- หน้าแรก
- ระบบตื่นช้า ข้าเป็นอมตะแล้ว
- บทที่ 29 รับมือไม่ง่าย
บทที่ 29 รับมือไม่ง่าย
บทที่ 29 รับมือไม่ง่าย
###
หลังจากอ่านข้อมูลที่หอชะตาสวรรค์มอบให้ เจียงหลี่ก็เข้าใจดินแดนลับเหวินเมี่ยวอย่างครบถ้วน
แม้ว่าเดิมทีเขาจะต้องการแค่รู้ว่าดินแดนนี้ตั้งอยู่ที่ไหนเท่านั้น
ผู้สร้างดินแดนลับเหวินเมี่ยวใช้นามว่า “นักพรตแห่งความฝัน” เป็นผู้ฝึกตนระดับรวมวิญญาณ เมื่อแปดร้อยปีก่อนสิ้นชีพระหว่างพยายามผ่านเคราะห์ฟ้า คาดว่าเขารู้ล่วงหน้าว่าตนไม่อาจผ่านพ้นเคราะห์นี้ได้ จึงได้สร้างดินแดนลับแห่งนี้ไว้ล่วงหน้า เพื่อทิ้งบางสิ่งไว้ให้คนรุ่นหลัง และมอบโอกาสแก่ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน เป็นการหว่านบุญคุณเอาไว้
ดินแดนลับนี้จะเปิดทุกสิบปี การทดสอบแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน บางครั้งทดสอบความเข้าใจธรรม บางครั้งทดสอบพลังต่อสู้ บางครั้งทดสอบความสามารถในการต้านทานต่อเงินทองและสิ่งยั่วยุ แม้แต่หอชะตาสวรรค์ก็ยังหากฎเกณฑ์ไม่ได้ สิ่งที่แน่นอนคือดินแดนลับนี้มีทั้งหมดสองชั้น และรางวัลที่ได้จะต่างกันไปตามผลลัพธ์ในการทดสอบ
เช่น เมื่อห้าร้อยปีก่อน การทดสอบเป็นการแย่งชิงป้าย แต่ละคนจะได้รับหนึ่งแผ่น ใครแย่งป้ายได้มากที่สุดคือผู้ชนะ
ดินแดนลับเหวินเมี่ยวตั้งอยู่ในเขตชายแดนทางใต้ของราชวงศ์ต้าจโจว ทุกครั้งที่เปิดจะมีสำนักต่าง ๆ ในหลายมณฑลใกล้เคียงส่งศิษย์มาเข้าร่วม แม้บางสำนักจะไม่มีผู้ฝึกตนระดับเปลี่ยนจิตควบคุม แต่ก็ไม่มีใครยอมพลาดโอกาสที่ผู้มีพลังใกล้ระดับเคราะห์ฟ้าทิ้งไว้
...
เจียงหลี่แปลงโฉมเดินทางมาถึงใกล้ดินแดนลับเหวินเมี่ยว
ตอนนี้มีสำนักมากมายพาศิษย์หลักของตนมาเตรียมพร้อมรอการเปิดของดินแดน
แม้พลังของเจียงหลี่จะเกินระดับสร้างรากฐาน ไม่เข้าเกณฑ์เข้าร่วมดินแดนลับนี้ แต่พลังของเขาก็เกินกว่าผู้สร้างดินแดนลับนี้เช่นกัน
การเปิดของดินแดนลับเหวินเมี่ยวสำหรับภาคใต้ของต้าจโจว นับเป็นเทศกาลขนาดย่อม สำนักที่มีชื่อเสียงล้วนส่งศิษย์เข้าร่วม แสดงศักยภาพของศิษย์ตน
เจียงหลี่มองรอบหนึ่ง เขาจำชื่อสำนักไหนไม่ได้เลย ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ระบบว่าไว้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นปลาย มีเพียงบางคนเท่านั้นที่อยู่ระดับกลาง เหล่าศิษย์ขั้นปลายจึงดูแคลนพวกขั้นกลางเป็นธรรมดา
เจียงหลี่ไม่สร้างเรื่อง เขาแปลงตัวเป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นปลาย ดูแล้วไม่สะดุดตาแม้แต่น้อย
เขาก็สามารถเปิดเผยตัวได้ว่า “ไม่แสร้งแล้ว ข้านี่แหละจักรพรรดิแห่งมนุษย์ ให้ข้าเข้าไปคว้าที่หนึ่งเสียเถอะ”
เจียงหลี่ไม่ใช่คนยึดติดกับภาพลักษณ์มากนัก แต่เขาก็ยังต้องรักษาศักดิ์ศรีอยู่บ้าง
อยู่ในระดับมหายานแท้ ๆ กลับจะเข้าไปแย่งโอกาสจากเด็ก ๆ ในระดับสร้างรากฐานภายในดินแดนลับที่สร้างโดยผู้ฝึกตนระดับรวมวิญญาณ เพื่อนสนิทของเขาคงขำจนแทบหายใจไม่ออก
“เฮ้ พี่ชาย สำนักของเจ้าก็ไม่ได้ส่งใครมาด้วยหรือ?”
ชายคนหนึ่งเข้ามาทักด้วยความคุ้นเคยอย่างยิ่ง “บังเอิญจังเลย สำนักของข้าก็ไม่ส่งใครมาเหมือนกัน”
ส่วนใหญ่คนที่มาที่นี่จะมีผู้ใหญ่ของสำนักติดตามมาด้วย เพื่อป้องกันการถูกรังแก แต่มักก็มีข้อยกเว้น เช่นชายคนนี้
เขาบอกว่าตนชื่อ ฉินหลวนเจี้ยวหมา(秦乱叫马/ช่วงกลียุคฉินที่ม้าร้องระงม) เป็นศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักติ้งเฟิง และยังเป็นศิษย์คนสุดท้ายของอาจารย์ อาจารย์ของเขาออกเดินทางมานานกว่าสิบปีแล้ว ไม่เคยกลับมา ส่วนเขาก็ฝึกฝนอย่างสงบสุขตามลำพัง
"ช่วยไม่ได้ สำนักข้ามีข้าเป็นผู้อาวุโสที่สุด จึงไม่มีใครมาด้วย"
คำพูดของเจียงหลี่ไม่ผิด เพราะสำนักของเขาคือตำหนักจักรพรรดิแห่งมนุษย์ ซึ่งเขาเองก็คือประมุข ตำแหน่งสูงสุด
แต่ฉินหลวนกลับเข้าใจไปว่า เจียงหลี่กำลังบอกว่าเหล่าผู้ใหญ่ของเขาตายหมดแล้ว เหลือเขาคนเดียว
เขาเคยคิดว่าสำนักของตนที่มีแค่สองคนคือน่าสงสารแล้ว ไม่คิดว่าจะยังมีที่น่าเวทนากว่า จึงเกิดความสงสารขึ้นมาอย่างลึกซึ้ง
"พี่ชายคงหลี่ ไม่ต้องห่วง! ในเมื่อเราทั้งคู่ตกอยู่ในชะตาเดียวกัน ข้าจะดูแลเจ้าภายในดินแดนลับนี้เอง!" ฉินหลวนกล่าวพร้อมตบหน้าอก
เจียงหลี่ไม่ได้ใช้ชื่อปลอมว่า “จางหลี่” เช่นเคย แต่เปลี่ยนเป็น “คงหลี่” แทน
เพราะตอนนี้เขาได้ยินชื่อจางหลี่ทีไร ก็นึกถึงสีหน้าหยิ่งผยองของจ้าวสำนักเต๋าขึ้นมาทุกที จนกัดฟันกรอด
“ขออย่าให้คราวนี้มีคนเลว ๆ เลยเถอะ” ฉินหลวนเป็นคนพูดไม่หยุด เห็นเจียงหลี่เงียบ เขาก็พูดเองอยู่คนเดียว
“พี่คงรู้ไหม ครั้งก่อนมีคนคนหนึ่งตั้งใจอั้นพลังจนกระทั่งเข้าดินแดนลับแล้วจึงทะลวงสู่ระดับแก่นทองคำ แถมยังได้อันดับหนึ่งอีก แบบนี้มันเลวเกิน! ถ้าข้าเจออีก ข้าจะเตะซ้ำตอนเขากำลังทะลวงเลย!”
เจียงหลี่รู้สึกว่าชายผู้นี้อาจไม่ใช่ว่ากำลังมองหาเพื่อนร่วมทาง แต่กำลังหาคนฟังต่างหาก
จู่ ๆ ท้องฟ้าเหนือศีรษะทั้งสองก็พลันมืดลง เหยี่ยวขนาดใหญ่ร่อนลงใกล้พวกเขา ดวงตาคมกริบของมันดูราวกับแฝงไว้ด้วยพลังกระบี่
"เหยี่ยวที่มีสายเลือดของเหยี่ยวทอง สงสัยสำนักไหนมาถึงแล้ว" ฉินหลวนร้องเสียงดังราวกับผู้บรรยายมืออาชีพ
จากหลังเหยี่ยวมีสองคนก้าวลงมา ทั้งคู่สะพายกระบี่ สวมชุดขาวสะอาดไร้ที่ติ จ้องตรงไปข้างหน้าโดยไม่สนใจเสียงอื้ออึงรอบข้างแม้แต่น้อย
"นั่นคือคนของสำนักลืมรัก พวกเขาไร้ซึ่งความรู้สึก ไม่เชื่อใจใคร เชื่อเพียงกระบี่ในมือ" ฉินหลวนเอ่ยชื่อสำนักได้ทันที "คือเซียนกระบี่ชี่ซาและอาวุโสของเขา"
แววตาของฉินหลวนจริงจังขึ้นทันที "เขาไม่ใช่คนง่าย ข้าเคยสู้กับเขามาแล้ว สิบนัดข้าชนะเขาแค่แปด"
เจียงหลี่แปลกใจเล็กน้อย "ถึงกับใช้นามว่าชี่ซา เขามีความเกี่ยวข้องอะไรกับศิลาจารึกชี่ซาในแดนเซียนหรือไม่?"
บุคคลแบบนี้เขาควรจะเคยได้ยินชื่อ แต่กลับไม่รู้จักมาก่อน
"เปล่า เขาตั้งชื่อนั้นเพราะคิดว่าเท่ดีเท่านั้น"
"..."
"หืม? กลีบดอกไม้ที่ไหนลอยมา?" ฉินหลวนเงยหน้ามอง ก็เห็นสองสาวในชุดผ้าบางสีชมพูร่อนลงมาจากฟ้า กลีบซากุระสีชมพูจางสลายตามหลัง หญิงสาวที่อายุน้อยดูร่าเริงสดใส เป็นมิตร ส่วนอีกคนดูเย็นชา ไม่เปิดใจต่อผู้ใด ทำให้คนที่ชื่นชมเธอไม่กล้าเข้าใกล้
"เป็นคนของสำนักซากุระโปรยปราย!" มีคนตะโกนขึ้นแทนฉินหลวน
"นั่นคือซ่งอิ๋งกับอาจารย์ของนาง" ฉินหลวนกล่าวด้วยใบหน้าจริงจังอีกครั้ง "นางไม่ธรรมดา ข้าเคยสู้กับนางมาแล้ว สิบนัดข้าชนะได้แค่หก"
ซ่งอิ๋งพอเท้าสัมผัสพื้นก็หันมองไปรอบ ๆ พอเห็นฉินหลวนที่มีสีหน้าเคร่งเครียด นางก็วิ่งเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มสดใส
"ฮิฮิ ฉินหลวน เจอกันอีกแล้ว คราวนี้ข้าจะไม่แพ้เจ้าแน่!"
พูดจบนางยังชูกำปั้นเล็ก ๆ ขึ้นโชว์
แต่ฉินหลวนไม่ตอบโต้ กลับหันมาเตือนเจียงหลี่แทน
สีหน้าของเขายิ่งจริงจังขึ้น "ต้องระวังซ่งอิ๋งให้ดี นางรู้ว่าตัวเองสู้ข้าไม่ได้ จึงใช้ความน่ารักมาทำให้จิตข้าสั่นคลอน เจ้าเล่ห์เหลือเกิน!"
เจียงหลี่คิดในใจ แม้แต่ข้าเองที่ตาบอดยังดูออกว่านางมีใจให้เจ้า เจ้ายังไม่เห็นอีก ดูสิ อาจารย์ของนางอยากจะชักกระบี่มาฆ่าเจ้าเต็มทีแล้ว
"เป็นไปได้ไหมว่านางชอบเจ้าจริง ๆ?" เจียงหลี่อดถามไม่ได้
"ไม่มีทาง" ฉินหลวนตอบหนักแน่น "ข้าเคยถามนางตรง ๆ ว่าเจ้าชอบข้าหรือไม่ นางตอบกลับมาว่า ใครจะไปชอบเจ้าบื้อแบบนี้เล่า!"
เจียงหลี่พยักหน้าเบา ๆ ดูท่าซ่งอิ๋งจะไม่ได้ชอบเขาจริง ๆ
"เจ้าต้องระวังสองคนนี้ พวกเขาจะเป็นคู่แข่งสำคัญ"
แต่คราวนี้เจียงหลี่ไม่ได้พยักหน้า เพราะในความคิดของเขา ศัตรูตัวจริงไม่ใช่สองคนนั้น
สายตาเขาจับจ้องไปยังศิษย์ที่ดูไม่มีอะไรโดดเด่นคนหนึ่ง
ร่างกายเป็นระดับสร้างรากฐานขั้นปลาย ทว่าวิญญาณภายในคือระดับเปลี่ยนจิต
การช่วงชิงร่าง