เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 / หลิ่วอีอี

บทที่ 6 / หลิ่วอีอี

บทที่ 6 / หลิ่วอีอี


บทที่ 6 / หลิ่วอีอี

นกแก้วที่บินออกจากเรือนอิ่นเซียน ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงดินแดนต้องห้าม

"ต้าเฮย เหล่าม่าน เจ้านายหาที่พักได้แล้ว เลยให้ข้ามาเรียกพวกเจ้าไป!"

เจ้าตัวแสบที่ในสายตาของซูอิ่นเอาแต่เลียนเสียงพูดคน ตอนนี้กลับมีตรรกะความคิดและการใช้ภาษาที่ชัดเจนราวกับมนุษย์ปกติไม่มีผิด

"คนข้างนอกเอะอะก็ชอบเอาแส้มาฟาดข้า แถมยังบังคับให้ข้าโม่แป้งอีก ข้ากลัว..."

เสียงสั่นเครือดังขึ้น ลาสีดำยืนสองขาหลัง สองขาหน้ายกขึ้นปิดปาก สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดวิตก

มันก็พูดได้เหมือนกัน!

"ไม่มีอะไรต้องกลัวหรอก ตอนนี้พวกเราก็เป็นสัตว์อสูรแล้วนี่นา!"

เต่าที่อยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า

แต่ละคำที่เปล่งออกมานั้นเชื่องช้าเหลือเกิน กว่าจะจบประโยคก็ปาเข้าไปสามนาที

"เจ้าเลิกพูดเถอะ ข้าฟังแล้วอึดอัดแทน!"

นกแก้วขัดจังหวะ "พวกเราสามตัวเมื่อก่อนก็แค่สัตว์ธรรมดา อาศัยว่าได้ฟังเจ้านายดีดพิณ ดูเจ้านายวาดภาพ ได้กินธัญพืชที่เจ้านายปลูก ถึงได้เบิกสติปัญญาขึ้นมา แม้พลังจะเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะเก่งกาจอะไร ข้างนอกนั่นต้องมียอดฝีมืออยู่ไม่น้อยแน่! ออกไปแล้วก็จงเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ข้างกายเจ้านายให้ดี อย่าพูดจาส่งเดช อย่าทำตัวเด่น หากไม่มีอันตรายถึงชีวิต ก็ให้แกล้งทำตัวเป็นสัตว์ธรรมดาต่อไป... แบบนี้น่าจะปลอดภัยหายห่วง"

"คงต้องเป็นเช่นนั้นแหละ..."

ลาพยักหน้ารัวๆ

ตอนเป็นลาธรรมดามันถูกตีจนขยาด กลายเป็นพวกขี้ขลาดตาขาว จะทำอะไรก็พะว้าพะวง หวาดระแวงไปหมด ทว่าต่อให้ข้างนอกจะอันตรายแค่ไหน การจะให้มันจากเจ้านายไป... มันก็ทำใจไม่ได้หรอก

"ไปกันเถอะ!" นกแก้วกล่าว

ลาและเต่าพยักหน้า

ในเมื่อเจ้านายไม่อยู่ที่นี่แล้ว พวกมันก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องอยู่ต่อ

"เหล่าม่าน เจ้ารีบเดินหน่อยไม่ได้หรือไง ขืนเดินแบบนี้ กว่าจะถึงที่พักใหม่ของเจ้านาย คงปาเข้าไปสามวันนู่น..."

เมื่อเห็นเต่าเฒ่าเดินต้วมเตี้ยมคืบคลานไปข้างหน้า ระยะทางแค่หนึ่งเมตรยังต้องใช้เวลาตั้งหลายนาที นกแก้วก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงร้องทัก

"เมื่อหลายวันก่อน ตอนเห็นเจ้านายผ่าฟืน ข้าบังเอิญบรรลุเคล็ดวิชาลี้ลับบางอย่าง หากนำมาใช้ล่ะก็ ความเร็วก็คงจะเพิ่มขึ้นมาได้อีกหน่อยล่ะนะ!"

เต่าเฒ่ายิ้มเจื่อนๆ ร่างกายสั่นสะท้าน ร่างอันใหญ่โตของมันพลันขยายใหญ่ขึ้นจนมีเส้นผ่านศูนย์กลางกว่าสิบเมตร "พวกเจ้าขึ้นมาสิ..."

ลาและนกแก้วกระโดดขึ้นไปยืนบนหลังของมันอย่างพร้อมเพรียง

เพิ่งจะยืนได้มั่นคง ก็สัมผัสได้ถึงแรงเหวี่ยงอันมหาศาลจนแทบจะหงายหลังตกกระเด็น

กว่าจะทรงตัวได้ นกแก้วและลาก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าพวกมันพ้นเขตดินแดนต้องห้ามมาไกลโขแล้ว ไม่รู้ว่าบินมาไกลแค่ไหน

"นี่คือ... เร็วขึ้นหน่อย อย่างนั้นหรือ?" นกแก้วและลาถึงกับพูดไม่ออก

นี่มันไม่ใช่แค่หน่อยแล้ว แต่มันเร็วขึ้นมหาศาลต่างหาก!

เพียงแค่สองลมหายใจ ก็พุ่งทะยานมาไกลหลายสิบลี้... ความเร็วระดับนี้ น่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับผู้ฝึกตนระดับล่างๆ ได้เลยนะเนี่ย!

"เพิ่งใช้ครั้งแรกน่ะ เลยยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่!"

เมื่อมองดูตำแหน่งใต้ฝ่าเท้า เต่าเฒ่าเองก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ

"ตกลงเจ้าบรรลุเคล็ดวิชาอะไรกันแน่?" นกแก้วอดถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้

"สายฟ้าฟาด!" เต่าเฒ่าตอบหน้าตาย

นกแก้วและลามองบนพร้อมกัน

สิ่งที่เรียกว่าความลี้ลับ ก็คือต้นกำเนิดแห่งมรรควิถี เต่าที่ทำอะไรเชื่องช้าไปเสียหมด กลับบรรลุเคล็ดวิชาสายฟ้าฟาด... แค่คิดก็รู้สึกว่ามันพิลึกพิลั่นจนเหลือเชื่อแล้ว

"ระวังตัวไว้ให้ดี อย่าเผลอแสดงพลังให้เจ้านายเห็นเชียวล่ะ..." ลากำชับด้วยความเป็นห่วง

"วางใจเถอะน่า!" เต่าเฒ่ารับคำ

ในสายตาของเจ้านาย พวกมันก็แค่สัตว์เลี้ยงแสนธรรมดา หากทำตัวแปลกประหลาดเกินไป เกิดโดนรังเกียจขึ้นมาจะทำยังไง?

มันไม่ได้โง่ขนาดนั้นหรอก

"ดีแล้วล่ะ งั้นก็ลดความเร็วลง แล้วกลับกันเถอะ!"

เต่าเฒ่าพยักหน้า ก่อนจะลดความเร็วลงสิบเท่า แล้วมุ่งหน้าไปยังเรือนอิ่นเซียน

...

เมื่อ 'สัตว์ธรรมดา' ทั้งสามตัวจากไป เศษเสี้ยววิญญาณใต้ป้ายหลุมศพก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

"เจ้าสามตัวนั้น วันๆ เอาแต่มองซูอิ่นวาดภาพ ฟังเขาดีดพิณ กินธัญพืชที่เขาปลูก แถมยังได้รับส่วนแบ่งรางวัลตอนที่เขาบรรลุถึงขั้นศักดิ์สิทธิ์อีก... พวกมันผลัดเปลี่ยนกระดูก เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนหมดสิ้นแล้ว ไม่ใช่สัตว์ธรรมดาอีกต่อไป!"

"โดยเฉพาะเจ้าลาตัวนั้น ที่มาถึงก่อนใครเพื่อน กินไปก็เยอะที่สุด พลังของมันตอนนี้เทียบเท่ากับสัตว์เซียนเลยทีเดียว!"

"ที่น่าตลกก็คือ แม้พวกมันจะวิวัฒนาการไปแล้ว แต่กลับไม่รู้ตัวเลยสักนิด ยังคงคิดว่าตัวเองเป็นแค่สัตว์ธรรมดา ไม่รู้เลยว่ามีพลังซ่อนอยู่มากมายขนาดไหน!"

"ตั้งแต่เปิดสติปัญญา พวกมันก็ไม่เคยออกไปไหนเลย จะไม่รู้ก็คงไม่แปลกหรอกกระมัง!"

"ไม่ใช่แค่พวกมันเท่านั้นนะ โต๊ะเก้าอี้ เครื่องมือเครื่องใช้ที่ซูอิ่นทำขึ้นจากตัวอักษรและภาพวาดตอนที่บรรลุขั้นศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงต้นไม้ใบหญ้าที่เขาปลูก ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่ของธรรมดาทั้งสิ้น!"

"เจ้าเด็กนี่ก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน ยังคิดว่าสิ่งที่เรียนไปเป็นแค่ทักษะพื้นๆ... เด็กหนุ่มสติเฟื่องที่พกสัตว์เลี้ยงสติเฟื่องสามตัว กับข้าวของเครื่องใช้อีกมากมายก่ายกอง... ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะสร้างเรื่องวุ่นวายได้ขนาดไหน!"

"วางใจเถอะ ต้องสนุกแน่!"

"บางทีอาจจะจุดไฟแผดเผาสวรรค์ ทำลายโซ่ตรวนของที่นี่ และล้างแค้นแทนพวกเราได้!"

"สุสานเซียน... ก็ถึงคราวต้องปิดฉากลงเสียที..."

จิตสำนึกสั่นไหววูบวาบ ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

...

สำนักเจิ้นเซียน โถงฝึกยุทธ์

เคร้ง เคร้ง เคร้ง!

เสียงอาวุธปะทะกันดังสนั่น ศิษย์ในชุดขาวสองคนกำลังประลองฝีมือกันอยู่

แม้ประมุขสำนักและผู้อาวุโสใหญ่จะร่วงหล่น ทำให้เกิดความสั่นคลอนในหมู่ผู้บริหารระดับสูง แต่สำหรับศิษย์ทั่วไปแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนัก ยังคงฝึกฝนและประลองฝีมือกันตามปกติ

ฟุ่บ!

ศิษย์ทางซ้ายกดกระบี่ลง ศิษย์ร่างผอมบางทางขวาก็ถอยร่นไปสิบกว่าก้าว แผ่นหลังกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างจัง

"ศิษย์น้องหลิ่วอี แรงเจ้าน้อยแค่นี้ ไม่ได้กินข้าวมาหรือไง?"

"ฝีมือแค่นี้ยังคิดจะฝึกวิชากระบี่ อยากเป็นผู้ใช้กระบี่งั้นหรือ? ฝันไปเถอะ!"

"ไปกินข้าวให้กินอิ่มก่อนค่อยมาใหม่เถอะ!"

...

เสียงหัวเราะเยาะดังระงมไปทั่วบริเวณ เด็กหนุ่มร่างผอมบางกำหมัดแน่น ใบหน้าซีดขาวอย่างคนอมโรค

เขาชื่อหลิ่วอี เป็นศิษย์ธรรมดาของสำนักเจิ้นเซียน เข้าสำนักมาได้สามปีแล้วและมีความพยายามอย่างมาก ทว่าด้วยพรสวรรค์ที่มีจำกัด ทำให้ตอนนี้เขาเพิ่งบรรลุระดับจู้ซีขั้นที่สามเท่านั้น วิชากระบี่ก็เข้าขั้นห่วยแตก เรียกได้ว่ารั้งท้ายในหมู่ศิษย์ทั้งหมด

หากเขาเป็นคนไม่เอาถ่านก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เขาขยันและฝึกฝนหนักกว่าใครเพื่อน ทว่าไม่รู้ทำไม พลังฝึกตนถึงไม่ค่อยกระเตื้องขึ้นเลย

"ข้าแพ้แล้ว..."

น้ำเสียงแหบพร่า หลิ่วอีมีแววตาผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

ในบรรดาศิษย์รุ่นเดียวกัน เขามีระดับพลังต่ำที่สุด มักจะถูกล้อเลียนอยู่เป็นประจำจนชินชาเสียแล้ว

เมื่อเดินพ้นโถงฝึกยุทธ์ มือที่กำด้ามกระบี่ไว้ก็แน่นจนข้อต่อขาวซีด

"สามปีแล้ว... ไม่ก้าวหน้าขึ้นเลยสักนิด หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เมื่อไหร่ข้าถึงจะแก้แค้นให้ท่านพ่อกับท่านพี่ได้?"

ขอบตาของเขาแดงก่ำ

แท้จริงแล้วเขาไม่ได้ชื่อหลิ่วอี แต่ชื่อหลิ่วอีอี และเป็นผู้หญิง!

เมื่อสามปีก่อน ครอบครัวของเธอประสบเคราะห์กรรมใหญ่หลวง ถูกฆ่าล้างตระกูลเพียงชั่วข้ามคืน

เพื่อแก้แค้น เธอจึงเปลี่ยนชื่อเป็นหลิ่วอี ปลอมตัวเป็นชาย และเข้าเรียนวิชาบำเพ็ญเพียรในสำนักเจิ้นเซียน โดยหวังว่าวันหนึ่งจะโดดเด่นเหนือใครและมีพลังมากพอที่จะล้างแค้นได้...

น่าเสียดายที่พรสวรรค์ของเธอมันย่ำแย่เกินไป!

หากวัดจากความเร็วในการพัฒนาตอนนี้ ต่อให้ฝึกไปอีกร้อยปีก็คงยากที่จะบรรลุระดับถัวเฉิน ในขณะที่ศัตรูของเธอ อย่างน้อยก็อยู่ในระดับฮว่าฝาน หรือไม่ก็ระดับเสินกงแล้ว!

สามปีที่ผ่านมา เธอพยายามมาแล้วทุกวิถีทาง ฝึกฝนอย่างหนักหน่วงทั้งวันทั้งคืน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับแทบจะมองไม่เห็น

หรือว่า... สวรรค์ไม่อยากให้เธอแก้แค้น?

อยากให้เธอเป็นแค่คนธรรมดาสามัญ?

ไม่ยอมรับ! เธอไม่ยอมแพ้หรอก!

ฝ่ามือที่กำด้ามกระบี่แน่นจนเลือดซึม กัดฟันแน่นจนแทบแหลกละเอียด

"ช่างเถอะ หากแก้แค้นไม่ได้จริงๆ ข้าก็จะไปหาท่านพ่อที่ปรโลก แล้วบอกท่านว่า ลูกคนนี้มันอกตัญญูนัก..."

ในวินาทีนั้น หลิ่วอีอีรู้สึกสิ้นหวังจับใจ

ความพังทลายของผู้ใหญ่ มักเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที

ตอนนี้เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่อาจอดทนต่อไปได้อีกแล้ว

เธอกัดฟันแน่น ชักกระบี่ออกมา หวังจะปลิดชีพตัวเอง แต่แล้วก็เพิ่งตระหนักได้ว่า ตัวเองเดินเตร็ดเตร่มาเรื่อยเปื่อยจนเข้ามาลึกถึงใจกลางเทือกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

รอบด้านเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าขึ้นรกชัฏ ต้นไม้สูงใหญ่บดบังแสงอาทิตย์จนมิดชิด เรือนพักเก่าแก่และเงียบสงบหลังหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า

เหนือกรอบประตู มีตัวอักษรขนาดใหญ่สามตัว 'เรือนอิ่นเซียน' เขียนไว้ด้วยลายมือที่ทรงพลัง ดุดันราวกับตวัดพู่กันด้วยตะขอเงินและเหล็กกล้า ราวกับกระบี่เล่มยาวที่พาดผ่านความว่างเปล่า เต็มเปี่ยมไปด้วยเจตจำนงแห่งกระบี่ คล้ายกับพร้อมจะฉีกกระชากฟ้าดินได้ทุกเมื่อ

"นี่มัน..."

รูม่านตาของเธอหดเกร็ง ร่างกายสั่นสะท้าน

ตัวอักษรทั้งสามที่อยู่ตรงหน้า ดูเหมือนจะหลอมรวมเข้ากับมรรควิถี ไม่เพียงแต่แฝงไปด้วยความลึกล้ำหาใดเปรียบ แต่ยังให้ความรู้สึกถึงปราณกระบี่ที่พุ่งทะยานเสียดฟ้าอีกด้วย

"ต้องเป็นยอดฝีมือที่แตกฉานในวิชากระบี่เป็นผู้เขียนขึ้นอย่างแน่นอน..."

ขอบตาของเธอแดงรื้น

ไม่นึกเลยว่าสำนักเจิ้นเซียนจะมียอดฝีมือเช่นนี้ซ่อนตัวอยู่ หากเธอสามารถฝากตัวเป็นศิษย์ของเขาได้ พลังของเธอย่อมก้าวกระโดดอย่างแน่นอน และการแก้แค้นก็คงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป!

เมื่อคิดได้เช่นนี้ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะก้าวเดินไปทางเรือนพักหลังนั้น

แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีนิสัยใจคอเช่นไร การไปเยือนอย่างปุบปับอาจนำภัยมาสู่ตัวได้... แต่สำหรับเธอในตอนนี้ ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว

[จบตอน]

จบบทที่ บทที่ 6 / หลิ่วอีอี

คัดลอกลิงก์แล้ว