- หน้าแรก
- ระบบสร้างสำนักคุ้มภัยขั้นเทพ
- บทที่ 28: เช่นนั้นเจ้าก็ดื่มเป็นเพื่อนข้า
บทที่ 28: เช่นนั้นเจ้าก็ดื่มเป็นเพื่อนข้า
บทที่ 28: เช่นนั้นเจ้าก็ดื่มเป็นเพื่อนข้า
บทที่ 28: เช่นนั้นเจ้าก็ดื่มเป็นเพื่อนข้า
อาหารค่ำวันส่งท้ายปีเก่าแม้จะไม่หรูหราฟู่ฟ่า แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น เกี๊ยวต้มร้อนๆ ควันฉุย ทานคู่กับถั่วลิสงทอดหอมมัน เนื้อวัว และกับแกล้มเล็กๆ น้อยๆ อีกสองสามอย่าง จางเสี่ยวซีรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย หลังจากนั้นเขาจึงตามหวังเซิ่งหนานไปยังเรือนตะวันออก เพื่อเยี่ยมเยียนมารดาของท่านอาจารย์คนงามที่ล้มป่วยติดเตียงมาหลายปี
โอตาคุหนุ่มกล่าวอวยพรให้ท่านผู้เฒ่าหายป่วยไวๆ ตามมารยาท ทว่าทุกคนต่างรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงคำพูดตามธรรมเนียมเท่านั้น มารดาของหวังเซิ่งหนานล้มป่วยด้วยโรคประหลาดอย่างกะทันหันเมื่อไม่กี่ปีก่อน ในปีนั้นเงินเก็บกว่าครึ่งของโรงฝึกยุทธ์ถูกใช้ไปกับการรักษา โชคดีที่ได้ตำรับยาชาวบ้านจากนักพรตพเนจรท่านหนึ่งจึงช่วยพยุงอาการให้พ้นขีดอันตรายมาได้ แต่จำเป็นต้องทานยาประคองอาการวันละสามเวลา แม้ตัวยาจะไม่แพงมาก แต่เมื่อต้องใช้ต่อเนื่องยาวนานก็กลายเป็นรายจ่ายก้อนโต เงินที่ท่านอาจารย์คนงามหาได้จากการขายเต้าหู้ทุกวัน นอกจากต้องเจือจุนโรงฝึกยุทธ์แล้ว ยังต้องเจียดมาซื้อยาให้มารดาอีกด้วย โดยเฉพาะยามที่เห็นแก้มตอบซูบซีดของมารดา หวังเซิ่งหนานยิ่งดูกลัดกลุ้มอย่างเห็นได้ชัด หลังจากออกมาจากห้อง ท่านอาจารย์คนงามที่กำลังจิตตก ถึงกับหยิบสุราออกมานั่งดื่มเพียงลำพังเป็นครั้งแรก
“ท่านอาจารย์ ดื่มช้าหน่อยเถิดขอรับ รักษาสุขภาพด้วย” โอตาคุหนุ่มกล่าวเตือนด้วยความเป็นห่วง เขาจำได้ว่านางเป็นเพียงดรุณีวัยสิบหกสิบเจ็ดปีเท่านั้น หากเป็นในชาติก่อน นางก็คงเป็นเพียงนักเรียนมัธยมปลายผู้ไร้เดียงสา แต่ในตอนนี้ นางกลับต้องแบกรับภาระหนักอึ้งของชีวิตไว้เพียงลำพัง ดูแลทั้งโรงฝึกยุทธ์และมารดา ช่างไม่ง่ายดายเลยจริงๆ ทว่าในยามปกติ ท่านอาจารย์มักซ่อนอารมณ์ความรู้สึกไว้ภายใต้ฉากหน้าอันเย็นชา ไม่ยอมให้ใครเห็นความอ่อนแอแม้แต่น้อย คิดถึงตรงนี้ จางเสี่ยวซีก็อดรู้สึกปวดใจแทนไม่ได้
หวังเซิ่งหนานเลื่อนจอกสุรามาตรงหน้าเขา เงยหน้าขึ้นพลางกล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ดื่มเป็นเพื่อนข้า”
คำสั่งอาจารย์ยากจะขัดขืน จางเสี่ยวซีจึงจำต้องนั่งลงเป็นเพื่อนนาง เห็นได้ชัดว่าคืนนี้ท่านอาจารย์คนงามตั้งใจจะใช้สุราดับทุกข์ ใบหน้าที่มักเย็นชาอยู่เป็นนิจเริ่มปรากฏรอยแดงระเรื่อ เปลือกตาสั่นระริกราวกับสัตว์ตัวน้อยที่ได้รับบาดเจ็บ ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจของโอตาคุหนุ่ม เขาอยากจะโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขนโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม แต่ทว่า... เมื่อพิจารณาถึงความห่างชั้นของวรยุทธ์แล้ว โอตาคุหนุ่มจึงตัดสินใจนั่งสงบเสงี่ยมเจียมตัวต่อไป
ผ่านไปไม่กี่จอก จู่ๆ หวังเซิ่งหนานก็คว้ากาเหล้าบนโต๊ะ ชี้หน้าโอตาคุหนุ่มแล้วตะคอกอย่างเกรี้ยวกราด “ไหนบอกว่าจะดื่มเป็นเพื่อนข้า? ทำไมเหล้าในจอกถึงยังไม่พร่องสักนิด? เจ้าเห็นว่าสายตาข้าฝ้าฟางแล้วคิดจะรังแกกันรึ?”
โอตาคุหนุ่มรีบยกจอกเปล่าไปตรงหน้าหวังเซิ่งหนาน “ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว ท่านอาจารย์ได้โปรดอย่าดื่มอีกเลย ลงโทษศิษย์ผู้นี้แทนเถิด”
หวังเซิ่งหนานพยักหน้าอย่างพึงพอใจ นางลุกขึ้นยืนแล้วเขย่งเท้าเข้ามาใกล้จางเสี่ยวซี โอตาคุหนุ่มได้กลิ่นหอมประหลาดลอยตามลมเข้าจมูก สมองของเขาอื้ออึงราวกับจะระเบิด ฮอร์โมนในร่างกายพลุ่งพล่านอย่างห้ามไม่อยู่
ทว่าในวินาทีถัดมา สุราเย็นเฉียบที่ราดรดลงบนแขนเสื้อซึมเข้าสู่เสื้อนวม ก็ช่วยดับไฟราคะให้มอดดับลงจนหมดสิ้น มองดูท่านอาจารย์คนงามที่ยังคงเทเหล้าไม่หยุดด้วยแววตาสับสนงุนงง โอตาคุหนุ่มรู้สึกทั้งอับอายและทำตัวไม่ถูก สวรรค์ช่วย ในเวลาที่ท่านอาจารย์ต้องการการปลอบโยนเช่นนี้ เขากลับมีความคิดอกุศลฉวยโอกาสกับนางได้อย่างไร?
หวังเซิ่งหนานเทเหล้าใส่แขนเสื้อจางเสี่ยวซีอยู่นาน เมื่อเห็นว่าจอกเหล้าของโอตาคุหนุ่มยังไม่เต็มสักที ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานก็ระเบิดออกมา นางปล่อยโฮร้องไห้เสียงดัง “พวกเจ้าล้วนรังแกข้า... พวกเจ้าล้วนรังแกข้า... ฮือๆ ท่านพ่อ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน ลูกสาวคิดถึงท่านเหลือเกินเจ้าค่ะ... ทำไมท่านถึงทิ้งเซิ่งหนานไว้คนเดียว ท่านเองก็ทอดทิ้งเซิ่งหนานเหมือนกันใช่ไหม... ฮือๆ”
จางเสี่ยวซีทำอะไรไม่ถูก ได้แต่มองท่านอาจารย์ที่ร้องไห้ฟูมฟายอย่างจนปัญญา อย่างไรก็ตาม ในชาติก่อนเขาเป็นถึงยอดฝีมือผู้ครอบครอง ‘บัตรคนดี’ ทักษะการเป็นพี่ชายที่แสนดีจึงเต็มเปี่ยม จนแทบไม่มีแต้มเหลือไปอัพสกิลการสารภาพรัก ดังนั้นเขาจึงรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างช่ำชอง
เขาคอยอยู่เคียงข้างปลอบโยนท่านอาจารย์อยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นว่านางยังไม่คลายเศร้า โอตาคุหนุ่มจึงตบหน้าอกเสนอตัวเล่นเกม 'ทุบหัวตุ่น' ที่เขาคิดค้นขึ้นใหม่กับนาง รายละเอียดของเกมก็อ้างอิงมาจากตู้เกมตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป แต่เนื่องจากชายหนุ่มไม่มีเครื่องเกม เขาจึงอาสาเป็นตัวตุ่นเสียเอง ยอมให้ท่านอาจารย์ที่เดินโซซัดโซเซไล่กวดไปทั่วลานบ้าน แต่พอท่านอาจารย์จับตัวตุ่นได้จริงๆ นางกลับทำใจใช้ไม้นวดแป้งในมือฟาดไม่ลงเสียอย่างนั้น
กลางดึกคืนนั้น จางเสี่ยวซีอุ้มหวังเซิ่งหนานที่เล่นจนเหนื่อยและฟุบหลับคาโต๊ะกลับไปส่งที่ห้องนอน มองดูรอยยิ้มหวานละมุนบนใบหน้ายามหลับใหลของท่านอาจารย์ ความอ่อนโยนสายหนึ่งก็เอ่อล้นในหัวใจของโอตาคุหนุ่ม หลังจากเป่าตะเกียงดับไฟ จางเสี่ยวซีก็ย่องออกจากโรงฝึกยุทธ์กลับบ้าน ทบทวนเรื่องราววุ่นวายในค่ำคืนนี้ ชายหนุ่มรู้สึกสะท้อนใจไม่น้อย หากนางไม่เมา เขาคงไม่มีโอกาสได้เห็นด้านนี้ของท่านอาจารย์เป็นแน่ แต่ทว่า... พรุ่งนี้เช้าหากท่านอาจารย์ตื่นขึ้นมาแล้วจำเรื่องราวคืนนี้ได้ จำได้ว่าเล่นเกมไล่จับปัญญาอ่อนกับเขาเหมือนเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ นางจะอยากฆ่าปิดปากเขาหรือไม่หนอ
แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มนั้นของท่านอาจารย์ ต่อให้ต้องถูกไม้นวดแป้งไล่ตีสักสิบถนนก็นับว่าเป็นกำไรชีวิตแล้ว จางเสี่ยวซีคิดพลางถูจมูก
เช้าวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มเดินโซเซเข้าครัวหลังจากโคจรลมปราณครบสองรอบ เตรียมต้มข้าวต้มสำหรับมื้อเช้า ทันทีที่เทข้าวสารที่ซาวแล้วลงในหม้อ จางเสี่ยวซีก็พลันนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานตอนจ่ายตลาด ดูเหมือนเขาจะทุ่มเงินก้อนโตถึงสองตำลึงซื้อเจ้าหนอนแปดตัวที่คาดว่าจะเป็น 'ตังถั่งเช่า' มาด้วย เจ้านี่มันใช่สมุนไพรวิเศษในตำนานจากชาติก่อนจริงๆ หรือ? จางเสี่ยวซีคีบหางเจ้าหนอนขึ้นมาพิจารณาดูด้วยความเคลือบแคลง อืม... รูปร่างหน้าตาของมันช่าง... แถมยังเป็นสีเหลืองทองเหมือนก้อนอึจิ๋วอีกต่างหาก โชคดีที่ยังพอมองออกว่าเป็นรูปทรงของหนอน แน่นอนว่าการยืนยันข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้ช่วยให้เจริญอาหารขึ้นเลย โดยเฉพาะเมื่อเห็นเจ้าสิ่งนี้ลอยตุ๊บป่องอยู่ในหม้อข้าวต้ม ช่างเป็นการทรมานจิตใจเสียจริง
อย่างไรก็ตาม หลักปรัชญาแห่งความมัธยัสถ์สอนให้เรารู้จักละอายต่อความฟุ่มเฟือย แม้ชีวิตความเป็นอยู่ของชายหนุ่มจะดีขึ้นหลังจากเปิดสำนักคุ้มภัย แต่จะให้เทน้ำข้าวทิ้งขว้างได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น หากเจ้าหนอนนี่คือตังถั่งเช่ายาดีในตำนานจริงๆ การเทน้ำข้าวทิ้งย่อมเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่หลวง หลังจากไตร่ตรองอยู่นาน ในที่สุดจางเสี่ยวซีก็แสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วปิดฝาหม้อต้มข้าวต้มต่อไป
เขาได้แต่ภาวนาว่า ตัวเขาผู้เป็นเยาวชนน้ำดีที่ข้ามมิติมาจากศตวรรษที่ 21 แห่งมหาอาณาจักรมังกร จะพกพาสกิลติดตัวของชนชาติอย่าง 'กายาต้านพิษร้อยแปด' ติดตัวมาด้วยเถิด
ประมาณครึ่งชั่วยามถัดมา ข้าวต้มก็จวนจะได้ที่ แต่ด้วยหลักการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูง จางเสี่ยวซีจึงรออีกสิบห้านาทีก่อนจะเปิดฝาหม้อด้วยความระทึก มองดูเจ้าหนอนที่ลอยอืดอยู่บนผิวข้าวต้ม ชายหนุ่มยังคงสงสัยในความปลอดภัยของมันอย่างยิ่ง เพื่อความไม่ประมาท จางเสี่ยวซีจึงไปล่อลวงสุนัขตัวผู้ของเพื่อนบ้านมา ตักข้าวต้มใส่ชามใบเล็ก แล้วบังคับขู่เข็ญให้เจ้าตูบผู้โชคร้ายกินเข้าไป หลังจากสังเกตอาการอยู่พักหนึ่ง พบว่า 'ตัวทดลองหมายเลข 1' ยังคงเดินวางท่าอยู่ในลานบ้านด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผยและหยิ่งยโส ไม่มีทีท่าว่าจะลงไปดิ้นพราดๆ ด้วยความเจ็บปวดแต่อย่างใด
ดังนั้นชายหนุ่มจึงแสดงความขอบคุณต่อการสนับสนุนอันแข็งแกร่งของหมายเลข 1 และยกย่องจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ที่อุทิศตนเพื่อวงการวิทยาศาสตร์ หลังจากกินข้าวต้มผสมตังถั่งเช่าเข้าไป เขาก็เดินไปส่งหมายเลข 1 ที่หน้าประตูด้วยตัวเอง
ใครจะรู้ว่าทันทีที่ก้าวพ้นประตูใหญ่ ความสง่าผ่าเผยของหมายเลข 1 ก็มลายหายไปสิ้น มันกระโจนเข้าใส่แมวตัวเมียตัวเล็กๆ ที่กำลังเดินเล่นอยู่หน้าประตูด้วยความเร็วปานสายฟ้าฟาดอย่างหน้าไม่อาย แมวน้อยผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่คาดไม่ถึงว่าหมายเลข 1 จะจู่โจมอย่างดุเดือดและไร้ความยับยั้งชั่งใจเช่นนี้ หลังจากร้องเหมียวอย่างโหยหวน มันก็ถูกกดลงกับพื้นอย่างเด็ดขาด และแล้วหมายเลข 1 ที่เมื่อครู่ยังดูดีมีสกุล ก็เผยสัญชาตญาณสัตว์ป่าออกมาจนหมดสิ้น (มันก็เป็นสัตว์อยู่แล้วนี่หว่า) มันคำรามลั่นพร้อมกับขึ้นขี่แมวน้อยที่ยังคงดิ้นรนขัดขืน ฉากต่อจากนี้... เอาเป็นว่าตามกฎระเบียบของบ้านเมือง ผู้เขียนไม่สามารถบรรยายรายละเอียดได้...
เมื่อได้เห็นฉากการพานพบอันป่าเถื่อนข้ามสายพันธุ์อย่างกะทันหัน จางเสี่ยวซีถึงกับยืนตะลึงตาค้าง ภายหลังตามคำให้การของนักเรียนจางเสี่ยวซี พยานปากเอกและผู้บงการเบื้องหลังอาชญากรรมความรุนแรงครั้งนี้ ซึ่งเรียกได้ว่าโหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ชีววิทยา โอตาคุหนุ่มแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งว่าตอนนั้นเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก แม้เขาอยากจะระงับเหตุ แต่สุดท้ายก็ช้าไปก้าวหนึ่ง ได้แต่มองดูแมวน้อยผู้น่าสงสารต้องทนทุกข์ทรมานอยู่นานถึงสองชั่วโมง ทำได้เพียงยืนมองตาปริบๆ ยิ่งไปกว่านั้น มีรายงานว่าผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว และคดีกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาไต่สวนเพิ่มเติม
โปรดโหวต โหวต โหวต โหวต โหวต โหวต โหวต!!!!