟ้ย ผู้ที่เคยอาละวาดไปทั่วหล้าอย่างไร้ผู้ต่อต้าน ที่ข้าแพ้ไม่ใช่เพราะข้าอ่อนแอ แต่เป็นเพราะไอ้ลาบ้าตัวนี้มันผิดปกติ...

ลาเซียนงั้นเรอะ?

หรือว่า... แก่นแท้ปราณศักดิ์สิทธิ์เมื่อครู่นี้ จะแผ่ซ่านออกมาจากตัวมัน?

[จบตอน]

จบบทที่ บทที่ 8 / ข้าคือจอมมารตัวจริงเสียงจริงนะเฟ้ย

คัดลอกลิงก์แล้ว