- หน้าแรก
- ระบบสร้างสำนักคุ้มภัยขั้นเทพ
- บทที่ 2 ยินดีต้อนรับสู่ราชวงศ์ต้าเยี่ยน
บทที่ 2 ยินดีต้อนรับสู่ราชวงศ์ต้าเยี่ยน
บทที่ 2 ยินดีต้อนรับสู่ราชวงศ์ต้าเยี่ยน
บทที่ 2 ยินดีต้อนรับสู่ราชวงศ์ต้าเยี่ยน
หลังจากจัดการเต้าฮวยแสนอร่อยของแม่ค้าเต้าหู้จนเกลี้ยงชาม จางเสี่ยวซีก็เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ ไม่ใช่เพียงเพราะหญิงสาวชุดขาวให้เขากินฟรี แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ตลอดเวลาที่ผ่านมานางไม่เคยแสดงสีหน้าหรือน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงการให้ทานแก่เขาเลย นางเพียงแค่กล่าวเรียบๆ ว่า 'มีเงินเมื่อไหร่ค่อยมาจ่าย'
แม้ลมหนาวภายนอกจะบาดผิว แต่ภายในใจของจางเสี่ยวซีกลับรู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก เขาจะทำให้แม่นางเต้าหู้ผิดหวังไม่ได้ เขาต้องดิ้นรนมีชีวิตอยู่ต่อไป และต้องอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี อันที่จริงเขาพอจะคิดออกแล้วว่าจะหาเงินอย่างไรในอนาคต แต่ก่อนอื่นเขาต้องรู้ให้แน่ชัดเสียก่อนว่ายุคนี้คือราชวงศ์อะไร
หลังจากสอบถามตำแหน่งที่ตั้งบ้านของร่างเดิมจากแม่นางเต้าหู้ จางเสี่ยวซีก็รีบบึ่งกลับมาอย่างกระตือรือร้น ทว่าเมื่อมาถึงหน้าประตูบ้าน เขาก็ต้องชะงักฝีเท้า... นี่มัน... สำนักคุ้มภัยงั้นรึ?
แม้จะตั้งอยู่บนถนนที่เงียบสงบ มีหน้าตึกขนาดเล็ก และไม่มีสิงโตหินตั้งตระหง่านหน้าประตูเหมือนในนิยายหรือหนังจีนกำลังภายใน แต่ที่นี่คือสำนักคุ้มภัยของจริงแท้แน่นอน
ธงสำนักคุ้มภัยปักอยู่หน้าประตู เหนือขึ้นไปมีป้ายชื่อสำนักแขวนอยู่ จางเสี่ยวซีเงยหน้ามอง ตัวอักษรขนาดใหญ่สี่ตัว 'สำนักคุ้มภัยฟู่เวย' ปรากฏแก่สายตา ทำเอาเขาแทบกระอักเลือดเก่าออกมาใส่ประตู นี่มันมุกตลกอะไรกัน? หรือว่าเขาจะต้องกลายมาเป็นทายาทของลิ้มเพ้งจือ คุณชายสำนักคุ้มภัยคนนั้น?
ความจริงแล้วเขาคิดมากไปเอง ในเมืองเหลียงโจวมีสำนักคุ้มภัยชื่อ 'ฟู่เวย' อย่างน้อยก็หลายสิบแห่ง ชื่อโหลจะตายไป พวกเขาต่างทำมาหากินในถิ่นของตัวเอง ไม่เคยต้องกังวลเรื่องลิขสิทธิ์ทับซ้อน เพราะต่อให้ใครอยากจะละเมิดลิขสิทธิ์ ก็ต้องมีความสามารถวิ่งข้ามไปแย่งลูกค้าในถิ่นคนอื่นเสียก่อน แต่น่าเสียดายที่สำนักคุ้มภัยเล็กๆ เหล่านี้ไม่มีศักยภาพพอที่จะรับงานคุ้มกันระยะไกล อย่างมากก็เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของคนในละแวกนั้น แค่รับงานไปกลับระหว่างสองเมืองใกล้เคียงได้ก็ถือว่ามีหน้ามีตาแล้ว ส่วนสำนักคุ้มภัยใหญ่ๆ ก็คงไม่มีใครลดตัวลงมาแย่งชื่อกับมดปลวกพวกนี้
จางเสี่ยวซีบ่นอุบอิบพอเป็นพิธีแล้วผลักประตูเข้าไป อย่างไรเสีย สำนักคุ้มภัยฟู่เวยที่เขารู้จักก็เป็นองค์กรยักษ์ใหญ่ที่มีสาขานับไม่ถ้วนก่อนที่ตระกูลลิ้มจะถูกล้างบาง ย่อมเทียบไม่ได้กับสำนักคุ้มภัยรูหนูตรงหน้านี้อย่างแน่นอน
เมื่อเดินผ่านโถงหน้าที่ดูเงียบเหงาเข้าไป ก็พบเรือนเล็กๆ ด้านหลัง ภายในลานมีห้องพักอยู่สามห้อง ห้องโถงกลางย่อมเป็นที่พักของบิดามารดาเจ้าของร่างเดิม ปีกตะวันออกเป็นห้องของเจ้าตัว ส่วนห้องที่เหลือเป็นห้องเก็บของเบ็ดเตล็ด หลังจากสำรวจดูคร่าวๆ จางเสี่ยวซียืนลูบคางอยู่กลางลาน ดูเหมือนสำนักคุ้มภัยแห่งนี้จะเล็กจิ๋วสมชื่อ ทั้งผู้คุ้มกันและคนติดตามล้วนเป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน แถมดูท่าทางท่านแม่ของเขาคงไม่ใช่กุลสตรีในห้องหอเสียด้วย จางเสี่ยวซีเจอมีดสั้นคู่เอ๋อเหมยและดาบหยวนยางในห้องเก็บของ เมื่อเห็นของพวกนี้ จางเสี่ยวซีก็อดรู้สึกเลื่อมใสในตัวมารดาผู้ล่วงลับที่ตนไม่เคยพบหน้าไม่ได้
วีรสตรีชัดๆ! แต่ใครจะไปคิดว่าลูกชายของท่านจะยังคงเจริญรอยตามเข้าสู่กองทัพคนเก็บตัวอยู่ดี? จางเสี่ยวซีตะโกนลอยๆ ว่า "ลัทธิเก็บตัวจงเจริญ!" แล้วเดินกลับเข้าห้องของตัวเอง
ถ้าจำไม่ผิด ธุรกิจสำนักคุ้มภัยน่าจะเริ่มรุ่งเรืองในช่วงปลายราชวงศ์หมิงและถึงจุดสูงสุดในสมัยราชวงศ์ชิง ตอนที่กองทัพพันธมิตรแปดชาติบุกกรุงปักกิ่ง ซูซีไทเฮาก็ดูเหมือนจะจ้างสำนักคุ้มภัยคุ้มกันตอนหนีตายด้วย หวังว่าเขาคงไม่ได้มาโผล่ในช่วงรอยต่อของการผลัดแผ่นดินหรอกนะ จางเสี่ยวซีไม่ได้มีความทะเยอทะยานอยากเป็นฮ่องเต้อะไรเทือกนั้น แถมช่วงกลียุคทหารชิงดูเหมือนจะชอบฆ่าล้างเมืองเสียด้วย ถ้าชีวิตน้อยๆ นี้ต้องมาจบเห่เพราะเรื่องแบบนั้นคงน่าอนาถพิลึก
เรื่องราชวงศ์น่าจะมีบันทึกไว้ในหนังสือ จางเสี่ยวซีกวาดตามองห้องที่เต็มไปด้วยตำรา เขาหยิบเล่มหนึ่งออกมาเปิดผ่านๆ "เอ๊ะ? 'หอสดับจันทร์'?" ชื่อดูมีศิลปะไม่เบา พอเปิดอ่านดูก็พบว่าเป็นนิยายรักประโลมโลก เนื้อหาทั้งเล่มว่าด้วยคู่รักที่พยายามอวดความหวานใส่กันสารพัดรูปแบบต่อหน้าเหล่าตัวอิจฉาที่คอยริษยา มีความดราม่าบีบคั้นอารมณ์แบบละครน้ำเน่าผสมความไร้เหตุผลแบบซีรีส์เกาหลี อ่านไปจนจบ เมื่อพระนางทนแรงกดดันจากสังคมไม่ไหว กอดคอกันร่ำไห้แล้วกระโดดหน้าผาตาย ผู้อ่านกลับรู้สึกสะใจราวกับได้แก้แค้นจนอยากจะตบมือฉาดใหญ่ นี่แสดงให้เห็นถึงความคับแค้นใจของผู้เขียนที่ต้องครองตัวเป็นโสดมาสามสิบปีและมีอคติต่อความรักเสรีอย่างชัดเจน
จากนั้นเขาก็หยิบอีกเล่มขึ้นมา 'หลินหวั่นจี' นี่มันอะไร? รวมบทกวีงั้นรึ? พลิกดูสองหน้าก็พบว่าเป็นกลอนรักเพ้อฝัน เขาจึงโยนทิ้งไปอย่างไม่ใยดี
ลองหยิบเล่มอื่นดูอีก 'กลอนรักสามร้อยบท', 'รวมบทกวีเมามายในหมู่บุปผา' คุณพระช่วย เจ้านี่มันเก็บกดอะไรขนาดนี้ หรือว่าอยากจะเป็นกวี? ถึงได้สะสมรวมบทกลอนไว้มากมายขนาดนี้ สมแล้วที่เป็นพวกเก็บตัว มักจะมีอารมณ์ศิลปินแฝงอยู่เสมอ หลังจากพลิกหาอยู่นาน ในที่สุดเขาก็เจอหนังสือ 'บันทึกจิ่วโจว' ประโยคแรกเขียนไว้ว่า:
'นับตั้งแต่ราชวงศ์ต้าเยี่ยนของเรารวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น สี่ร้อยปีนับแต่สถาปนาราชวงศ์...'
ราชวงศ์ต้าเยี่ยนของเรา? รวบรวมแผ่นดิน? สถาปนามาสี่ร้อยปี? จางเสี่ยวซีอ้าปากค้างทันที เมื่อย้อนนึกถึงประวัติศาสตร์ห้าพันปีของจีน เขาไม่เคยได้ยินชื่อราชวงศ์ต้าเยี่ยนที่รวบรวมแผ่นดินมาสี่ร้อยปีมาก่อนเลย! นี่ฉันหยิบได้บทละครผิดเรื่องหรือเปล่า? จางเสี่ยวซีพยายามค้นหาข้อมูลในสมองอันน้อยนิดเกี่ยวกับราชวงศ์ต้าเยี่ยนอันแสนประหลาดนี้
ครู่ต่อมา ชายหนุ่มก็ยอมจำนน "บ้าเอ๊ย! นี่มันทะลุมิติมาโลกสมมตินี่หว่า!" หลังจากเงียบไปนาน เสียงคำรามด้วยความคับแค้นใจของจางเสี่ยวซีก็ดังก้องไปทั่วห้อง
คราวนี้จางเสี่ยวซีรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาจริงๆ แล้ว แผนเดิมของเขาคือการตรวจสอบยุคสมัย หาบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ที่อายุยืนๆ สักคน แล้วเข้าไปตีสนิทเกาะขาทองคำ แกล้งทำตัวเป็นผู้หยั่งรู้ฟ้าดินเพื่อหาเลี้ยงชีพ และอาจจะรวบรวมสาวงามในประวัติศาสตร์รุ่นลิมิเต็ดสักคนสองคนมาไว้ข้างกาย คุณภาพชีวิตคงจะดีเยี่ยมไม่น้อย แต่น่าเสียดายที่ความฝันอันสวยหรูไม่อาจเอาชนะความโหดร้ายของความเป็นจริงได้ จางเสี่ยวซีต้องเริ่มคิดอย่างจริงจังแล้วว่าจะทำอย่างไรต่อไป
เขารื้อค้นหีบสมบัติและตู้ต่างๆ รวบรวมเงินได้ทั้งหมดหนึ่งร้อยเก้าสิบสองอีแปะ จางเสี่ยวซีนับอย่างละเอียดอยู่สองรอบ แล้วนึกขึ้นได้ว่ายังติดหนี้แม่นางเต้าหู้อยู่สามอีแปะ จึงหักออกด้วยความเสียดาย เหลือเงินสุทธิหนึ่งร้อยแปดสิบเก้าอีแปะ ซึ่งเงินจำนวนนี้รวมกับสำนักคุ้มภัยแห่งนี้คือทรัพย์สินทั้งหมดที่เขามี สถานการณ์ช่างน่าเป็นห่วงอย่างปฏิเสธไม่ได้ จางเสี่ยวซีนับนิ้วคำนวณดู ต่อให้เขากินแค่เต้าฮวยวันละสองชาม เงินที่มีก็คงอยู่ได้แค่เดือนเดียว
ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่น "นี่ฉันเลือกระดับความยากผิดตั้งแต่เริ่มเกมเลยหรือเปล่าเนี่ย? นี่มันโหมดยากชัดๆ!"
ในขณะที่จางเสี่ยวซีกำลังทอดถอนใจว่าสาวงามมักอาภัพและชายรูปหล่อก็มักเหลือไว้เพียงความเสียใจ ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงเคาะประตูจากด้านนอก
"หือ? นี่มันน่าจะดึกมากแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงยังมีคนมาหาเวลานี้? หรือว่าจะเป็นแม่นางเต้าหู้ที่รู้สึกเหงาเปล่าเปลี่ยวในยามวิกาล เลยอยากจะมาพูดคุยเรื่องชีวิตและอุดมการณ์กับฉัน?" ชายหนุ่มผู้หลงตัวเองตาลุกวาว รีบกุลีกุจอออกไปเปิดประตู
............
............
ภายใต้แสงจันทร์วันเพ็ญ แพนด้าตัวหนึ่งในชุดสูทสุดเนี้ยบกำลังยืนเคาะประตูสำนักคุ้มภัย