- หน้าแรก
- ข้าก็แค่สอนทำคลอดหมู ไหงพวกเจ้าบรรลุเซียนกันหมด
- บทที่ 4 / พวกเราขอยอมรับนับถือ
บทที่ 4 / พวกเราขอยอมรับนับถือ
บทที่ 4 / พวกเราขอยอมรับนับถือ
บทที่ 4 / พวกเราขอยอมรับนับถือ
สำนักเจิ้นเซียนตั้งอยู่บนยอดเขาหลักของเทือกเขา พลังวิญญาณถูกดึงดูดมารวมกันด้วยค่ายกลและโอบล้อมไปทั่วบริเวณ
หลังฝนตก ท้องฟ้ากลับมาแจ่มใสอีกครั้ง แสงแดดสาดส่องลงบนอาคารอันโอ่อ่าตระการตาที่ตั้งตระหง่านอยู่มากมาย เพียงแค่มองจากที่ไกลๆ ก็ให้ความรู้สึกกดดันจางๆ แล้ว
ขณะเดินก้าวไปตามบันไดหินอันยาวเหยียด ซูอิ่นก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง
'ในที่สุดก็จะได้เริ่มบำเพ็ญเพียรเสียที'
'ในอนาคตอันใกล้นี้ ข้าจะต้องทำความฝันให้เป็นจริงได้อย่างแน่นอน... ขี่กระบี่เหินเวหา กระบี่เดียวสังหารไกลสามพันลี้ ทะยานข้ามสิบเก้าแคว้น!'
'ส่วนเรื่องเคล็ดวิชาที่ไม่เหมาะสมนั้น... ไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด!'
'ในฐานะผู้ข้ามมิติ หากเคล็ดวิชาทั่วไปก็ใช้ได้ แล้วจะแสดงความพิเศษออกมาได้อย่างไรล่ะ?'
'การไม่เหมาะสมต่างหากคือสูตรสำเร็จที่ถูกต้องที่สุด'
'ข้าเข้าใจดี!'
ดินแดนต้องห้ามอยู่ห่างจากตัวสำนักพอสมควร ซูอิ่นเป็นเพียงคนธรรมดา ความเร็วในการเดินจึงไม่เร็วนัก อีกทั้งยังไม่สามารถขี่กระบี่เหินเวหาได้ แต่เฉินอวี้และจ้าวรั่วซวีกลับคิดว่าผู้อาวุโสสูงสุดจงใจเดินช้าๆ เพื่อซึมซับบรรยากาศ ความเลื่อมใสในใจของพวกเขาจึงยิ่งเพิ่มพูนขึ้นไปอีก
ทั้งสองเดินตามหลังพลางแนะนำเรื่องราวต่างๆ บนโลกใบนี้และสถานการณ์ของสำนักให้เขาฟังไปตลอดทาง
แคว้นต้าเหยี่ยนแม้จะเป็นเพียงแคว้นที่อยู่ชายขอบที่สุดของทวีปเฉียนหยวน แต่ก็มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล เส้นผ่านศูนย์กลางกว้างกว่าหลายแสนลี้ มีสำนักน้อยใหญ่ตั้งอยู่นับพันแห่ง เพื่อให้การจัดระเบียบและการจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พันธมิตรแห่งสำนักจึงได้ตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาข้อหนึ่ง นั่นก็คือ... จะมีการประเมินผลทุกๆ ห้าปี
สำนักจะถูกจัดอันดับเป็นระดับหนึ่ง ระดับสอง ระดับสาม และระดับย่อยอื่นๆ ตามจำนวนของยอดฝีมือและความแข็งแกร่งโดยรวมของสำนัก
ตอนที่ 'ศิษย์พี่สายเปย์' ยังมีชีวิตอยู่ สำนักเจิ้นเซียนนับว่าแข็งแกร่งทีเดียว แต่หลังจากที่เขาสิ้นใจ สำนักก็เริ่มตกต่ำลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อห้าปีก่อน พวกเขาต้องทุ่มเทความพยายามอย่างหนัก กว่าจะเบียดแทรกเข้าไปอยู่ในสิบอันดับแรกของการจัดอันดับสำนักระดับหนึ่งได้แบบฉิวเฉียด
การประเมินรอบใหม่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้า หากประมุขสำนักและผู้อาวุโสใหญ่ไม่สามารถทะลวงคอขวดได้ สำนักจะต้องถูกลดระดับอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงยอมเสี่ยงอันตราย บุกเข้าไปในทะเลปี้ลั่วเพื่อตามหาวาสนา
'หากหาเจอ นั่นคือวาสนา แต่หากหาไม่เจอ นั่นคือวันตาย... โลกแห่งการฝึกตนช่างอันตรายจริงๆ!'
สายตาของซูอิ่นเคร่งเครียดขึ้น เขารู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในทันที
สถานที่แห่งนี้ แม้จะสามารถมีชีวิตเป็นอมตะและขี่กระบี่เหินเวหาได้ แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องแลกมาด้วยชีวิต! ที่นี่เต็มไปด้วยยอดฝีมือ หากไม่ระวังตัวให้ดี อาจถูกฆ่าตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตายยังไงก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ
'หากไม่มีความแข็งแกร่ง ก็ห้ามวิ่งพล่านไปทั่วเด็ดขาด...'
มีชีวิตอยู่ถึงจะมีความหวัง หากตายไป ก็จบสิ้นทุกอย่าง
"ท่านผู้อาวุโสสูงสุด ท่านอาจารย์และผู้อาวุโสท่านอื่นๆ รออยู่ด้านในนานแล้วขอรับ!"
ขณะที่เขากำลังทอดถอนใจ เสียงของเฉินอวี้ก็ดังขึ้น ซูอิ่นถึงได้รู้ตัวว่าตนเองมาถึงหน้าโถงใหญ่แห่งหนึ่งแล้ว เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปด้านใน
โถงใหญ่แห่งนี้กว้างขวางมาก พื้นที่หลายร้อยตารางเมตร เสาหินขนาดใหญ่ค้ำยันหลังคาไม้เอาไว้ ให้ความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ตระการตาและกว้างใหญ่ไพศาล
ภายในโถงมีชายชราหลายคน เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาก็รีบโค้งตัวประสานมือคารวะ และเอ่ยขึ้นพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง
"คารวะศิษย์อาเล็ก..."
ซูอิ่นพยักหน้ารับ ก่อนจะกวาดสายตามองชายชราทั้งหกคนที่อยู่ตรงหน้า
ตามที่เฉินอวี้เล่าให้ฟัง ตอนนี้ในสำนักเหลือผู้อาวุโสเพียงหกท่าน ได้แก่ ผู้อาวุโสเก้าอู๋หยวน, ผู้อาวุโสสิบหยวนปู้อี้, ผู้อาวุโสสิบสามมู่ไคซาน, ผู้อาวุโสสิบเจ็ดซุนถิงเหอ, ผู้อาวุโสสิบแปดจางเหลียวชิง และผู้อาวุโสฝ่ายควบคุมเถียนหย่วน
คนเหล่านี้ล้วนอยู่ในระดับเสินกง โดยผู้อาวุโสอู๋หยวนที่แข็งแกร่งที่สุดมีพลังอยู่ที่ระดับเสินกงขั้นที่ห้าเท่านั้น ซึ่งยังห่างไกลจากระดับจงจู้อยู่อีกมาก
มิน่าล่ะถึงต้องเชิญเขาออกจากด่าน ลำพังระดับพลังของคนเหล่านี้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมเช่นแคว้นต้าเหยี่ยน ไม่สามารถประคับประคองสำนักระดับหนึ่งเอาไว้ได้จริงๆ
ขณะที่เขากำลังประเมินทุกคนอยู่ เหล่าผู้อาวุโสเองก็กำลังลอบสังเกตเขาเช่นกัน และในไม่ช้าก็พากันมองหน้าเลิ่กลั่ก
'ไม่ใช่ว่าเก็บตัวบำเพ็ญเพียรมาสิบปีหรอกหรือ?'
'แล้วไหง... ถึงดูไม่มีพลังบำเพ็ญเพียรเลยแม้แต่น้อยล่ะ?'
ผู้อาวุโสอู๋หยวนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทนไม่ไหวและเอ่ยปากขึ้น "เฉินอวี้คงเล่าปัญหาที่สำนักกำลังเผชิญให้ท่านฟังแล้วใช่ไหมขอรับ ขอให้ศิษย์อาเล็กโปรดช่วยนั่งประจำการอยู่ในสำนักด้วยเถิด!"
"เรื่องนั่งประจำการน่ะไม่มีปัญหา แต่ข้ามีเรื่องสองเรื่องที่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า"
ซูอิ่นบอกกล่าวเรื่องที่ตนขบคิดมาตลอดทาง "เรื่องแรก ข้าเป็นเพียงผู้นั่งประจำการแต่ในนาม จะไม่เข้าไปก้าวก่ายหรือจัดการเรื่องราวใดๆ ภายในสำนักทั้งสิ้น ส่วนจะทำอย่างไรให้ศิษย์ทุกคนเชื่อฟังและอยู่ในความสงบ พวกท่านก็ต้องไปหาวิธีกันเอาเอง"
อำนาจและเงินทองล้วนล่อตาล่อใจคนมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล ก่อนที่จะมีความแข็งแกร่งเพียงพอ เขาจะไม่ยอมเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เด็ดขาด
ทุกคนพยักหน้า
ก่อนหน้านี้พวกเขายังแอบกังวลว่า ศิษย์อาเล็กท่านนี้จะอาศัยความรู้เรื่องสถานการณ์ภายในสำนัก เข้ามาแทรกแซงการบริหารจัดการ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาจะคิดมากไปเอง
ซูอิ่นกล่าวต่อ "เรื่องที่สอง ข้าต้องการที่พักที่เงียบสงบ ทางที่ดีควรมีลานกว้างๆ ให้ข้าปลูกผักปลูกข้าวได้ และต้องไม่ให้ใครมารบกวนข้าได้ง่ายๆ"
"เอ่อ..."
ผู้อาวุโสอู๋หยวนลังเลเล็กน้อย "สถานที่เช่นนั้นก็พอมีอยู่ขอรับ เพียงแต่ว่ามันถูกทิ้งร้างมานานแล้ว ซ้ำยังอยู่ค่อนข้างห่างไกล พลังวิญญาณก็เบาบาง..."
"เงียบสงบก็พอแล้ว!" ซูอิ่นพยักหน้า
ในตอนนี้ยิ่งทำตัวลี้ลับได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ทางที่ดีคือไม่ข้องแวะกับผู้ใดเลย มิเช่นนั้นอาจจะความแตกได้ง่ายๆ
ส่วนเรื่องห่างไกล... จะห่างไกลเกินกว่าดินแดนต้องห้ามไปได้อย่างไร?
"ข้าจะสั่งให้คนไปทำความสะอาดให้เดี๋ยวนี้เลยขอรับ!"
ผู้อาวุโสอู๋หยวนรับคำ ก่อนจะมองไปทางซูอิ่นด้วยสีหน้ากึ่งสงสัยกึ่งกังวล "ศิษย์หลานขอบังอาจถามสักนิด ไม่ทราบว่า... ตอนนี้ระดับพลังของศิษย์อาเล็ก บรรลุถึงขั้นใดแล้วหรือขอรับ?"
ไม่ใช่แค่เขาที่สงสัย ผู้อาวุโสอีกห้าท่านต่างก็เต็มไปด้วยความสงสัยเช่นกัน
พวกเขาล้วนบรรลุระดับเสินกงกันแล้ว แต่กลับมองระดับพลังของคนผู้นี้ไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียว หรือว่า... เพียงแค่สิบปีสั้นๆ เขาจะก้าวข้ามพวกตนไปไกลแล้ว?
"ข้าหรือ?" พอถูกถามตรงๆ ซูอิ่นก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ คิดอยากจะปิดบัง แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้า "ข้าก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง..."
"คนธรรมดา?"
ทุกคนชะงักงันไปพร้อมกัน
ผู้อาวุโสอู๋หยวนลังเลเล็กน้อย "เช่นนั้น... ข้าขอใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบดูหน่อยจะได้หรือไม่ขอรับ?"
กายามรรคกำเนิด เก็บตัวบำเพ็ญเพียรมาสิบปี...
คนธรรมดางั้นหรือ?
ล้อพวกเราเล่นหรือเปล่าเนี่ย?
"ได้สิ!" ซูอิ่นพยักหน้า
"ขออภัยที่ล่วงเกินขอรับ..."
ผู้อาวุโสอู๋หยวนถอนหายใจอย่างโล่งอก รวบรวมสมาธิ แล้วแผ่สัมผัสเทวะออกไปเบื้องหน้าทันที ไม่นานนัก คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน
ไม่มีความผันผวนของปราณแท้จริงเลยแม้แต่น้อย!
เขาเพิ่มพลังสัมผัสเทวะให้มากขึ้น
สัมผัสเทวะของเขาสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อทะลวงผ่านผิวหนังของอีกฝ่ายเข้าไปแล้ว มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนกระแทกเข้ากับเหล็กกล้าหรือก้อนหิน ไม่อาจเจาะลึกลงไปได้อีกแม้แต่ก้าวเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ภายในกล้ามเนื้อยังมีแรงกดดันมหาศาล ราวกับกำลังต่อต้านพลังของเขาอยู่
ตูม!
ตามมาด้วยกลิ่นอายอันน่าเกรงขามที่ถาโถมเข้าใส่ ในพริบตานั้น เขารู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ คล้ายกับว่าสิ่งที่เขากำลังตรวจสอบอยู่ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นเซียนผู้ยิ่งใหญ่
ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก!
เขาเซถอยหลังไปเจ็ดแปดก้าว ใบหน้าซีดเผือด
ห้ามลบหลู่เซียน ห้ามตรวจสอบปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์!
ตามตำนานเล่าว่า ภายในร่างของเซียนหรือปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นแฝงไปด้วยมรรควิถี ไม่อนุญาตให้คนธรรมดาสามัญลอบสังเกต หากล่วงละเมิด จะถูกพลังสะท้อนกลับโดยอัตโนมัติ...
หรือว่าผู้ที่มีกายามรรคกำเนิดและสายเลือดเซียน ก็มีความสามารถเช่นนี้ด้วย?
"ขอลองอีกสักครั้ง!"
เขากัดฟันแน่น คราวนี้เขาใช้พลังทั้งหมดที่มี เพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป 'พรวด!' พ่นเลือดสดๆ ออกมาคำโต
"เกิดอะไรขึ้น?"
ผู้อาวุโสอีกห้าท่านที่เหลือต่างก็แผ่สัมผัสเทวะออกไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน
"อย่า!"
ผู้อาวุโสอู๋หยวนรีบส่ายหน้า ทว่ายังไม่ทันขาดคำ ผู้อาวุโสทั้งห้าก็เซถอยหลังไปพร้อมกันด้วยใบหน้าซีดเผือด
"..."
ซูอิ่นยิ้มขื่น
ก่อนหน้านี้เขายังกังวลว่าผู้อาวุโสเหล่านี้จะรู้สึกเสียหน้าและไม่ยอมให้ความร่วมมือ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะคิดมากไปเอง...
ถึงกับกระอักเลือดออกมาเลยเชียว...
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเป็นมืออาชีพยิ่งกว่าเฉินอวี้และคนอื่นๆ เสียอีก!
สำนักเจิ้นเซียนอันยิ่งใหญ่ หนึ่งในสิบสำนักใหญ่แห่งแคว้นต้าเหยี่ยน สำนักระดับหนึ่ง เพื่อความอยู่รอด ทุกคนถึงกับต้องสวมบทบาทเป็นนักแสดงเจ้าบทบาท... ช่างไม่ง่ายเลยจริงๆ!
น่าสงสาร!
น่าเวทนา!
น่าเศร้าใจยิ่งนัก!
"หากไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ข้าขอตัวกลับไปพักผ่อนที่เรือนพักก่อน..."
เมื่อรู้ตัวว่าความไร้พลังของตนนี่แหละที่บีบให้ทุกคนต้องตกต่ำถึงเพียงนี้ ซูอิ่นก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจจนแทบจะนั่งไม่ติด
"เอ่อ... ขอรับ!"
ผู้อาวุโสอู๋หยวนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งการให้เฉินอวี้และจ้าวรั่วซวีพาตัวศิษย์อาเล็กเดินออกไป
เมื่อเขาจากไป ภายในโถงก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
"ข้าเข้าใจแล้ว!"
ผ่านไปพักใหญ่ ผู้อาวุโสอู๋หยวนก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "สมกับที่เป็นศิษย์อาเล็ก มองการณ์ไกลยิ่งนัก พวกเราเทียบไม่ติดจริงๆ! พูดตามตรง วิธีการนี้ ทำไมข้าถึงคิดไม่ได้นะ!"
ทุกคนต่างงุนงง
ผู้อาวุโสอู๋หยวนไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง แต่กลับตั้งคำถามกลับว่า "กายามรรคกำเนิด สายเลือดเซียน บำเพ็ญเพียรมาสิบปี กลับเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญที่ไม่มีระดับพลังบำเพ็ญเพียรใดๆ เลย... พวกท่านเชื่อหรือ?"
"ไม่เชื่อ!"
"แล้วถ้าบอกว่าเขาบรรลุถึงระดับจงจู้ล่ะ เชื่อหรือไม่?"
"ก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี!"
"เพราะฉะนั้น นี่แหละคือจุดที่ยอดเยี่ยมที่สุดของศิษย์อาเล็ก! หากปลอมตัวเป็นยอดฝีมือระดับจงจู้ตามที่ข้าบอก ประมุขสำนักอายุสิบแปดปี... ย่อมถือเป็นอันดับหนึ่งในแคว้นต้าเหยี่ยนอย่างแน่นอน หรืออาจจะติดหนึ่งในห้าของทวีปเฉียนหยวนเลยก็ว่าได้! ชื่อเสียงโด่งดังปานนั้น ย่อมดึงดูดยอดฝีมือมากมายให้มาท้าประลอง..."
ผู้อาวุโสอู๋หยวนอธิบาย "หลบเลี่ยงได้หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง หรือหลายๆ ครั้งแล้วอย่างไรเล่า? สักวันหนึ่งความจริงก็ต้องถูกเปิดเผยอยู่ดี!"
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย
เมื่อมีชื่อเสียงโด่งดัง ก็ย่อมต้องแบกรับแรงกดดันที่มหาศาลตามไปด้วย
"การแสร้งทำเป็นคนธรรมดา ถอยเพื่อรุก ทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม ซ่อนเร้นพลังที่แท้จริงเอาไว้ ทำให้ผู้คนไม่อาจหยั่งรู้ความตื้นลึกหนาบางได้... วิธีนี้กลับดูมีอำนาจคุกคามและทำให้ผู้คนหวาดหวั่นได้มากกว่า! ล้ำลึกกว่าการแกล้งทำตัวเป็นยอดฝีมือตั้งไม่รู้กี่เท่า"
ผู้อาวุโสอู๋หยวนถอนหายใจ "ศิษย์อาเล็กแม้จะอายุเพียงสิบแปดปี แต่กลับสามารถปั่นหัวผู้คนได้อย่างง่ายดาย ความคิดอ่านและสติปัญญาเช่นนี้ พวกเราเทียบไม่ติดเลยจริงๆ!"
"จะบอกว่าเก่งกาจ ก็ไม่มีใครเชื่อ จะบอกว่าอ่อนแอ ก็ไม่มีใครเชื่อเช่นกัน ในเมื่อเป็นเช่นนี้... สู้ทำตัวให้ดูลึกลับ แกล้งทำเป็นคนไร้พลัง เพื่อให้ผู้คนเกิดความสงสัยและหวาดระแวง! ผลลัพธ์ที่ได้กลับดีกว่าการแกล้งทำตัวเป็นยอดคนเสียอีก!"
ทุกคนถึงกับบางอ้อ เมื่อนึกถึงการกระทำของชายหนุ่มเมื่อครู่ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ ไม่มีช่องโหว่เลยแม้แต่น้อย
"การเล่นละครของศิษย์อาเล็กได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว พวกเราจะทำตัวเป็นตัวถ่วงไม่ได้ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกคนจะต้องจริงจัง ห้ามแพร่งพรายเรื่องระดับพลังของเขาเด็ดขาด!"
ผู้อาวุโสอู๋หยวนกำชับ "นอกจากนี้ ต้องปิดบังเรื่องร่องรอยของเขาเป็นความลับ ปล่อยให้ทุกคนรู้แค่ว่ามีคนผู้นี้อยู่ แต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด! ลับๆ ล่อๆ ยิ่งลึกลับเท่าไหร่ก็ยิ่งดี!"
"รับทราบ!"
ทุกคนประสานมือรับคำ
นี่สิ ถึงจะเรียกว่าการปลอมตัวที่แท้จริง!
ทุกการกระทำล้วนแฝงไปด้วยความหมายอันลึกซึ้ง ชวนให้ผู้คนต้องทึ่ง สมกับที่เป็นศิษย์อาเล็กจริงๆ...
พวกเราขอยอมรับนับถือ!
[จบตอน]