- หน้าแรก
- ข้าอยากจะเกษียณใจจะขาด แต่ดันกลายมาเป็นจอมพลแห่งจักรวรรดิ
- บทที่ 14 ความสุขมาเคาะประตู!
บทที่ 14 ความสุขมาเคาะประตู!
บทที่ 14 ความสุขมาเคาะประตู!
บทที่ 14 ความสุขมาเคาะประตู!
“ดังนั้น ท่านมาเพื่อยอมจำนน?”
ในไม่ช้า โบลต์ที่ได้สติกลับมาก็เอ่ยถามโดยไม่รู้ตัว แต่ขณะที่พูด ดวงตาทั้งสองข้างของเขากลับมองจอห์นเบื้องหน้าอย่างไม่แน่ใจ
ไม่มีอะไรอื่น เพราะในความรับรู้ของเขา คนที่สามารถเข้าร่วมกองทัพอากาศของจักรวรรดิและกลายเป็นผู้บัญชาการทหารเวทได้ ส่วนใหญ่ล้วนจบจากโรงเรียนนายร้อยทหารของจักรวรรดิ
คนประเภทนี้ได้รับการศึกษาที่เข้มงวดของจักรวรรมาตั้งแต่เด็ก เรียกได้ว่าความภักดีถูกสลักลึกเข้าไปในกระดูก
อาจกล่าวได้ว่า เพื่อจักรวรรดิ พวกเขาสามารถทำได้ทุกวิถีทาง แม้แต่ความตายก็ไม่รู้สึกกลัว
มิฉะนั้นกองทัพทหารเวทคงไม่ถูกโลกภายนอกเรียกว่ากองทัพปีศาจ
และกองทัพอากาศที่เจ็ดที่จอมพลปีศาจผมขาว ดอร์มามมูบัญชาการอยู่นั้น ก็เป็นหน่วยรบชั้นยอดของกองทัพอากาศจักรวรรดิอย่างไม่ต้องสงสัย ในการคัดเลือกผู้บัญชาการยิ่งมีความเข้มงวดเป็นพิเศษ
ดังนั้น แม้จะได้ยินคำพูดของจอห์นที่เจตนาจะสวามิภักดิ์ในตอนนี้ โบลต์ก็ไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นออกมามากนัก กลับกันเริ่มอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าเจ้านี่เบื้องหน้ามีเจตนาอื่นแอบแฝงอยู่หรือไม่
“ยอมจำนน? เหอะ ท่านก็ประเมินตัวเองสูงเกินไปหน่อยแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะถูกคนเล่นงาน ข้า จอห์น มาร์สโลว์ จะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร ด้วยฝีมือของข้ากับทหารเวทสามสิบนายใต้บังคับบัญชา อย่าว่าแต่สนามเพลาะเล็กๆ แห่งนี้เลย ต่อให้เป็นสนามรบแนวหน้า หากไม่มีอุปกรณ์ต่อต้านเวทมนตร์ พวกท่านฝ่ายสัมพันธมิตรก็เป็นเพียงเป้านิ่งที่เคลื่อนที่ได้เท่านั้น!”
จอห์นยิ้มเยาะอย่างดูถูก มองโบลต์ที่ขมวดคิ้วแน่นและดูเหมือนจะโกรธอยู่บ้าง
เขารู้ว่าคำพูดของเขาประสบความสำเร็จในการดึงดูดความสนใจของอีกฝ่ายแล้ว และยังสร้างภาพลักษณ์คนจริงที่น่าประทับใจไว้ในใจของไอ้อ้วนน่าตายนี่ด้วย หากยังคงดูถูกฝ่ายสัมพันธมิตรต่อไป มีความเป็นไปได้สูงที่จะพลิกล็อก
ดังนั้นจ่านายสิบจอห์นผู้เจ้าเล่ห์จึงรีบถอยเมื่อเห็นท่าดี แล้วหันไปถอนหายใจกับตัวเอง แสร้งทำเป็นทอดถอนใจอย่างจนใจ:
“แต่ว่า แม้จะมีความสามารถฉลาดหลักแหลมเช่นข้า ก็จำต้องยอมรับว่า มีดจากสหายร่วมรบ มักจะทำร้ายคนได้เจ็บปวดกว่ากระสุนของศัตรู อย่างที่ท่านเห็น พันเอกโบลต์ หลังจากได้รับภารกิจการรบที่ได้รับมอบหมายจากจักรวรรดิให้แทรกซึมเข้ามายังแนวหลังของฝ่ายสัมพันธมิตร นับตั้งแต่วินาทีนั้น ข้าก็เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า หัวหน้าที่โง่เขลาของข้า ไม่ได้คิดจะเหลือทางรอดให้ข้าแล้ว”
“สิ่งนี้ทำให้ข้าอดไม่ได้ที่จะเริ่มคิดและสงสัยว่า การศึกษาเหล่านั้นที่ข้าได้รับมาตลอดครึ่งชีวิต และความปรารถนาที่จะศึกษาเพื่อฟื้นฟูจักรวรรดิที่เคยให้ไว้ ยังมีความหมายอะไรอีก”
“จักรวรรดิที่ผุพังเช่นนี้ ยังมีค่าพอที่ข้าจะต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อต่อสู้ให้มันอีกหรือ?”
“ตอนที่ออกเดินทาง ข้าเคยครุ่นคิดถึงปัญหานี้ครั้งแล้วครั้งเล่า สับสน”
“จนกระทั่งระหว่างทางได้เหลือบไปเห็นสายตาที่สับสนของเหล่าทหาร และวินาทีที่พวกเขาเปิดนาฬิกาพกดูรูปครอบครัว และจูบลาเป็นครั้งสุดท้าย”
“ข้าจึงตระหนักได้ว่า ทั้งหมดนี้ มันผิดพลาด”
“พวกเขาไม่ควรที่จะต้องมาสละชีวิตในภารกิจที่ไร้ความหมายเพื่อการต่อสู้ภายในของเหล่านักการเมืองที่น่าตายเหล่านั้น และยิ่งไม่ควรที่จะต้องตายด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวังเพื่อคำโกหกที่เรียกว่าเกียรติยศซึ่งเหล่าขุนนางที่น่าตายเหล่านั้นสร้างขึ้นมา”
“ดังนั้น ในวินาทีที่ข้ากำลังจะกลายเป็นคนบาปที่ลากเหล่าทหารที่น่าสงสารเหล่านี้ลงไปในบ่อโคลนที่เรียกว่าความตาย ข้าจึงได้ตื่นรู้ในที่สุด”
“พวกเขาไม่ควรที่จะต้องตายเพื่อคำโกหกของเหล่านักการเมืองที่ต่ำช้าเหล่านั้น และยิ่งไม่ควรที่จะต้องเดินไปสู่ความตายที่ว่างเปล่าเพราะข้าเป็นต้นเหตุ”
“เมื่อเทียบกับจักรวรรดิที่ผุพังและเสื่อมโทรมภายใต้การกัดกร่อนของเหล่าขุนนางโสโครกในปัจจุบันแล้ว ฝ่ายสัมพันธมิตรที่อุทิศตนเพื่อความยุติธรรมและสันติภาพ สำหรับเหล่าทหารที่สับสนเหล่านี้ บางทีอาจจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้องกว่า”
“ดังนั้น ด้วยความเชื่อเช่นนี้ ข้าจึงได้หยุดยั้งพวกเขาจากการปฏิบัติแผนการฆ่าตัวตายที่โง่เขลานั้น”
“ดังนั้น ข้าจึงได้วางอาวุธและการป้องกันลง และมายังสนามรบแห่งนี้เพียงลำพัง”
“ดังนั้น ข้าจึงได้ให้คุณหัวหน้าหน่วยคนนั้นไปตามท่านมา และจุดประสงค์ที่ข้าทำเช่นนี้ ก็เพื่อต้องการคำตอบจากท่าน”
แน่นอนว่า คำพูดทั้งหมดข้างต้นล้วนเป็นเรื่องที่จอห์นพูดไปเรื่อยเปื่อย
เพราะนับตั้งแต่ที่จอห์นทะลุมิติมาจนถึงตอนนี้ รวมๆ แล้วเวลายังไม่ถึงสองวันเลยด้วยซ้ำ เก้าอี้ในค่ายทหารเขายังนั่งไม่ทันจะเกิดรอยก้นสองข้างเลย จะไปมีความรู้สึกซาบซึ้งอะไรกับจักรวรรดิมากมายขนาดนั้น
ที่พูดพล่ามไปมากขนาดนี้ ก็เพื่อสร้างภาพลักษณ์คนดีมีคุณธรรมให้ตัวเอง
เพื่อให้เพื่อนร่วมงานเพิ่มความรู้สึกยอมรับและเคารพ เพื่อที่จะได้เพิ่มค่าตัวให้ตัวเอง ให้ตอนย้ายข้างได้ราคาดีๆ เท่านั้น
ส่วนจะได้ผลหรือไม่ เหอะเหอะ เหล่าทหารสัมพันธมิตรเบื้องหน้าที่กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ทึ่งและเคารพนับถือเป็นตาเดียวกัน ก็ได้พิสูจน์ข้อนี้เป็นอย่างดีแล้วไม่ใช่รึไง
“ดังนั้น ถ้าแกไอ้อ้วนน่าตายนี่ฉลาดหน่อย ก็รีบชวนข้าสิ ตราบใดที่เงื่อนไขที่แกเสนอมาไม่เกินไปนัก ข้ารับรองว่าจะแฉข้อมูลลับเกี่ยวกับจักรวรรดิให้แกเลย น้องชาย!”
“ไม่ต้องพล่ามแล้ว เอารับสัญญาจ้างงานมาฟาดหน้าข้าเลย ได้โปรดฟาดแรงๆ เลย ไม่ต้องเกรงใจข้าโอเค๊!”
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของโบลต์ที่กำลังพินิจพิเคราะห์ตัวเอง จอห์นก็อดไม่ได้ที่จะเร่งเร้าในใจอย่างบ้าคลั่ง
แต่ภายนอกยังคงแสร้งทำเป็นจริงจังและจริงใจสบตากับอีกฝ่าย ราวกับว่าตำแหน่งและอำนาจที่จะได้รับหลังจากย้ายข้าง สำหรับเขาแล้วเป็นเพียงเมฆหมอกที่ลอยผ่านไป
ตัวเขาเองทำเช่นนี้ก็เพราะเป็นห่วงอนาคตของเหล่าทาสแรงงานตัวน้อยๆ จริงๆ
“งั้น เจ้านี่มาเพื่อยอมจำนนจริงๆ เหรอ?”
เมื่อฟังคำพูดของจอห์น แม้ภายนอกโบลต์จะนิ่งสงบดุจบ่อน้ำโบราณ แต่ในใจกลับราวกับเกิดคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำ ไม่สามารถสงบลงได้เป็นเวลานาน
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยสงสัยว่านี่เป็นกับดักของอีกฝ่าย
แต่ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการตรวจจับอุปกรณ์เวทมนตร์ที่รองผู้บังคับบัญชารายงานเมื่อครู่ หรือผลการตัดสินจากคาถาสอดแนม ทั้งหมดล้วนแสดงให้เห็นว่า บนท้องฟ้าของพวกเขาไม่มีร่องรอยของทหารเวทเลยแม้แต่น้อย
และเป็นที่ทราบกันดีว่า แม้เวทมนตร์ระเบิดของทหารเวทจะน่าสะพรึงกลัว เมื่อเปิดใช้งาน ก็จะสามารถทำลายล้างเนินเขาทั้งลูกได้ในพริบตาด้วยพลังระเบิดอันลึกลับ
แต่ทหารเวทก็ไม่ใช่ผู้มีอำนาจทุกอย่าง เนื่องจากพลังระเบิดจำเป็นต้องแทรกลึกลงไปในพื้นดิน เชื่อมต่อกับแก่นดาราส่วนลึกของดาวเคราะห์ ถึงจะสามารถสกัดพลังระเบิดออกมา แล้วเปลี่ยนเป็นรูปแบบแห่งการแตกสลาย ก่อให้เกิดการระเบิดของลาวาที่สามารถทำลายล้างทุกสิ่งได้
ดังนั้นในขณะร่ายคาถา ทหารเวทมักจะต้องอยู่เหนือตำแหน่งที่โจมตี โดยปกติแล้วระยะห่างจะไม่เกินห้าสิบเมตร
ดังนั้นหากทหารเวทต้องการจะลองโจมตีจริงๆ ก็จำเป็นจะต้องเปิดเผยกลิ่นอายของตนเองออกมา
แต่ตอนนี้โบลต์กลับไม่ได้ตรวจจับการมีอยู่ของทหารเวท ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่เขาเคยสงสัยในตอนแรกว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามใช้คำพูดถ่วงเวลา เพื่อให้ทหารเวทปล่อยเวทมนตร์ระเบิด แล้วกวาดล้างพวกเขาทั้งหมด จึงไม่มีอยู่จริง
งั้น เจ้านี่มาเพื่อสวามิภักดิ์จริงๆ เหรอ?
แถมยังพาทหารเวทของจักรวรรดิมาสวามิภักดิ์ด้วยกันถึงสามสิบนาย?
“!”
เมื่อตระหนักถึงข้อนี้ ลมหายใจของโบลต์ก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มหอบหนักขึ้น ตาสีเขียวเล็กเหมือนเม็ดถั่วของเขาก็เบิกกว้างจนสุด
สายตาที่มองไปยังจอห์นก็เปลี่ยนไปราวกับกำลังมองสาวงามในชุดนอนบางเบาสุดเซ็กซี่ ใบหน้างดงามหาที่เปรียบมิได้ ในตอนนี้กำลังโบกมือให้เขาไม่หยุด ในปากยังส่งเสียงยั่วยวนไม่ขาดสาย
ทั้งร่างก็เริ่มตื่นเต้นอย่างควบคุมไม่ได้
ช่วยไม่ได้ นี่มันทหารเวทของจักรวรรดินะโว้ย!
คือตัวตนที่อาณาจักรต่างๆ พยายามสืบหามาหลายร้อยปี แต่ก็ยังไม่สามารถสืบหาวิธีการฝึกฝนที่แน่ชัดได้ และได้รับการยอมรับจากทุกประเทศในโลกว่าเป็นหน่วยรบที่แข็งแกร่งที่สุด!
ก็เพราะอาศัยตัวตนที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ จักรวรรดินอร์แมนจึงสามารถเติบโตจากประเทศเล็กๆ กลายเป็นมหาอำนาจในปัจจุบันได้
ถึงขนาดที่สหพันธ์ตะวันตกยังต้องหวาดกลัวต่อแสนยานุภาพทางทหารอันน่าสะพรึงกลัวของมัน และจำต้องรวมกลุ่มกันเป็นพันธมิตรเพื่อป้องกันตัวเอง
รวมพลังของสิบหกประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อพยายามหยุดยั้งการรุกคืบของจักรวรรดินอร์แมน
และทั้งหมดนี้ ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากทหารเวทของจักรวรรดิที่ถูกขนานนามว่า ‘กองทัพปีศาจ’!
แต่หน่วยรบที่สามารถทำให้ทุกประเทศในโลกต้องคลั่งไคล้เช่นนี้ บัดนี้ กลับตกมาอยู่ในมือของตนโดยบังเอิญ?
กระทั่ง อาศัยผู้บัญชาการทหารเวทที่อ้างว่าชื่อจอห์น มาร์สโลว์ผู้นี้ ตนอาจจะสามารถลองหาวิธีการฝึกฝนทหารเวทที่ถูกต้องได้?!
นี่หมายความว่าอะไร?
หมายความว่าวันที่เขา โบลต์ จะได้เป็นขุนนางใหญ่มาถึงแล้ว
กระทั่งถ้าเขากล้าพออีกหน่อย แม้แต่ตำแหน่งกษัตริย์ เขาก็ใช่ว่าจะนั่งไม่ได้!
“!”
ยิ่งคิด ลมหายใจของโบลต์ก็ยิ่งกระชั้นชิดขึ้น
ความตื่นเต้นและปิติยินดีอย่างรุนแรง ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านทั่วร่าง ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
แม้แต่ปัญหานกเขาไม่ขันที่รบกวนเขามานานหลายปี ในตอนนี้ ก็ราวกับได้รับการรักษาอย่างน่าอัศจรรย์
ในวินาทีนี้ โบลต์ตระหนักได้อย่างลึกซึ้ง
คนหนุ่มเบื้องหน้านี้หาใช่เชลยศึกไม่ นี่มันดาวนำโชคของเขา โบลต์ ชัดๆ!
แถมยังเป็นแบบที่มาส่งถึงที่ด้วย!
ต้องรับไว้ ต้องรับไว้!
แน่นอนว่า โบลต์ไม่ได้ถูกความสุขที่มาเยือนอย่างกะทันหันนี้ทำให้หัวหมุน
เพราะเขารู้ว่า ก่อนที่จะได้วิธีการฝึกฝนทหารเวทที่แน่ชัดมาจากอีกฝ่าย ทุกอย่างก็ยังเป็นเพียงความว่างเปล่า
เพราะแม้ว่าการแสดงออกของอีกฝ่ายจะดูเหมือนคนเคยเห็นโลกกว้างมามาก แต่ก็ไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงพลเรือนตกอับที่แอบอ้าง
ถ้าตนรีบให้ผลประโยชน์แก่อีกฝ่ายไปก่อน แต่สุดท้ายหน่วยข่าวกรองไปสืบพบว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงพลเรือน หน้าแก่ๆ ของตนในฝ่ายสัมพันธมิตรก็คงจะหมดสิ้น
“แต่ว่า ให้บันไดอีกฝ่ายลงก่อน แล้วจัดเจ้านี่ไว้ในสนามเพลาะ จากนั้นค่อยๆ เค้นความจริงทีหลังก็ไม่ผิด”
“เพราะว่า ที่ตัวเองอยู่ที่นี่ก็ไม่ใช่เพื่อเฝ้าสนามเพลาะเน่าๆ นี่จริงๆ แต่เพื่อรับมือกับหน่วยรบพิเศษแบล็กฮอว์กของจักรวรรดิ”
“แต่ในเมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงตอนเย็นแล้ว ฝ่ายจักรวรรดิยังไม่ได้โจมตีเหยื่อล่อแห่งนี้ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อีกฝ่ายคงจะลงมือตอนกลางคืน”
“และถึงตอนนั้น ตนก็น่าจะพอเค้นข้อมูลที่ควรจะได้จากปากของเจ้านี่ที่อ้างว่าเป็นหัวหน้าหน่วยทหารเวทได้แล้ว ถึงตอนนั้นจะฆ่าหรือจะไว้ก็สุดแล้วแต่ใจตน”
“แต่เมื่อพิจารณาว่าเจ้านี่เป็นหัวหน้าของเหล่าทหารเวท หากฆ่าโดยตรง อาจจะทำให้เหล่าทหารเวทก่อการกบฏได้ง่าย ดังนั้นควรจะไว้ชีวิตเจ้านี่ไว้จะดีกว่า”
“ยังไงซะขอแค่ได้ข้อมูลการฝึกฝนหลักมา ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน อนาคตของตนก็สดใส!”
ในชั่วลมหายใจ ในใจของโบลต์คิดวนไปมาหลายรอบ จากนั้นสายตาก็กลับมาจับจ้องที่จอห์นเบื้องหน้าอีกครั้ง
แต่ต่างจากการพินิจพิเคราะห์ก่อนหน้านี้ ครั้งนี้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น ทั้งร่างยังกางแขนออกอย่างโอเวอร์ แล้วพูดกับจอห์นด้วยน้ำเสียงจริงใจ:
“อา จ่านายสิบจอห์นที่รักของข้า อุดมการณ์ที่เที่ยงธรรมของท่านทำให้ข้าซาบซึ้งใจจริงๆ ข้าไม่คิดเลยว่าพวกจักรวรรดิที่น่าตายเหล่านั้นจะข่มเหงผู้บัญชาการที่เที่ยงตรงเช่นนี้ได้ นี่มันทำให้ข้าเจ็บปวดใจจริงๆ”
“แต่ฝ่ายสัมพันธมิตรของเราแตกต่างจากจักรวรรดิ ไม่ว่าจะเป็นแม่ทัพ หรือทหาร พวกเราจากบนลงล่างล้วนสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว มีเป้าหมายร่วมกัน นั่นคือการปลดปล่อยผู้คนที่ยังคงถูกกดขี่ในจักรวรรดิทั้งหมด นี่คือความเชื่อที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของเรา”
“ดังนั้น จ่านายสิบจอห์น ข้าสามารถบอกท่านได้อย่างชัดเจนว่า การเลือกของท่านนั้นถูกต้อง ฝ่ายสัมพันธมิตรของเรา ก็ยินดีต้อนรับผู้มีคุณธรรมเช่นท่านเสมอ”
“หากท่านไม่รังเกียจ โปรดตามข้าไปที่กระโจมเพื่อสนทนากันโดยละเอียด จะดีที่สุดหากท่านจะเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาสามสิบนายของท่านมาด้วยกัน”
ราวกับนึกถึงฉากที่ตนเองจะได้นำทหารเวทสามสิบนายนี้เข้ามาอยู่ใต้บังคับบัญชาในอีกไม่ช้า โบลต์ก็อดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปากที่แห้งผากของตนอย่างตื่นเต้น ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองจอห์นเบื้องหน้าอย่างไม่วางตา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและคาดหวังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน:
“ข้าคิดว่าเราคงจะมีเรื่องให้คุยกันเยอะแยะเลย ใช่ไหมล่ะ จอห์นที่รักของข้า?”
…
จบบทที่ 14