เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 พวกเจ้าช่างตาต่ำนัก

บทที่ 27 พวกเจ้าช่างตาต่ำนัก

บทที่ 27 พวกเจ้าช่างตาต่ำนัก


บทที่ 27 พวกเจ้าช่างตาต่ำนัก

ในเมื่อจางเสี่ยวซีเพียงแค่ออกมาเดินเล่นอยู่แล้ว เขาจึงไม่รังเกียจที่จะกลายเป็นไทยมุงดูเรื่องชาวบ้านสักครั้ง พอเห็นข้างหน้ามีความเคลื่อนไหวคึกคัก เขาก็รีบแทรกตัวเข้าไปร่วมวงทันที

"โอ้โห หายากนะเนี่ย! ข้ารู้แค่ว่าตรอกกลองตงหลัวมีพวกขายคัมภีร์ยุทธ์ปลอมกับหยกเก๊หลอกชาวบ้าน แต่เจ้านี่ยิ่งกว่านั้นอีก เอาหนอนมาหลอกขายพวกเราโต้งๆ เลยเรอะ คิดว่าพวกข้าโง่หรือไง?"

"นั่นสิ นั่นสิ! เอาหนอนมาขาย? อยากได้เงินจนเพี้ยนไปแล้วมั้ง"

"แถมยังคุยโวว่าเป็นยาวิเศษพันปีหายากอีก? ตัวละหนึ่งตำลึง? ต่อให้จ้างข้ากิน ข้ายังไม่เอาเลย!"

เด็กหนุ่มผู้มีความคิดพิสดารเอาหนอนมาขายผู้นั้น ดูแล้วอายุอานามราวสิบเจ็ดสิบแปดปี สวมชุดนายพราน บนหลังสะพายคันธนูยาว ที่เอวเหน็บมีดสั้น ดูท่าคงยึดอาชีพหาของป่าในละแวกนี้ประทังชีวิต ยามนี้เมื่อถูกฝูงชนรุมประณาม ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือด แววตาฉายแววอัดอั้นตันใจ "พวกเจ้าคนไม่รู้ความรู้อะไรบ้าง? หนอนพวกนี้เป็นของวิเศษเชียวนะ กินเข้าไปตัวเดียว รักษาได้สารพัดโรค"

พอได้ยินเขาพูดเช่นนี้ ฝูงชนก็ระเบิดเสียงหัวเราะครืนใหญ่ ขาเม้าท์คนหนึ่งไม่รู้ไปคว้าหนูมาจากไหน เลียนเสียงเด็กหนุ่มแล้วพูดอย่างรวดเร็วว่า "พวกเจ้าคนไม่รู้ความรู้อะไรบ้าง? หนูตัวนี้เป็นของวิเศษเชียวนะ กินเข้าไปตัวเดียว รับรองว่าวันรุ่งขึ้นเมียน้อยของพวกเจ้าจะลุกไม่ขึ้นเลยทีเดียว"

จางเสี่ยวซีหัวเราะร่าไปกับพวกเขาด้วย แต่ในขณะที่หัวเราะ สายตาก็พินิจดูหนอนที่นายพรานหนุ่มนำมาวางขาย เอ๊ะ? ทำไมเจ้าสิ่งนี้ดูคุ้นตานัก? จางเสี่ยวซีพลันนึกถึงชุดสารานุกรมที่พ่อซื้อให้ตอนที่เขายังเป็นเด็กน้อยหน้าตาดีในชาติภพก่อน ด้วยความที่เป็นเด็กบ้าวิทยาศาสตร์ เขาเคยเห็นรูปของสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ชนิดนี้ในหมวดชีววิทยา นี่มัน... หรือจะเป็น 'ตังถั่งเช่า' ในตำนาน?

ไม่น่าจะใช่นะ หมอจีนโบราณเก่งกาจจะตายไป เท่าที่เขาจำได้ สรรพคุณทางยาของตังถั่งเช่าถูกค้นพบมานานแล้ว ว่ากันว่าเจ้าสิ่งนี้คือส่วนผสมระหว่างเส้นใยราและซากของหนอนผีเสื้อค้างคาว จัดอยู่ในวงศ์ Clavicipitaceae เป็นปรสิตที่อาศัยอยู่ในตัวอ่อนของผีเสื้อ ตำราแพทย์โบราณหลายเล่มก็มีบันทึกไว้ จัดว่าเป็นสมุนไพรที่มีค่ามากทีเดียว แต่ดูจากสีหน้าท่าทางเหยียดหยามของพวกไทยมุงตอนนี้ จางเสี่ยวซีเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเป็นเพราะการศึกษาวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของราชวงศ์ต้าเยี่ยนนั้นย่ำแย่จนทำให้พวกเขาไม่รู้ความ หรือว่าราชวงศ์ต้าเยี่ยนอันทรงเกียรติของเขาไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตังถั่งเช่าอยู่จริงๆ กันแน่

เมื่อเห็นคนเริ่มแห่กันมามุงดูเหมือนเป็นมหรสพรับปีใหม่ เพื่อเยาะเย้ยนายพรานหนุ่มผู้น่าสงสาร เด็กหนุ่มคนนั้นก็จนปัญญาที่จะโต้เถียง ได้แต่ก้มหน้าคอตกเตรียมเก็บของกลับบ้าน แต่จางเสี่ยวซีกลับใจเต้นแรง เขาก้าวเท้าออกไปขวางหน้าแล้วเอ่ยขึ้น "น้องชาย ของที่เจ้าขายราคาสูงไปหน่อยนะ"

นายพรานหนุ่มนึกว่ามีคนมากลั่นแกล้งอีก จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยอย่างมีน้ำโห "ถ้าไม่ซื้อก็อย่ามาถามราคาเล่นๆ"

จางเสี่ยวซีไม่ถือสา เขายิ้มแล้วถามต่อ "เจ้ามีหนอนพวกนี้อยู่กี่ตัว?"

นายพรานหนุ่มเห็นว่าจางเสี่ยวซีไม่ได้เข้ามาเยาะเย้ย และดูท่าทางจริงใจอยู่บ้าง จึงตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ "หนอนพวกนี้เป็นของดีจริงๆ นะ พรานรุ่นเก่าๆ บอกว่าเป็นของขวัญที่เทพภูเขามอบให้แก่นายพราน แต่ขนาดพวกเราที่เข้าป่าบ่อยๆ ยังแทบไม่เคยเจอเลย ข้าหามาได้ทั้งหมดแค่แปดตัวเท่านั้น" ทว่าเพราะถูกฝูงชนถากถางจนเสียความมั่นใจ คราวนี้เขาจึงไม่กล้าเรียกราคาตัวละหนึ่งตำลึงอีก

พวกไทยมุงพอเห็นว่ามีคนท่าทางจะซื้อหนอนพวกนี้จริง ก็รีบเอ่ยปากทัดทาน "น้องชาย เงินทองมันหายากนะ อีกอย่างซื้อหนอนในช่วงปีใหม่แบบนี้มันอัปมงคลแย่"

จางเสี่ยวซีโดนคนรุมท้วงจนเริ่มรำคาญ จึงประกาศออกไปทันทีว่าความจริงแล้วตนเป็นคนรักแมลง ที่อยากได้หนอนพวกนี้เพราะเห็นว่ารูปร่างมันสวยดี ทุกคนต่างคิดในใจว่า 'แม่เจ้าโว้ย โลกนี้ช่างมีเรื่องประหลาดไม่สิ้นสุด มีคนชอบสะสมหนอนด้วยเรอะ!' แต่ในเมื่อเด็กหนุ่มผู้นี้ดูมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ไม่น่าโง่เง่าขนาดจะเอาหนอนพวกนี้ไปกินจริงๆ พวกเขาก็คงไปขัดขวางรสนิยมส่วนตัวของเขาไม่ได้

สุดท้าย ทั้งสองฝ่ายก็ตกลงราคากันได้อย่างเป็นที่พอใจ โดยเหมาหมดในราคาสองตำลึง นายพรานหนุ่มกำเงินไว้แน่น ดีใจจนปากแทบฉีก รีบกล่าวว่า "ขอบคุณพี่ชายมาก! ข้ากำลังคิดจะซื้อปิ่นปักผมทองแดงไปฝากชิวเอ๋อร์พอดี ได้ปิ่นอันนี้ไป ชิวเอ๋อร์ต้องยอมแต่งงานกับข้าแน่" จากนั้นยังกำชับทิ้งท้าย "หนอนพวกนั้นดีต่อร่างกายจริงๆ นะ พี่ชายอย่าลืมกินล่ะ!"

จางเสี่ยวซีเองก็รู้สึกถูกชะตากับเด็กหนุ่มจากบ้านป่าผู้นี้ (จางเสี่ยวซี: โธ่เว้ย ผู้แต่ง อย่ามาเปลี่ยนรสนิยมทางเพศของข้ามั่วซั่วนะ!) เขาเห็นว่าแม้เด็กหนุ่มจะไม่ได้ฝึกวรยุทธ์ แต่กลับมีพละกำลังแข็งแกร่งผิดมนุษย์ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกินสิ่งที่ดูเหมือนตังถั่งเช่านี้มานานหรือเปล่า นึกขึ้นได้ว่าสำนักคุ้มภัยกำลังขาดแคลนคนงาน เขาจึงลองเลียบเคียงถามดู "น้องชาย วางแผนอนาคตไว้อย่างไรบ้าง? ถ้าไม่อยากล่าสัตว์แล้ว ลองมาเป็นผู้คุ้มกันที่สำนักคุ้มภัยของข้าไหม?"

พอได้ยินดังนั้น สีหน้าของเด็กหนุ่มก็ฉายแววลังเล ดูเหมือนเหตุการณ์ในวันนี้จะกระทบกระเทือนจิตใจเขาไม่น้อย ในป่ากับนอกป่าช่างเป็นโลกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เด็กหนุ่มเองก็อิจฉาชีวิตของคนเมืองอยู่ลึกๆ แต่เพราะครอบครัวอาศัยอยู่ในป่าเขามาหลายชั่วอายุคน ความรู้สึกผูกพันนี้ย่อมยากจะตัดขาด

เห็นอีกฝ่ายเริ่มโอนอ่อน จางเสี่ยวซีรีบราดน้ำมันลงกองไฟ "ลูกผู้ชายควรออกไปเผชิญโลกกว้าง เจ้าไม่อยากเห็นโลกภายนอกบ้างหรือ? วันหน้าเมื่อเจ้าสร้างชื่อเสียงเกียรติยศแล้วกลับไปที่... ที่ภูเขาลูกนั้น ข้าเชื่อว่าชิวเอ๋อร์ของเจ้าต้องภูมิใจในตัวเจ้าแน่"

ดวงตาของเด็กหนุ่มเป็นประกายวาววับทันทีที่ได้ยิน "พี่ชาย ท่านพูดถูก! ชิวเอ๋อร์ต้องสนับสนุนข้าแน่ พี่ชาย รีบพาข้าไปพบหัวหน้าสำนักของท่านเถิด"

จางเสี่ยวซีกระแอมไอแก้เก้อ ทำหน้าปั้นยากเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า "ข้านี่แหละหัวหน้าสำนัก"

เด็กหนุ่มเบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ "เขาว่ากันว่าหัวหน้าสำนักคุ้มภัยล้วนเป็นวีรบุรุษจอมยุทธ์ไม่ใช่หรือ?"

หนุ่มโอตาคุทุบอกตัวเองดังปึ้ก ประกาศอย่างหน้าไม่อาย "ถูกต้อง ข้าก็คือวีรบุรุษจอมยุทธ์ที่เจ้าพูดถึงนั่นแหละ"

เด็กหนุ่มแสดงสีหน้ากังขาอย่างชัดเจน จางเสี่ยวซีคร้านจะต่อปากต่อคำกับเจ้านี่ พร้อมกับปลอบใจตัวเองว่าคนบ้านป่าเมืองเถื่อนแบบนี้ย่อมไม่เคยได้ยินกิตติศัพท์อันโด่งดังของเขา (โอตาคุ) เป็นธรรมดา เขาจึงบอกว่าหากตัดสินใจได้แล้ว ให้มาสมัครที่สำนักคุ้มภัยต้าย่านในวันที่สิบหกเดือนอ้าย เนื่องจากเจ้าเด็กนี่ดูไม่ค่อยให้ความร่วมมือ จางเสี่ยวซีผู้เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นย่อมไม่คิดจะให้สิทธิพิเศษใดๆ "เจ้าต้องมาสอบแข่งขันกับคนอื่นเอาเองนะจ๊ะ"

เมื่อเห็นว่าได้เวลาสมควรแล้ว จางเสี่ยวซีที่หิ้วถุงใส่หนอนก็ไม่กล้าเดินกร่างไปบ้านท่านอาจารย์ทั้งอย่างนั้น ผู้หญิงไม่ใช่หรือที่กลัวหนอน? โดยเฉพาะสาวงาม ยิ่งไม่ถูกโรคกับแมลงเข้าไปใหญ่ แม้อาจารย์ของเขาจะเป็นยอดขุนพลในหมู่สาวงาม แต่ถ้านางโมโหแล้วกวาดทั้งเขาและหนอนกระเด็นออกมาคงเป็นโศกนาฏกรรมน่าดู

หลังจากกลับไปที่สำนักคุ้มภัยและโยนถุงหนอนทิ้งไว้ในครัว จางเสี่ยวซีก็รีบบึ่งไปยังสำนักยุทธ์ชิงหยางด้วยความกระตือรือร้น ระหว่างเดินไป หัวใจของหนุ่มโอตาคุก็เต้นรัวแรง เขามักจะรู้สึกว่าตัวเองยังมีข้อบกพร่องอยู่เสมอ ทุกๆ สองสามก้าวเขาต้องคอยจัดทรงผมหรือดึงเสื้อผ้าให้เข้าที่ จนแทบจะเป็นโรคประสาทกว่าจะเดินไปถึงหน้าประตูสำนักยุทธ์

หวังเซิ่งหนานเปิดประตูออกมาเห็นโอตาคุหนุ่มยืนเอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองไปไกลอย่างเหม่อลอย หันเพียงด้านข้างให้นางเห็น นางขมวดคิ้วด้วยความฉงน "มองอะไรของเจ้า?"

โอตาคุหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกเจือความเศร้าสร้อย "มองดูช่วงเวลาที่เราเคยมีร่วมกัน..."

หวังเซิ่งหนานเลิกคิ้วสูง "เจ้าไม่สบายหรือ?"

จางเสี่ยวซีปาดเหงื่อเย็นพลางแก้เก้อ "ฮ่าๆ ข้ารู้อยู่แล้วว่าจอมยุทธ์หญิงอย่างอาจารย์คงไม่ชอบพวกติสต์แตกที่ชอบคร่ำครวญโดยไร้สาเหตุแบบนี้"

หวังเซิ่งหนานกุมขมับ "เจ้ารีบเข้ามาเถอะ เราจะได้ช่วยกันห่อเกี๊ยว"

แผน A: เปิดตัวด้วยมาดศิลปินสุดติสต์ ผลลัพธ์: โดนมองด้วยสายตาเวทนา!!! ไม่เป็นไร ใครบอกว่าคนที่ประสบความสำเร็จจะมีแผนการเดียว? แผน A ล่ม เรายังมีแผน B

ในห้องครัว อาจารย์คนงามกำลังนวดแป้งและรีดแผ่นเกี๊ยว ส่วนจางเสี่ยวซีก็ช่วยห่อเกี๊ยวอยู่ข้างๆ ครู่ต่อมา โอตาคุหนุ่มก็ชูเกี๊ยวรูปร่างเหมือนหัวมิคกี้เมาส์ (ผู้แต่งเองก็ไม่แน่ใจว่าวัตถุรูปร่างนี้ยังเรียกว่าเกี๊ยวได้หรือไม่) แล้วพูดว่า "อาจารย์ๆ ดูนี่เร็ว... นี่คือมิคกี้เมาส์!"

หวังเซิ่งหนานปรายตามอง "ตัวอะไรน่ะ? อัปลักษณ์ชะมัด"

"อ้อ" โอตาคุหนุ่มคอตก วางมิคกี้เมาส์ที่เพิ่งปั้นเสร็จลงอย่างห่อเหี่ยว ทว่าผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ โอตาคุหนุ่มก็ตะโกนขึ้นอีก "อาจารย์ๆ ดูนี่เร็ว... นี่คือเทพมังกรน้อย!"

หวังเซิ่งหนานมองก้อนแป้งในมือเด็กหนุ่มที่มีทั้งเขาและหางงอกออกมา นางเอ่ยเสียงเรียบ "แป้งเยอะขนาดนี้ไม่อร่อยหรอกนะ"

"อ้อ" หัวใจดวงน้อยของโอตาคุหนุ่มได้รับความกระทบกระเทือนซ้ำสองและห่อเหี่ยวไปอีกครึ่งชั่วยาม หวังเซิ่งหนานไม่ได้ยินเสียงจางเสี่ยวซีพูดอีก พี่สาวผู้ใสซื่อก็นึกว่าเด็กหนุ่มยอมห่อเกี๊ยวดีๆ แล้ว ทว่าเพียงครู่เดียว โอตาคุหนุ่มก็ตะโกนลั่นอีกครั้ง "อาจารย์ๆ ดูนี่เร็ว... นี่คือครอบครัวอุลตร้าแมน!"

และแล้ว โดยไม่มีอะไรพลิกโผ โอตาคุหนุ่มผู้ผลาญแป้งและไส้เกี๊ยวเล่นก็ถูกอาจารย์คนงามไล่ตะเพิดออกจากห้องครัวด้วยความโมโห เด็กหนุ่มผู้หดหู่นั่งเขี่ยก้อนกรวดเล่นในลานบ้านอย่างหมดอาลัยตายอยาก แผน B – "ทำให้เธอหัวเราะ" – ถูกทำลายย่อยยับ ฮือๆๆ... หรือข้าจะเป็นได้แค่คนดีที่ถูกจัดอยู่ในสถานะ 'เฟรนด์โซน' ไปจนแก่จริงๆ?

ในห้องครัว หวังเซิ่งหนานรีบห่อเกี๊ยวจนเสร็จ เมื่อนางนำพวกมันไปต้ม สายตาก็เหลือบไปเห็นเหล่าอุลตร้าแมนผู้องอาจยืนเรียงรายอยู่บนเขียง ใบหน้าที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็ง ในที่สุดก็ไม่อาจซ่อนรอยยิ้มที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากได้

จบบทที่ บทที่ 27 พวกเจ้าช่างตาต่ำนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว