เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 เชิญซื้อเจ็ดสิบสองอิทธิฤทธิ์

บทที่ 26 เชิญซื้อเจ็ดสิบสองอิทธิฤทธิ์

บทที่ 26 เชิญซื้อเจ็ดสิบสองอิทธิฤทธิ์


บทที่ 26 เชิญซื้อเจ็ดสิบสองอิทธิฤทธิ์

หวังเซิ่งหนานขมวดคิ้ว “ว่ามา”

จางเสี่ยวซีอึกอัก เท้าเขี่ยพื้นไปมา “ท่านอาจารย์ ท่านดูสิ ข้าตัวคนเดียวหัวเดียวกระเทียมลีบ ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงก็ไม่มี วันส่งท้ายปีเก่าจะให้ไปที่ไหนได้ เลี้ยงฉลองปีใหม่เช่นนี้ ข้าขอ...”

หวังเซิ่งหนานเกือบจะปฏิเสธออกไปทันควัน แต่พอคิดดูอีกที การปล่อยให้เขาเฝ้าสำนักคุ้มภัยร้างผู้เดียวในคืนข้ามปีก็ดูจะโหดร้ายเกินไปหน่อย สุดท้ายจึงได้แต่ถอนหายใจและกล่าวอย่างจำยอม “เช่นนั้นเจ้าก็มาเถอะ”

ภารกิจขอร่วมโต๊ะอาหารเย็นประสบความสำเร็จ โอตาคุหนุ่มดีใจจนเนื้อเต้น รู้สึกเหมือนเข้าใกล้ชัยชนะไปอีกขั้นและเริ่มมีความหวังที่จะได้สละโสด แต่เมื่อเห็นอาจารย์อารมณ์ไม่ดี วันนี้เขาจึงไม่กล้าเซ้าซี้ รีบยิ้มแหยๆ “ท่านอาจารย์ ท่านยุ่งไปเถอะ ข้าไม่รบกวนแล้ว” ว่าจบก็รีบชิ่งหนีไปทันที

เมื่อกลับมาถึงสำนักคุ้มภัย จางเสี่ยวซีเห็นว่าอาการบอบช้ำภายในดีขึ้นมากแล้ว จึงตัดสินใจสวมห่วงถ่วงน้ำหนักเพื่อฝึกฝนวิชาตัวเบาต่อ นอกจากนี้ ‘วิชาตัวเบาพื้นฐาน’ ที่ซื้อมาจากร้านค้า SP แม้จะไม่ใช่วิราชั้นสูง แต่ก็มีความครอบคลุมและเป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง มีตั้งแต่การปีนป่ายกำแพงไปจนถึงการกระโดดสูง โดยเฉพาะเทคนิคการเคลื่อนที่และการหลบหลีกในระยะประชิดซึ่งเข้าคู่กับท่าเท้าเหยียบหญ้าได้อย่างลงตัว หลังจากฝึกฝนมาสองวัน แม้ค่าสถานะความคล่องตัวของจางเสี่ยวซีจะยังไม่เพิ่มขึ้น แต่เขาก็สามารถดึงศักยภาพ 19 แต้มที่มีอยู่ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ เขาเชื่อมั่นว่าในการต่อสู้ครั้งหน้า ตนจะมีความยืดหยุ่นและคล่องแคล่วว่องไวขึ้น รวมถึงพละกำลังที่น่าจะก้าวกระโดดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สิบกว่าวันที่เหลือไม่มีเหตุการณ์พิเศษใดๆ ยายเฒ่าที่มัวแต่ยุ่งกับการแจกใบปลิวก็หายหน้าไปหลายวัน หัวหน้าจางจึงได้เสวยสุขกับวันเวลาอันเงียบสงบปราศจากคนกวนใจ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการบำเพ็ญเพียรและดูแลกิจการภายในสำนักคุ้มภัย พลังวัตรของชายหนุ่มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ยหนึ่งแต้มทุกสองวัน จวบจนวันสิ้นปี พลังวัตรของเขาก็พุ่งแตะ 26 แต้ม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพรสวรรค์เทพโอตาคุหรือฤทธิ์ยาชำระไขกระดูกที่ยังตกค้าง แต่ความเร็วในการฝึกปรือนี้ถือว่าอัจฉริยะหากเทียบกับคนทั่วไป หากยังคงรักษาความเร็วเช่นนี้ต่อไป เขาคงบรรลุขั้น ‘เริ่มเข้าวิถี’ ได้ภายในไม่ถึงครึ่งปี ทั้งที่โอตาคุหนุ่มเพิ่งจะเริ่มฝึกพลังวัตรมาได้ไม่ถึงสองเดือน ข่าวนี้หากแพร่งพรายออกไป คงดึงดูดความสนใจจากสำนักใหญ่ๆ ได้ไม่น้อย

ทว่าตัวจางเสี่ยวซีเองกลับไม่รู้ว่าความเร็วระดับปกติมันควรเป็นเช่นไร เพราะยุทธภพอำเภอชิงหยางนั้นห่างไกลความเจริญเหลือเกิน ห่างไกลเสียจนไม่มีแม้แต่คัมภีร์ฝึกจิตที่สมบูรณ์สักเล่ม แน่นอนว่าถึงกระนั้น จางเสี่ยวซีก็พอจะคาดเดาได้ว่าในชิงหยางน่าจะมีคนที่บรรลุขั้น ‘เริ่มเข้าวิถี’ อยู่บ้าง อย่างน้อยเจ้าสำนักฝ่ามือเหล็กและหัวหน้าพรรคดาวดาราที่มีวิชาครึ่งๆ กลางๆ ครอบครองอยู่ ก็น่าจะมีฝีมือระดับนั้น แม้จะมีเพียงเคล็ดวิชาครึ่งเล่ม แต่พวกเขาก็ฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง อาศัยความเพียรพยายามยี่สิบสามสิบปี ต่อให้พรสวรรค์ย่ำแย่เพียงใด ก็น่าจะสะสมพลังวัตรได้ถึงร้อยแต้ม นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือว่าสือชิงหลงแห่งสำนักคุ้มภัยชิงหยางเคยเป็นคนงานในสำนักใหญ่แห่งหนึ่งในแคว้นเหลียงมาก่อน และแอบเรียนรู้วิชาการเดินลมปราณมาบ้าง ชายหนุ่มคาดเดาว่าสือชิงหลงก็น่าจะอยู่ในระดับนั้นเช่นกัน ส่วนเจ้าสำนักฝึกวิชาอื่นๆ หรือหัวหน้าแก๊งเล็กแก๊งน้อยอาจมีวาสนาปาฏิหาริย์บ้าง แต่ความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำ แต่เมื่อมองไปทั่วยุทธภพชิงหยาง เขากลับหาคนฝึกพลังวัตรแบบปกติไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งนั่นทำให้ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าพัฒนาการของตนเองนั้นช้าหรือเร็วกันแน่

เขาตัดสินใจเลิกคิดมาก ตั้งแต่วันสิ้นปีเป็นต้นไป สำนักคุ้มภัยจะปิดทำการชั่วคราว หัวหน้าจางจะได้เสวยสุขกับวันหยุดประจำปีสิบห้าวันอย่างสบายใจ สองสามวันก่อน ชายหนุ่มหาร้านตัดเย็บและใช้ผ้าที่ฉีกวนเหยียนให้มาตัดชุดยาวใหม่ รองเท้าผ้าฝ้าย และเสื้อนวมตัวเล็กพอดีตัว เรียกว่าได้เครื่องทรงใหม่ครบชุด หัวหน้าจางในชุดใหม่นั่งอยู่ในสำนักคุ้มภัยราวกับเจ้าสาวหมาดๆ เฝ้ารอวันนี้ด้วยความตื่นเต้นระคนประหม่า

เช้าตรู่ เสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วท้องถนน ตามด้วยเสียงฆ้อง กลอง การเชิดมังกร และเชิดสิงโต ทันทีที่จางเสี่ยวซีเปิดประตูสำนัก เด็กกลุ่มหนึ่งก็กรูกันเข้ามากล่าวคำอวยพรและขอขนม จางต้าเปียวผู้เฒ่าเหงื่อตกอีกครั้ง เคราะห์ดีที่ฉีกวนเหยียนเตรียมขนมมาให้สองถุงในกองของขวัญปีใหม่ ไม่อย่างนั้นเขาคงโดนพวกเด็กๆ ค่อนขอดเอาอีก

หลังจากส่งพวกเด็กๆ กลับไป แขกคนที่สองคือยายเฒ่าที่หายหน้าหายตาไปนาน ยายเฒ่าหอบไข่เป็ดตะกร้าหนึ่งมาให้จางเสี่ยวซี พร้อมรายงานว่าภารกิจที่หัวหน้าจางมอบหมายสำเร็จลุล่วงด้วยดี ให้เตรียมตัวรับมือคลื่นผู้คนที่จะแห่มาสมัครใช้บริการต้าเยี่ยนโมบายล์จนหัวบันไดไม่แห้งในวันที่สิบหกเดือนหนึ่งได้เลย หัวหน้าจางกล่าวชื่นชมผลงานของยายเฒ่าและมอบผักผลไม้สดถุงหนึ่งเป็นรางวัลตอบแทน

หลังจากนั้น บ่าวไพร่ตระกูลฉีก็ยกของขวัญมามอบให้ ของขวัญชิ้นนี้คือกำไลหยกมังกรหงส์ เนื้อหยกบริสุทธิ์แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง ประเมินค่ามิได้ พี่อ้วนฉีเคยบอกชัดเจนแล้วว่าของรถเข็นคันก่อนคือ "ของไหว้ปีใหม่ที่ฝากซื้อระหว่างทาง" ดังนั้นย่อมต้องมีของขวัญวันสิ้นปีแยกต่างหาก น่าเสียดายที่พี่อ้วนเป็นพ่อค้าผู้กว้างขวางมีเพื่อนฝูงมากมาย จึงออกไปสังสรรค์แต่เช้าตรู่ ไม่สามารถมาด้วยตนเองได้

จางเสี่ยวซีรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ แม้พี่อ้วนจะมีนิสัยส่วนตัวแปลกประหลาดไปบ้าง แต่เรื่องความจริงใจต่อพี่น้องนั้นเต็มร้อย แต่กำไลหยกมังกรหงส์นี่มันดูทะแม่งๆ ชอบกล พอนึกถึงแววตาเป็นประกายของพี่อ้วนในวันนั้น โอตาคุหนุ่มก็สรุปได้ทันทีว่าวิญญาณนักซุบซิบของหมอนั่นคงกำลังลุกโชนอย่างแน่นอน

ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จางเสี่ยวซีหยิบพู่กันมาเขียนจดหมายฝากบ่าวที่มาส่งของให้นำกลับไปให้ฉีกวนเหยียน เนื้อความเรียบง่ายว่า "ผู้ใดถือจดหมายฉบับนี้มาที่สำนักคุ้มภัย ไม่ว่าจะมีคำขอใด ต้าเยี่ยนโมบายล์ยินดีช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถโดยไม่มีข้อยกเว้น" ในตอนนี้ จดหมายฉบับนี้อาจดูเหมือนเรื่องล้อเล่น และมูลค่าคงเทียบไม่ได้กับกำไลหยกมังกรหงส์ แต่สักวันหนึ่ง หากต้าเยี่ยนโมบายล์เติบโตเป็นยักษ์ใหญ่แห่งแคว้นเหลียงหรือแม้แต่ทั่วราชวงศ์ต้าเยี่ยน เมื่อนั้นมันจะมีค่ามหาศาลเกินกว่ากำไลหยกคู่หนึ่ง หากวันนั้นมาถึงจริงๆ แม้จะบอกว่ามีค่าพันตำลึงทองก็ยังถือว่าถูกไป จากนั้นเขาก็จำใจควักเงินสิบอีแปะเป็นรางวัลให้บ่าวรับใช้ ก่อนที่สำนักคุ้มภัยจะกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง

ก้าวเท้าออกจากประตู เขาเอ่ยทักทายสวัสดีปีใหม่กับเพื่อนบ้าน โอตาคุหนุ่มเห็นว่ายังเร็วเกินไปสำหรับมื้อเย็นวันสิ้นปี จึงตัดสินใจออกไปเดินเล่น แม้จะข้ามมิติมานานแล้ว แต่ชายหนุ่มยังคงรักษาความเป็นโอตาคุไว้อย่างเหนียวแน่น โดยพื้นฐานแล้ว หากไม่มีงานจ้างหรือต้องไปหาอาจารย์ เขาจะขลุกอยู่แต่ในบ้าน ค้นคว้าคัมภีร์ลับ ฝึกพลังวัตรและวิชาตัวเบา ต่อให้เอาช้างมาฉุดก็ไม่ออก ข้อดีคือ เมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ที่มองว่าการฝึกยุทธ์เป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย ชายหนุ่มกลับพบความสนุกในนั้น ทำให้ความก้าวหน้าของเขาไม่ช้าเลย ส่วนข้อเสียคือ เขาไม่มีสุนทรียภาพในการใช้ชีวิต จึงไม่แปลกที่ไม่มีสาวงามคนใดมาตกหลุมรัก

หลังจากเดินชมสินค้าแบบ 'วินโดว์ช็อปปิ้ง' บนถนนสายตะวันออกอยู่นาน โอตาคุหนุ่มก็จบทริปถนนสายตะวันออกด้วยความพึงพอใจ ท่ามกลางสายตาค้อนขวับจากบรรดาเถ้าแก่ร้านค้า จากนั้นชายหนุ่มก็เลี้ยวเข้าสู่ตรอกกลองตงหลัวที่อยู่ถัดไป ตรอกนี้เปรียบเสมือนตลาดนัดของอำเภอชิงหยาง ผู้ที่มีของเบ็ดเตล็ดจะขายแต่ไม่มีหน้าร้านถาวร จะจ่ายค่าธรรมเนียมเล็กน้อยให้แก่เจ้าถิ่นอย่างพรรคฝ่ามือเหล็ก แลกกับป้ายอนุญาตเล็กๆ เพื่อหาที่ตั้งแผงขายของได้ตามใจชอบ สินค้าที่นี่มีหลากหลายสากกะเบือยันเรือรบ หม้อ ไห ถ้วย ชาม หยก เครื่องเคลือบ จิ้งหรีด ตั๊กแตน ชุดชั้นใน รถถัง เฮลิคอปเตอร์อาปาเช่... เอ้อ ขออภัย สองอย่างหลังไม่มี สรุปง่ายๆ คือมันเป็นตรอกที่คล้ายกับเถาเป่า (ตอนนี้ต้องเรียกทีมอลล์แล้วสินะ?)

จางเสี่ยวซีเดินชมด้วยความสนใจ ระหว่างนั้นเขายังเห็นพ่อค้าเร่ขายคัมภีร์ยุทธ์อยู่หลายราย พักเรื่องอื่นไว้ก่อน อย่างน้อยรูปลักษณ์ภายนอกก็ดูดีทีเดียว หน้าตาอ่อนเยาว์แต่ผมขาวโพลน สวมชุดยาวพลิ้วไหว แต่พออ้าปากพูดเท่านั้นแหละ จบกัน "สหายตัวน้อย ข้าเห็นท่านกระดูกสันหลังดีเยี่ยม เป็นอัจฉริยะด้านวรยุทธ์หนึ่งในหมื่นคน ข้าจะขายสุดยอดวิชาที่สาบสูญ 'ฝ่ามือยูไล' นี้ให้ในราคาเพียงสิบตำลึง หา? แพงไปรึ? งั้นแถม 'เจ็ดสิบสองอิทธิฤทธิ์' ให้อีกเล่มเป็นไง? ใช่ๆ วิชานั้นของซุนหงอคงแห่งเขาผลไม้นั่นแหละ" จางเสี่ยวซีแทบกระอักเลือด "คุณพระช่วย มีเจ็ดสิบสองอิทธิฤทธิ์ด้วยเรอะ? ตาเฒ่า ท่านนี่โม้เก่งจริงๆ!" และก็เป็นไปตามคาด ชายวัยกลางคนข้างๆ พูดแทรกด้วยความเหยียดหยาม "เพ้อเจ้ออะไรกัน? กล้าเอาของแบบนี้มาหลอกคนรึ? อย่างน้อยก็ศึกษาบริบทโลกให้ดีก่อนจะโม้เถอะ" จางเสี่ยวซีพยักหน้าเห็นด้วย "ใช่ๆ นั่นแหละประเด็น" แต่แล้วคุณลุงคนนั้นก็หันมาหาเขาและเริ่มโฆษณาคัมภีร์ฝึกตนขั้นเทพของตัวเองบ้าง ลุงเหลือบมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวังก่อนกระซิบถามจางเสี่ยวซี "น้องชาย เคยได้ยินเรื่องเมื่อไม่กี่วันก่อนไหม ที่สำนักคุ้มภัยต้าเยี่ยนโมบายล์เปิดตัว แล้วหัวหน้าจางต่อยยอดฝีมือชื่อดัง เฉินฉางเฟิง สลบเหมือดด้วยหมัดเดียว?" จางเสี่ยวซีได้ยินเช่นนั้นก็หน้าบาน รีบตอบว่า "ได้ยินสิ ได้ยินสิ!" คุณลุงตบต้นขาฉาด ในที่สุดก็เจอคนที่คุยรู้เรื่อง "แล้วเจ้ารู้ไหมว่าท่าไม้ตายสุดยอดที่หัวหน้าจางใช้ตอนท้ายเรียกว่าอะไร?" จางเสี่ยวซีทำหน้าประหลาดพลางตอบ "ดูเหมือนจะเรียกว่าหมัดความเร็วแสงกระมัง?" คุณลุงยกนิ้วโป้งให้ "สมกับเป็นจอมยุทธ์รุ่นเยาว์ที่ทันโลกยุทธภพ ไม่ใช่ไก่อ่อนที่จะมาถูกหลอกด้วย 'เจ็ดสิบสองอิทธิฤทธิ์' เอาอย่างนี้ ข้ากับหัวหน้าจางเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน ข้าได้คัมภีร์ท่าไม้ตายของเขามาจากวงในเชียวนะ คุณพระ ของจริงแท้แน่นอน! ลุงไม่หลอกเจ้าหรอก ยี่สิบตำลึงเอาคัมภีร์ไปเลย เป็นไง?" ได้ยินดังนั้น จางเสี่ยวซีแทบจะกระอักเลือดเก่าออกมาอีกคำรบ คลื่นลูกใหม่มาแรงกว่าลูกเก่าจริงๆ และคนนี้ร้ายกาจกว่ามาก เขาจำใจตบไหล่ 'พี่น้องร่วมสาบาน' เบาๆ เพื่อให้กำลังใจ "ข้าเลื่อมใสในวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของท่านจริงๆ ลุง เส้นทางของหัวหน้าจางจะต้องรุ่งโรจน์แน่นอน สู้เขานะตะเอง!"

หลังจากเบียดเสียดผ่านพวกสิบแปดมงกุฎออกมา จางเสี่ยวซีเดินดูของต่อ โฮ่ๆ ยายเฒ่าตรงนั้นดูเหมือนจะขายของเล่นผู้ใหญ่ สินค้าหลักอย่างเอี๊ยมตัวน้อยสุดเซ็กซี่ปลิวไสวล้อลมแดด สร้างความขบขันให้โอตาคุหนุ่มไม่น้อย ขณะกำลังจะเข้าไปดูใกล้ๆ เขาก็ได้ยินเสียงเหมือนคนทะเลาะกันดังมาจากด้านหน้า

จบบทที่ บทที่ 26 เชิญซื้อเจ็ดสิบสองอิทธิฤทธิ์

คัดลอกลิงก์แล้ว