- หน้าแรก
- ระบบสร้างสำนักคุ้มภัยขั้นเทพ
- บทที่ 9: ข้าอยากเป็นผู้คุ้มกันภัย!
บทที่ 9: ข้าอยากเป็นผู้คุ้มกันภัย!
บทที่ 9: ข้าอยากเป็นผู้คุ้มกันภัย!
บทที่ 9: ข้าอยากเป็นผู้คุ้มกันภัย!
ราตรีผ่านพ้นไปอย่างไร้สุ้มเสียง รุ่งสางของวันถัดมา จางเสี่ยวซีก็ลุกจากเตียงนอน
หลังจากล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ เด็กหนุ่มก็หยิบแผ่นแป้งเย็นชืดที่ซื้อทิ้งไว้เมื่อวานขึ้นมากัดกินอย่างลวกๆ แล้วมุ่งหน้าไปยังสำนักยุทธ์ชิงหยาง
การตื่นเช้านั้นบั่นทอนสุขภาพของเหล่าโอตาคุยิ่งกว่ารังสียูวีที่แผดเผาผิวสาวงามเสียอีก แต่ถึงแม้จะเป็นโอตาคุ ยามที่ต้องใจแข็งกับตัวเอง จางเสี่ยวซีก็โหดเหี้ยมได้ไม่แพ้ใคร
เขารู้ดีว่าในโลกใบนี้มีอัจฉริยะในวิถียุทธ์มากมายที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ คนเหล่านี้ได้รับการหมายตาจากสำนักใหญ่ตั้งแต่ยังเล็ก และถูกฟูมฟักให้เป็นศิษย์สายตรงรุ่นต่อไป
พวกเขามีต้นทุนที่ดีกว่า มีอาจารย์ที่มีชื่อเสียงคอยชี้แนะ และได้ฝึกฝนวิชาลับเฉพาะของสำนัก ไม่ว่าจะมองมุมไหน เขาก็เทียบไม่ติดแม้แต่ปลายนิ้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ จางเสี่ยวซีจึงไม่มีข้ออ้างใดๆ ให้ตัวเองเกียจคร้านได้อีก
ท้ายที่สุดแล้ว ยุทธภพคือสถานที่ที่ผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่ มันโหดร้ายแต่ก็ยุติธรรมในเวลาเดียวกัน
ทว่า จางเสี่ยวซีเพิ่งค้นพบว่าเขาเริ่มจะชอบโลกใบนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว
ในเมื่อได้มาเยือนทั้งที แน่นอนว่าเขาย่อมอยากขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดเพื่อชมทิวทัศน์เบื้องล่าง
ท่านโกวเล้งผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวไว้ว่า ลูกผู้ชายควรดื่มสุราที่รสแรงที่สุด เคล้าคลออิสตรีที่งดงามที่สุด ขี่ม้าพันธุ์ดีที่ฝีเท้าจัดที่สุด และสังหารศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด
อืม... ดังนั้นปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนั้นจึงจบชีวิตด้วยโรคตับแข็ง แต่ถึงอย่างนั้น โอตาคุน้อยอย่างจางเสี่ยวซีก็ยังชื่นชอบปรมาจารย์ท่านนี้อยู่ดี
เรื่องผู้หญิงนั้นจางเสี่ยวซีมีใจแต่ไร้ความกล้า ส่วนเรื่องดื่มสุรา เขาก็เข็ดขยาดจากฤทธิ์เหล้าเหมาไถของเจ้าแพนด้าจนมีอาการตกค้าง
สิ่งที่เขาพอจะไขว่คว้าได้จึงเหลือเพียงการฝึกยุทธ์
ยิ่งเมื่อนึกถึงหนี้ก้อนโตที่ทำเอาปวดตับ จางเสี่ยวซีก็รู้สึกเหมือนชีวิตถูกฉีดเลือดไก่กระตุ้นให้คึกคักขึ้นมาทันที
สำนักยุทธ์ชิงหยางเปิดประตูตรงเวลาในยามเหม่า หญิงงามชุดขาวรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นจางเสี่ยวซียืนถูมือแก้หนาวอยู่ที่หน้าประตู
"เสี่ยวจาง ทำไมเจ้ามาเช้าปานนี้?"
จางเสี่ยวซีหนาวจนแทบจะเต้นกายบริหารประกอบเพลงอยู่รอมร่อ พอเห็นแม่นางเต้าหู้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเจื่อนๆ "ข้าก็นึกไม่ถึงว่าอากาศตอนเช้าจะหนาวขนาดนี้"
แววตาชื่นชมพาดผ่านใบหน้าเย็นชาของหญิงงามชุดขาวแวบหนึ่ง "ลูกผู้ชายมีความมุ่งมั่นเช่นนี้ ไฉนเลยต้องกังวลว่าจะทำการใหญ่ไม่สำเร็จในภายภาคหน้า?"
ใบหน้าของจางเสี่ยวซีแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย
เขานึกไม่ถึงเลยว่าการตื่นเช้ามาฝึกวิชาจะช่วยทำคะแนนความประทับใจกับแม่นางเต้าหู้ได้ ความสุขนี้ช่างถาโถมเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัวจริงๆ
หญิงงามชุดขาวเชื้อเชิญเขาเข้าไปในสำนัก
แม้ว่านี่จะเป็นครั้งที่สองที่จางเสี่ยวซีได้เข้ามา (เมื่อวานเขาแอบมองผ่านๆ ตอนทายาไปสองรอบ) แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พิจารณาสถานที่แห่งนี้อย่างจริงจัง... อืม เป็นลานฝึกยุทธ์รูปสี่เหลี่ยม ขนาดไม่ใหญ่นักแต่ดูเคร่งขรึมและน่าเกรงขาม
สองฝั่งวางเรียงรายด้วยศาสตราวุธทั่วไป เช่น กระบี่ ดาบ ทวนพู่แดง และพลองหกแต้มครึ่ง
ตรงกลางห้องโถงแขวนป้ายอักษรเขียนว่า 'คุณธรรมนำหน้า' แม้จะไม่ได้มาจากปลายพู่กันของยอดปรมาจารย์ แต่น้ำหนักของตัวอักษรก็ดูหนักแน่นทรงพลังและแฝงความนัยลึกซึ้ง
ในขณะที่จางเสี่ยวซีกวาดตามองไปรอบๆ หญิงงามชุดขาวเองก็แอบสังเกตเด็กหนุ่มผู้นี้อยู่เงียบๆ พลางคิดในใจว่า 'ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่รูปงาม สง่าผ่าเผยและมีเสน่ห์จริงๆ'
เอาล่ะ นั่นเป็นไปไม่ได้หรอก
ความจริงแล้วหน้าตาเดิมของจางเสี่ยวซีแม้จะไม่ถึงกับหล่อเหลา แต่ก็จัดว่าหมดจดเกลี้ยงเกลา เพียงพอที่จะเรียกว่า 'สะอาดสะอ้าน' ได้ แต่เมื่อวานเขาโดนซ้อมจนหน้าบวมปูดเป็นหัวหมู หากไปเดินตามท้องถนนคงโดนข้อหาทำลายทัศนียภาพของอำเภอเป็นแน่
ดังนั้นสิ่งที่หญิงงามชุดขาวชื่นชมย่อมไม่ใช่ 'ความงาม' ของเขา
ทว่านางสัมผัสได้ว่าบัณฑิตหนุ่มผู้เก็บตัวผู้นี้ ซึ่งเดิมทีนางจำแทบไม่ได้ กลับมีกลิ่นอายบางอย่างที่แปลกใหม่และแตกต่างออกไป แต่บอกไม่ถูกว่าคืออะไร
จางเสี่ยวซีถูกจ้องมองจนรู้สึกขัดเขิน จึงกระแอมเบาๆ แก้เก้อ
หญิงงามชุดขาวถึงได้รู้ตัวว่านางเผลอใจลอยจ้องหน้าเด็กหนุ่มอยู่นานสองนาน
ใบหน้านางขึ้นสีระเรื่อ รีบกลบเกลื่อนด้วยการเอ่ยถาม "เสี่ยวจาง เจ้าอยากเรียนอะไรจากข้า?"
"ข้าขอแนะนำวิชาห้าสัตว์เล่นฤทธิ์ มันช่วยทั้งเสริมสร้างร่างกายและขัดเกลาจิตใจ เหมาะกับบัณฑิตอย่างเจ้ามาก"
ทว่าสีหน้าของจางเสี่ยวซีกลับดูแปลกไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น
เขาเกาหัวแกรกๆ แล้วเอ่ยว่า "ข้าไม่ได้คิดจะเป็นบัณฑิตแล้วขอรับ ข้าตั้งใจจะสืบทอดสำนักคุ้มภัยที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้"
หญิงงามชุดขาวตกตะลึงจนเผลออุทานออกมา "เจ้าจะเป็นผู้คุ้มกันภัย? เป็นไปได้อย่างไร?"
ในเมื่อพูดออกไปแล้ว จางเสี่ยวซีจึงเลือกที่จะเปิดอกคุยตรงๆ อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ปิดไม่มิด สักวันนางก็ต้องรู้อยู่ดี
"ใช่ขอรับ วันนั้นท่านบอกให้ข้าลองคิดถึงอนาคตดู ดังนั้นข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะก้าวเข้าสูวงการยุทธภพของพวกท่านอย่างเต็มตัว"
เมื่อเห็นความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของจางเสี่ยวซี หญิงงามชุดขาวทำได้เพียงเตือนสติเขาอย่างอ้อมค้อมและนุ่มนวล "แต่ปีนี้เจ้าสิบสี่แล้วมิใช่หรือ? สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ การเริ่มต้นวัยนี้ถือว่าช้าเกินไป รากฐานและโครงกระดูกแทบจะคงรูปหมดแล้ว การจะไล่ตามคนอื่นให้ทันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ"
"ก็จริงขอรับ" จางเสี่ยวซียอมรับอย่างตรงไปตรงมา "ดังนั้น พี่สาวไม่ต้องกังวล ขอแค่ท่านรับข้าเป็นศิษย์ ข้าจะขยันให้มากกว่าคนอื่นเป็นสองเท่า และจะไม่ทำให้สำนักเสื่อมเสียชื่อเสียงเด็ดขาด"
มองดูเด็กหนุ่มผู้กระตือรือร้นตรงหน้า หญิงงามชุดขาวก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ
นางไม่รู้จะเกลี้ยกล่อมให้เขาล้มเลิกความคิดบ้าๆ นี้ได้อย่างไร
ในสายตาของนาง ความต้องการฝึกยุทธ์ของจางเสี่ยวซีเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมื่อวาน
เจตนาเดิมที่นางแนะนำให้เขามาที่สำนักยุทธ์ ไม่ใช่เพื่อให้เขาเป็นจอมยุทธ์ แต่เพราะเห็นว่าร่างกายเขาอ่อนแอ จึงอยากสอนวิธีออกกำลังกายให้แข็งแรงขึ้นบ้างเท่านั้น
นางคาดไม่ถึงเลยว่าเด็กหนุ่มจะคิดจริงจังถึงขั้นทิ้งพู่กันมาจับดาบ เข้าสู่เส้นทางยุทธภพ
ในฐานะเจ้าสำนักยุทธ์ นางนับเป็นชาวยุทธ์คนหนึ่งในอำเภอชิงหยางเล็กๆ แห่งนี้ นางรู้ซึ้งดีว่าอันตรายในยุทธภพนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
ยิ่งอาชีพผู้คุ้มกันภัยด้วยแล้ว มันคืออาชีพที่แขวนชีวิตไว้บนเส้นด้าย อัตราการเสียชีวิตสูงลิ่ว
อันที่จริง พ่อแม่ที่เพิ่งเสียไปของจางเสี่ยวซี เดิมทีก็เป็นศิษย์ของท่านพ่อของนาง หลังจากจบวิชาก็ออกไปเปิดสำนักคุ้มภัยเล็กๆ และดำเนินกิจการด้วยความระมัดระวังมาตลอด
สองสามีภรรยาไม่กล้ารับงานคุ้มกันที่เสี่ยงอันตราย แต่ถึงกระนั้น ครั้งล่าสุดที่พวกเขารับงานที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดแล้ว พวกเขาก็ยังไม่ได้กลับมาอีกเลย
นางไม่อยากให้เด็กหนุ่มต้องเดินซ้ำรอยเดิม โดยเฉพาะในสายตาของนาง จางเสี่ยวซีดูไม่ใช่คนประเภทที่จะระหกระเหินในยุทธภพได้เลย
จางเสี่ยวซีหารู้ไม่ว่าแม่นางเต้าหู้ได้พิพากษาประหารชีวิตเส้นทางสายนี้ของเขาไปเรียบร้อยแล้วในใจ
เขาได้เลือกอาชีพในระบบจอมยุทธ์ไปแล้ว ไม่มีทางให้ถอยกลับ
ยิ่งไปกว่านั้น เขามั่นใจว่าด้วยสติปัญญา ความมุมานะ และแน่นอน... ระบบผู้ช่วยสุดโกงในหัวที่มีมูลค่าถึงสี่สิบล้านตำลึงทอง เขาไม่มีทางไปไม่รอดแน่
ความเงียบอันน่าอึดอัดก่อตัวขึ้นระหว่างเด็กหนุ่มผู้มั่นใจกับหญิงงามผู้เต็มไปด้วยความกังวล
ผ่านไปครู่ใหญ่ หญิงงามชุดขาวก็ยอมถอยให้ครึ่งก้าว นางถอนหายใจพลางกล่าว "ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าขอทดสอบรากฐานฝึกยุทธ์ของเจ้าดูก่อน"
รากฐานฝึกยุทธ์?
จางเสี่ยวซีรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงคำประเมินอันน่ารันทดจากระบบที่บอกว่ารากฐานของเขา 'ธรรมดา'
โชคดีที่เขายังมีโอสถชำระไขกระดูกอยู่ แต่เขายังไม่ได้กินมันเพราะยังไม่ได้เริ่มฝึกวรยุทธ์
ครั้งนี้เขาคงต้องทำให้แม่นางเต้าหู้... ว่าที่อาจารย์ของเขาผิดหวังเสียแล้ว
ที่นี่ไม่มีอุปกรณ์วิเศษเหมือนในนิยายแฟนตาซี ไม่มีกระจกทองแดงที่ส่องแสงสีฟ้าแวบวาบเมื่อเอามือไปแตะ
ก็นะ นี่มันโลกกำลังภายใน นักเรียนจางเสี่ยวซีเข้าใจดี
แต่เขาก็คาดไม่ถึงว่ากระบวนการหลังจากนี้จะน่ากระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย
การทดสอบรากฐานแบ่งออกเป็นสองขั้นตอน คือ การจับสัมผัสลมปราณในเส้นชีพจร และการตรวจโครงสร้างกระดูก
เริ่มจากเส้นชีพจรและสัมผัสแห่งปราณ
เส้นชีพจรจะเป็นตัวกำหนดขีดจำกัดสูงสุดในการพัฒนาของผู้ฝึกยุทธ์สายลมปราณ เปรียบเสมือนปริมาณน้ำที่ถังไม้จะจุได้ขึ้นอยู่กับความยาวของไม้แต่ละซี่
เส้นชีพจรจะเป็นตัวกำหนดว่าคนคนนั้นจะกักเก็บลมปราณไว้ในร่างได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งส่งผลต่อปริมาณลมปราณสูงสุดโดยตรง
นอกจากนี้ การฝึกฝนลมปราณจำเป็นต้องทะลวงจุดชีพจรเพื่อสร้างวงจรการไหลเวียนภายในร่างกาย ดังนั้นปริมาณสิ่งเจือปนที่อุดตันในเส้นชีพจรจึงส่งผลต่อความเร็วในการฝึกฝนด้วย
ต่อมาคือสัมผัสแห่งปราณ หรือความเข้ากันได้กับลมปราณภายใน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการบำเพ็ญเพียรวิชากำลังภายใน
คนที่มีรากฐานดี ย่อมมีอนาคตไกลกว่าและฝึกฝนได้รวดเร็วกว่าผู้อื่น นี่คือความหมายของการออกแรงครึ่งหนึ่งแต่ได้ผลสองเท่า
เล่าลือกันว่ามีอัจฉริยะบางจำพวกที่ชีพจรเหรินและตูเชื่อมต่อกันมาตั้งแต่กำเนิด คนพวกนี้ฝึกฝนกำลังภายในได้รวดเร็วปานก้าวกระโดด เก่งกาจจนน่าตกใจ
ทว่าสำหรับจางเสี่ยวซีในตอนนี้ อย่าเพิ่งไปหวังถึงขั้นนั้นเลย
แม้โอสถชำระไขกระดูกจะวิเศษเลิศเลอ แต่มันก็คงไม่ถึงขั้นฝืนลิขิตฟ้าช่วยทะลวงชีพจรเหรินและตูให้เขาได้ในทันที เพราะอย่างมากมันก็เป็นแค่ยาวิเศษระดับ B เท่านั้น
วิธีการตรวจสอบนั้นเรียบง่ายมาก
แม่นางเต้าหู้ยื่นนิ้วเรียวยาวสองนิ้วมาทาบที่ข้อมือของจางเสี่ยวซี จากนั้นนางก็ส่งลมปราณสายหนึ่งเข้าไปโคจรสำรวจเส้นชีพจรของเขาจนทั่ว เพียงเท่านี้ก็รับรู้ข้อมูลทั้งหมดได้แล้ว
จางเสี่ยวซีอดไม่ได้ที่จะรู้สึกใจเต้นผิดจังหวะไปชั่วครู่ แต่การกระทำต่อมาของแม่นางเต้าหู้กลับทำให้เขาใจเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม
มือเรียวงามของแม่นางเต้าหู้เริ่มเลื่อนไล่จากข้อมือต่ำลงไปเรื่อยๆ ทีละนิด...