- หน้าแรก
- ระบบสร้างสำนักคุ้มภัยขั้นเทพ
- บทที่ 24: เข้าถึงจิตวิญญาณ เจ้าเข้าใจหรือไม่?
บทที่ 24: เข้าถึงจิตวิญญาณ เจ้าเข้าใจหรือไม่?
บทที่ 24: เข้าถึงจิตวิญญาณ เจ้าเข้าใจหรือไม่?
บทที่ 24: เข้าถึงจิตวิญญาณ เจ้าเข้าใจหรือไม่?
เมื่อเห็นยายเฒ่าทำท่าทางลับๆ ล่อๆ ราวกับนักเลงค้ายาข้างถนนในอเมริกา จางเสี่ยวซีจึงทำได้เพียงเล่นตามน้ำ แสร้งทำเป็นอินกับบทบาทอย่างลึกซึ้งแล้วเอ่ยว่า “ท่านยายโปรดบอกความจริงมาเถิด สำนักคุ้มภัยของข้าพร้อมบุรุษผู้กล้าหนึ่งร้อยแปดนายจะจารึกบุญคุณไว้ชั่วกาลนาน”
ยายเฒ่าพอใจยิ่งนักที่ได้ยินเช่นนี้ นางเลิกทำท่าอึกอักแล้วเข้าประเด็นทันที “เจ้ารู้จักเสี่ยวเถี่ยจู้ ช่างตีเหล็กถนนถัดไปหรือไม่?”
“หือ? เสี่ยวเถี่ยจู้หรือ?” จางเสี่ยวซีทะลุมิติมาอยู่ที่โลกนี้ได้เดือนกว่าแล้ว ได้พบปะผู้เฒ่าผู้แก่ แมว และสุนัขมาไม่น้อย หลังจากขบคิดอย่างหนัก เขาก็พอจะจำได้รางๆ ว่ามีคนผู้นี้อยู่ในความทรงจำ ปกติจะทำงานอยู่ในร้านตีเหล็กแห่งหนึ่ง เป็นคนเงียบขรึมพูดน้อย หน้าตาเหมือนตัวประกอบฉากระดับล่างที่ผู้สร้างไม่ได้ใส่ใจลงรายละเอียด ยายเฒ่า... สิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์เหล่านี้ช่างน่าเกรงขามสมคำร่ำลือ ไม่ว่าจะอยู่ในมิติไหน พวกนางก็ยังสามารถขุดคุ้ยเนื้อเรื่องดราม่าออกมาจากคนเดินผ่านทางที่ดูจืดชืดที่สุดได้ จางเสี่ยวซีเกิดความรู้สึกเลื่อมใสขึ้นมาทันที คนเราต้องเบื่อหน่ายเพียงใดกันถึงจะบรรลุขอบเขตขั้นนี้ได้!
เมื่อเห็นว่าจางเสี่ยวซีเริ่มคล้อยตามแล้ว ยายเฒ่าจึงเล่าต่อ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเสี่ยวเถี่ยจู้มีภรรยาชื่อเยว่เหนียง นางเป็นคนผิวขาวหน้าตาสะสวย เสี่ยวเถี่ยจู้รักและตามใจนางที่สุด ทว่าเยว่เหนียงมักจะขมวดคิ้วนิ่วหน้าและดูโศกเศร้าอยู่เสมอ เพื่อให้นางร่าเริงขึ้น เสี่ยวเถี่ยจู้มักจะนำเศษเหล็กที่เหลือจากร้านมาทำเป็นเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ที่ประณีตงดงามให้ เยว่เหนียงเห็นแล้วก็จะดีใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่ผ่านไปไม่นานนางก็จะกลับมาโศกเศร้าดังเดิม”
จางเสี่ยวซีหมุนพู่กันในมือเล่นแล้วกล่าวอย่างเบื่อหน่าย “มีอะไรแปลกตรงไหน? ก็แค่นางรู้สึกว่าแต่งงานผิดคน เจ้าเสี่ยวเถี่ยจู้ผู้นี้ทึ่มทื่อเหมือนท่อนไม้ คงพูดจาหวานหูไม่เป็นกระมัง”
“ถูกต้อง!” ยายเฒ่าตบโต๊ะฉาด ทำเอามือของจางเสี่ยวซีสะดุ้งจนปลายพู่กันเกือบแยงรูจมูก ยายเฒ่ากล่าวต่อ “เพื่อนบ้านต่างก็คิดเช่นนั้น เดิมทีเยว่เหนียงเป็นลูกสาวของเถ้าแก่สวีเจ้าของร้านตีเหล็ก ส่วนเสี่ยวเถี่ยจู้นี้เดิมเป็นเพียงเด็กยากจนจากหมู่บ้านใกล้ๆ อำเภอชิงหยาง เข้ามาเป็นเด็กฝึกงานในร้าน ทีแรกก็ไม่มีอะไร แต่เถ้าแก่สวีพบว่าเขามีพรสวรรค์ด้านนี้อย่างน่าทึ่ง เพียงไม่กี่เดือนไม่เพียงเรียนรู้วิชาจนหมดไส้หมดพุง กิจการร้านตีเหล็กยังดีวันดีคืน เถ้าแก่สวีไม่มีอะไรจะสอนแล้ว แต่เมื่อเห็นเสี่ยวเถี่ยจู้คิดจะลาจากไปหาวิชาความรู้เพิ่ม เถ้าแก่สวีก็ทำใจปล่อยต้นไม้เงินต้นไม้ทองนี้ไปไม่ได้ เขาดูออกนานแล้วว่าเสี่ยวเถี่ยจู้มีใจให้เยว่เหนียงลูกสาวตน แต่เยว่เหนียงไม่ได้ชอบเสี่ยวเถี่ยจู้ น่าเสียดายที่ความรักลูกของเถ้าแก่สวีไม่อาจต้านทานอำนาจเงินตราได้ เขาจึงแข็งใจยกเยว่เหนียงให้แต่งงานกับเสี่ยวเถี่ยจู้ หลังแต่งงานเยว่เหนียงจึงได้แต่ตรอมใจ”
จางเสี่ยวซีรีบวางพู่กันในมือลงและพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ๆ แตงที่บิดจากขั้วย่อมไม่หวาน”
ยายเฒ่าชำเลืองมองชายหนุ่มด้วยหางตา โอตาคุหนุ่มงุนงงเล็กน้อยกับสายตานั้นจึงถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ “มีอะไรหรือ?”
ยายเฒ่ากล่าวว่า “ข้าเห็นเจ้าก็อยู่ในวัยที่ควรมีความรัก อยากให้ข้าแนะนำแตงหวานๆ ให้สักลูกไหม?”
“ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว” ว่าแล้วเชียว หญิงชราในประวัติศาสตร์ล้วนมีหัวใจของแม่สื่อ จางเสี่ยวซีปาดเหงื่อเย็นแล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ทหารซยงหนูยังไม่สิ้น ข้าผู้น้อยยังไม่คิดเรื่องแต่งงาน ท่านยายโปรดเล่าต่อเถิด”
เมื่อเห็นปณิธานแน่วแน่ของเขา ยายเฒ่าจึงจำต้องละทิ้งจิตวิญญาณแม่สื่อไปชั่วคราวแล้วเล่าต่อ “เดิมทีเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ข้าเห็นเพื่อนบ้านมากมายที่ไม่ได้แต่งงานกับคนที่ตนรัก แต่เรื่องมันยังไม่จบ มีคนบอกว่าเมื่อวานเห็น... เยว่เหนียงคนนี้ขึ้นรถม้าของพ่อค้าจากแดนใต้ที่มาติดต่อธุรกิจในอำเภอชิงหยาง ตอนนี้ทุกคนลือกันให้แซ่ดว่าเยว่เหนียงทิ้งเสี่ยวเถี่ยจู้หนีตามผู้ชายอื่นไปแล้ว!”
จางเสี่ยวซีถามด้วยความสงสัย “เอ๊ะ? ไหนท่านบอกว่าเป็นความลับสุดยอด แล้วทำไมตอนนี้ลือกันให้แซ่ดล่ะ?”
ยายเฒ่าชะงักไปครู่หนึ่ง “ทำไมเจ้าถึงจุกจิกนักนะพ่อหนุ่ม? เข้าถึงจิตวิญญาณ เข้าถึงจิตวิญญาณของเรื่องราวหน่อยสิ เข้าใจไหม?”
“ขอรับๆๆ” จางเสี่ยวซีรีบรับคำ หลังจากส่งยายเฒ่าผู้กระจายความลับสุดยอดไปทั่วสารทิศกลับไปแล้ว สำนักคุ้มภัยก็เริ่มดำเนินการตามปกติ จางเสี่ยวซีไม่ได้เก็บเอาเรื่องซุบซิบที่เพิ่งได้ยินมาใส่ใจ เรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ก็แค่ฟังไว้เป็นนิทาน จางเสี่ยวซีเปิดสำนักคุ้มภัย ไม่ได้เปิดที่ว่าการอำเภอ ย่อมไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว
วันนี้งานยังคงแน่นเอียด นอกจากส่งจดหมายและสินค้าแล้ว ชายหนุ่มยังรับงานจากร้านอาหารเล็กๆ ที่ยุ่งจนส่งของไม่ทัน โดยรับจ็อบเสริมเป็นพนักงานส่งอาหาร จากนั้นยังต้องคุ้มครองอาจารย์สอนชงชาผู้หนึ่งซึ่งถูกเพื่อนบ้านที่เป็นคนฆ่าสัตว์ข่มขู่ระหว่างทางกลับบ้าน จางเสี่ยวซีที่กะว่าจะโชว์ฝีมือสักหน่อย กลับไม่พบอุปสรรคใดๆ ตลอดทาง แม้แต่สุนัขจรจัดสักตัวก็ยังไม่มาขวางทาง สุดท้ายจางเสี่ยวซีที่ทำภารกิจสำเร็จลุล่วงอย่างราบรื่นเกินไปจึงรู้สึกกระดากใจเล็กน้อยตอนรับเงิน ระหว่างทางกลับ เขาพอกลุ่มคนมุงดูเหตุการณ์หน้าศาลากลาง ปรากฏว่าเป็นเสี่ยวเถี่ยจู้ที่มาร้องทุกข์ว่าพ่อค้าแดนใต้ลักพาตัวภรรยาเขาไป แต่พ่อค้าคนนั้นพาภรรยาเขาจากไปนานแล้ว นายอำเภอถามถึงรูปพรรณสัณฐานและชื่อแซ่ของฝ่ายชาย เขาก็ไม่รู้อะไรเลย ยิ่งไปกว่านั้นชิงหยางตั้งอยู่ในมณฑลเหลียงทางตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างจากแดนใต้หลายพันลี้ ไปกลับต้องใช้เวลาครึ่งปี อย่าว่าแต่ตามจับคนเลย แม้แต่ส่งเอกสารแจ้งเตือนก็ยังยาก สุดท้ายเรื่องจึงจบลงโดยไม่มีข้อยุติ เสี่ยวเถี่ยจู้ระงับความโกรธไม่อยู่จึงปะทะคารมกับนายอำเภอตรงนั้น จนถูกสั่งโบยยี่สิบไม้แล้วโยนออกมาให้ดูแลตัวเอง
จางเสี่ยวซีรู้สึกสงสารเขา แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ หลังจากถอนหายใจปลงสังเวชไม่กี่คำ เขาก็กลับมาที่สำนักคุ้มภัย ชายหนุ่มผู้เหนื่อยล้าปิดประตูใหญ่ของสำนักแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ประธาน รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งเอวและหลัง เขายิ่งรู้สึกว่าจำเป็นต้องรับสมัครลูกน้องมาช่วยงาน พูดถึงเรื่องนี้ จางเสี่ยวซีก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย เขาจำได้แม่นว่าชื่อเสียงในยุทธภพของสำนักคุ้มภัยฟูเวยมีเพียงเก้าคะแนน และแทบไม่มีใครในอำเภอชิงหยางรู้จักสำนักคุ้มภัยเล็กๆ แห่งนี้ หลังจากเขาเปลี่ยนชื่อ อย่างมากชื่อเสียงในยุทธภพก็ควรรักษามาตรฐานเดิมไว้ การที่ไม่ลดลงก็นับว่าไว้หน้ามากแล้ว ดังนั้นเขาจึงคิดว่าเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด จึงไม่จำเป็นต้องจ้างคนเพิ่ม เขาคนเดียวเอาอยู่
แต่ดูจากสถานการณ์จริงในช่วงสองวันที่เปิดทำการ มันเหนือความคาดหมายของเขาโดยสิ้นเชิง อาจจะเรียกว่ารุ่งโรจน์ไม่ได้ หากเทียบกับยักษ์ใหญ่อย่างสำนักคุ้มภัยชิงหยางในอำเภอชิงหยาง ปริมาณธุรกิจเท่านี้นับว่าน้อยนิดจนน่าเวทนา แต่มันก็ไม่เงียบเหงาอย่างแน่นอน แม้ลูกค้าส่วนใหญ่จะจ้างวานงานจิปาถะที่ดูไม่ค่อยเป็นทางการนัก แต่จำนวนงานกลับเยอะมาก! จางเสี่ยวซีทำงานแทบตาย สุดท้ายก็หาเงินได้ถึงเจ็ดสิบอีแปะในวันเดียว แน่นอนว่าเทียบไม่ได้กับลาภลอยเมื่อวาน แต่เรื่องอย่างฉีกวนเหยียนนั้นเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ได้เจอกันทุกวัน สำนักคุ้มภัยยังคงต้องหาเงินด้วยการเก็บเล็กผสมน้อยในแต่ละวัน และในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างชื่อเสียงที่ดี นี่ถึงจะเป็นแผนระยะยาว
นอกจากนี้ เนื่องจากทั้งสำนักมีคนเดียว ปกติเวลาจางเสี่ยวซีออกไปข้างนอกจึงต้องล็อคประตู ใครที่มาหาสำนักคุ้มภัยเคลื่อนที่ต้าเยี่ยนในช่วงเวลานี้ก็ทำได้เพียงรอ หากรอสักพักแล้วจางเสี่ยวซียังไม่กลับมา พวกเขาก็ต้องไปหาสำนักอื่น ทำให้เสียลูกค้าไปจำนวนมาก เรื่องนี้ทำให้หัวหน้าจางปวดใจและเสียดายยิ่งนัก เขาจึงกดเข้าไปดูตัวเลือก 'สำนักคุ้มภัย' ที่ยังไม่มีเวลาตรวจสอบตั้งแต่เปิดทำการ
ชื่อสำนักคุ้มภัย: ต้าเยี่ยนโมบายล์ (ก่อตั้งโดยจางเสี่ยวซี อดีตคือสำนักคุ้มภัยฟูเวย เพิ่งเปิดได้ไม่นาน ปัจจุบันบริหารงานโดยจางเสี่ยวซี มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อำเภอชิงหยาง)
ระดับสำนักคุ้มภัย: เลเวล 1 (เป็นเพียงสำนักเล็กๆ ยังไม่เข้าสู่กระแสหลัก)
สังกัดพรรค: (ไม่มี)
เงินทุนหมุนเวียน: ศูนย์ (บริหารจัดการย่ำแย่ จ่อล้มละลายรอมร่อ)
ชื่อเสียงในยุทธภพ: ยี่สิบสี่ (เป็นที่รู้จักเล็กน้อยในหมู่คนธรรมะและอธรรม เริ่มมีชื่อเสียงแพร่หลายในหมู่ชาวบ้านอำเภอชิงหยาง)
บุคลากรในสำนัก: หัวหน้าผู้คุ้มกัน (ว่าง), หลงจู๊ใหญ่ (ว่าง), หัวหน้าขบวน (ว่าง), ผู้คุ้มกัน (ว่าง), ผู้ติดตาม (ว่าง), เสมียน (ว่าง), ภารโรง (ว่าง)
ไอเทมพิเศษประจำสำนัก: (ไม่มี)
การที่ชื่อสำนักเปลี่ยนเป็นต้าเยี่ยนโมบายล์นั้นอยู่ในความคาดหมายของจางเสี่ยวซี ดูเหมือนว่าเจ้าระบบจะซิงโครไนซ์ข้อมูลได้ดีทีเดียว ทว่าค่าชื่อเสียงในยุทธภพที่สูงถึงยี่สิบสี่คะแนนนั้นทำให้เขาต้องสูดปากด้วยความประหลาดใจ แม้เขาจะให้บริการด้วยรอยยิ้มและพยายามเรียกลูกค้า แต่สองวันมานี้ก็บริการคนไปแค่ราวสิบคน ค่าชื่อเสียงนี้เพิ่มขึ้นโหดไปหน่อยไหม? และตามคำอธิบาย ชื่อเสียงกำลังค่อยๆ แพร่กระจาย ซึ่งหมายความว่า... มันยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ? จางเสี่ยวซีตกใจกับความคิดของตัวเอง แต่เมื่อลองนึกดูดีๆ โอตาคุหนุ่มก็พอจะเดาที่มาของคะแนนชื่อเสียงพวกนี้ได้ หรือจะเป็นผลพลอยได้จากการอัดเฉินชางเฟิงในวันเปิดสำนัก? สีหน้าของจางเสี่ยวซีดูแปลกพิกล เขายังคงประเมินชื่อเสียงของเฉินชางเฟิงในอำเภอชิงหยางต่ำเกินไป แม้เจ้านั่นจะมีหน้าตาซื่อบื้อ แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะดูแคลนได้ ฝ่ามือบดศิลาของเขานั้นร้ายกาจพอตัว และเมื่อรวมกับการท่องยุทธภพมาหลายปีบวกกับชื่อของสำนักคุ้มภัยชิงหยาง เขาก็นับเป็นคนดังในท้องถิ่นคนหนึ่ง ทว่ากลับถูกเด็กหนุ่มอายุสิบสี่สิบห้าปีซัดจนสลบเหมือด ความรุ่งโรจน์ชั่วชีวิตของเขาจึงกลายเป็นชุดวิวาห์ให้จางเสี่ยวซีสวมใส่ไปเสียแล้ว
ชื่อเสียงของสำนักคุ้มภัยมาจากไหน? ด้านหนึ่งอาศัยการสนับสนุนจากบุคคลในยุทธภพทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรม อีกด้านหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของตนเอง เฉินชางเฟิงเองคงคาดไม่ถึงว่าหลังจากการท้าดวลครั้งนั้น เขาจะกลายเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมืออันร้ายกาจของจางเสี่ยวซีที่มีน้ำหนักที่สุด
ตอนนี้เมื่อผู้คนเอ่ยถึงจางเสี่ยวซี มักจะพูดว่า “อ้อ จอมยุทธ์น้อยที่ซัดเฉินชางเฟิง นายน้อยสามแห่งสำนักคุ้มภัยชิงหยางจนสลบคนนั้นน่ะหรือ” ดังนั้นชื่อเสียงในยุทธภพของสำนักคุ้มภัยเคลื่อนที่ต้าเยี่ยนจึงพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
หลังจากเข้าใจเหตุผล จางเสี่ยวซีไม่เพียงไม่ดีใจแต่กลับกังวลอยู่บ้าง ครั้งนี้เขาไปล่วงเกินสำนักคุ้มภัยชิงหยางเข้าเต็มเปา ต้าเยี่ยนโมบายล์ผงาดขึ้นมาโดยเหยียบย่ำซากศพของสำนักคุ้มภัยชิงหยาง การสร้างชื่อเสียงโดยการหักหน้าคนอื่นย่อมมีความหมายในเชิงท้าทาย แม้จางเสี่ยวซีเองจะไม่ได้ไปหาเรื่องสำนักคุ้มภัยชิงหยาง และเป็นเฉินชางเฟิงที่เริ่มก่อกวนต่อหน้าธารกำนัลในวันนั้น ชายหนุ่มอย่างมากก็แค่ป้องกันตัว แต่ท้ายที่สุดต้าเยี่ยนโมบายล์ได้รับประโยชน์ และสำนักคุ้มภัยชิงหยางเสียหน้า นี่ก็เป็นความจริง ทั้งสองฝ่ายจึงกลายเป็นคู่ปรับกันในที่สุด
บางทีสำหรับสำนักคุ้มภัยชิงหยางในตอนนี้ ต้าเยี่ยนโมบายล์อาจเป็นเพียงมดปลวก ทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ระดับเดียวกันเลย ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่เกิดขึ้นวันนั้นเป็นความผิดของทางสำนักคุ้มภัยชิงหยางก่อน สือชิงหลงเพื่อแสดงความใจกว้างอาจจะยังไม่ลงมือกับต้าเยี่ยนโมบายล์ในตอนนี้ แต่เมื่อต้าเยี่ยนโมบายล์เติบโตขึ้น ทั้งสองฝ่ายย่อมหนีไม่พ้นศึกมังกรฟัดพยัคฆ์อย่างแน่นอน จางเสี่ยวซีคาดการณ์วันนี้ไว้แล้ว เขาไม่ได้กลัวการปะทะกับสำนักคุ้มภัยชิงหยาง ความจริงแล้วหากต้องการครองยุทธจักรชิงหยาง ขุมกำลังอื่นอาจใช้วิธีผูกมิตรเป็นหลัก เพราะไม่มีใครอยากทำตัวเป็นนักเลงตีกันตั้งแต่เช้ายันค่ำ แต่สำนักคุ้มภัยชิงหยางจำเป็นต้องหายไป หากสือชิงหลงรู้ความ เขาก็ไม่รังเกียจที่จะปล่อยให้อีกฝ่ายจากไป แต่หากไม่รู้ความ เขาก็ไม่รังเกียจที่จะบดขยี้และยุบสำนักคุ้มภัยชิงหยางทิ้ง เพราะตลาดในชิงหยางมีขนาดเล็กนิดเดียว ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงสำนักคุ้มภัยขนาดใหญ่ถึงสองแห่ง
และการมาถึงของวันนั้นอาจไม่ต้องรอนานนัก เพียงแต่ก่อนหน้านั้น จางเสี่ยวซียังไม่อยากปะทะกับสำนักคุ้มภัยชิงหยางเร็วเกินไป ดูท่าต่อไปเขาคงต้องระวังตัวให้มากขึ้น โอตาคุหนุ่มรำพึง ในขณะเดียวกันเขาก็พบเรื่องน่าสนใจอย่างหนึ่ง ตอนนี้จางเสี่ยวซีมีสินทรัพย์ส่วนตัวกว่าร้อยตำลึงในกระเป๋า แต่ในช่องทรัพย์สินของสำนักคุ้มภัยกลับยังเป็นศูนย์อย่างเด่นชัด
หรือว่าทรัพย์สินส่วนตัวกับทรัพย์สินสำนักจะแยกออกจากกัน? เพื่อยืนยันข้อสันนิษฐาน จางเสี่ยวซีหยิบเงินสิบตำลึงออกมาใส่ลงในหีบเงินของสำนัก พร้อมกับลงบันทึกกำไรสิบตำลึงในบัญชีของสำนัก ทันใดนั้นช่องทรัพย์สินของสำนักก็เปลี่ยนเป็นสิบตำลึงจริงๆ
เป็นเช่นนี้นี่เอง โอตาคุหนุ่มค้นพบว่าเจ้าระบบนี้ค่อนข้างเจ้าระเบียบ แยกแยะทรัพย์สินส่วนตัวและทรัพย์สินสำนักอย่างชัดเจน ดูเหมือนว่าในอนาคตหากต้องการอัปเกรดสำนัก เขาคงต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่ทรัพย์สินของสำนักให้มากขึ้น เมื่อคิดได้ดังนั้น เวลาก็ล่วงเลยจนเย็นย่ำ จางเสี่ยวซีฝึกมวยอยู่ในลานบ้านครู่หนึ่ง เมื่อเห็นดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าและความมืดโรยตัวลงมา แต่ก็ยังไม่เห็นอาจารย์คนงามของเขา ชายหนุ่มรู้สึกว่างโหวงในใจ หลังจากรออีกสักพักและแน่ใจว่าคงไม่มีใครมาแล้ว เขาจึงเดินกลับเข้าห้องเล็กของตนอย่างช้าๆ