บทที่ 14 - อดีตดั่งเมฆลอย
บทที่ 14 - อดีตดั่งเมฆลอย
บทที่ 14 - อดีตดั่งเมฆลอย
แม้จะพูดเล่น แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มแฝงความจริงจังของตาเฒ่าหลิว ลู่เฉินก็ถามเสียงขรึม “มีเรื่องอะไร?”
ผู้ตรวจการหลิวเอ่ยยิ้ม ๆ “ข้าแก่แล้ว เมื่อสามเดือนก่อนเจอเหตุไม่คาดฝันระหว่างออกตรวจตรา ปะทะกับคนร้ายจนบาดเจ็บ คิด ๆ ดูแล้วก็ทำงานให้พันธมิตรเซียนมาหลายสิบปี เลยคิดว่าจะกลับไปพักผ่อนที่บ้านเกิดเสียที”
ลู่เฉินแปลกใจ “ถึงกับต้องวางมือเลยรึ?”
ผู้ตรวจการหลิวหัวเราะ “นั่นสิ เรื่องราวหลังจากนี้ ทางพันธมิตรเซียนและหัวหน้าตึกเซวียแห่งกองงานเมฆาคงส่งคนมาจัดการแทน อีกไม่กี่วันข้าก็จะกลับไปรายงานตัวที่พันธมิตรเซียน ทำงานชิ้นสุดท้ายให้เสร็จ แล้วก็เกษียณกลับไปอยู่บ้าน ไม่ยุ่งเรื่องทางโลกอีก เสี่ยวลู่ เรารู้จักกันมาร่วมสิบปี วันนี้คงต้องลาจาก หวังว่าวันหน้าจะมีวาสนาได้พบกันอีก”
ลู่เฉินพยักหน้า ประสานมือคารวะ “หลายปีมานี้ขอบคุณท่านผู้ตรวจการหลิวที่ดูแล ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก”
ผู้ตรวจการหลิวหัวเราะร่า คุยสัพเพเหระกับลู่เฉินอีกครู่หนึ่ง ก็ขอตัวลา
ลู่เฉินกับเฒ่าหม่าเดินไปส่งเขาที่ประตู เมื่อผู้ตรวจการหลิวเดินไปไกลแล้ว ลู่เฉินมองเฒ่าหม่าที่ปิดประตูลงกลอน ใบหน้าอ้วนท้วนดูเคร่งเครียด จึงยิ้มถาม “ทำหน้าแบบนั้น มีอะไรในใจหรือเปล่า?”
เฒ่าหม่าชำเลืองมองเขา “เจ้าไม่กังวลเลยหรือ?”
ลู่เฉินโบกมือ “เมื่อวานข้าเพิ่งบอกเจ้าไปไม่ใช่รึ คนเราน่ะ สำคัญที่ต้องรู้จักปล่อยวาง อย่าเก็บอะไรมาใส่ใจ จะได้มีชีวิตที่สบายใจ ว่ามาเถอะ มีเรื่องอะไร?”
“เบื้องบนสั่งมา ให้ตัดลดหินวิญญาณรายเดือนของเจ้า”
“ปัง!” เสียงตบโต๊ะดังสนั่น เฒ่าหม่าสะดุ้งโหยง เห็นลู่เฉินลุกพรวดขึ้นด้วยความโกรธ ตวาดลั่น “บัดซบ! ไอ้สารเลวคนไหนกล้ามาลองดีกับข้า!”
เฒ่าหม่ามองเขาตาปริบ ๆ ลู่เฉินหันมามองตาขวาง “มองอะไร?”
เฒ่าหม่าทำหน้าสมน้ำหน้า “ไอ้สารเลวที่เจ้าด่า ก็คือจอมเทพเทียนหลานนั่นแหละ”
ลู่เฉินชะงักกึก ก่อนจะโวยวายด้วยความโมโห “เป็นจอมเทพแล้ววิเศษนักหรือไง ตาแก่นั่นจะผิดคำพูดกับข้าเรอะ?”
เฒ่าหม่ากระแอม “หกจอมเทพแห่งพันธมิตรเซียน ล้วนมีอิทธิฤทธิ์เทียมฟ้า เจ้าเอ่ยชื่อท่านแล้วด่าทอแบบนี้ ระวังท่านจะสัมผัสได้นะ”
ลู่เฉินแค่นหัวเราะ “ข้าจะด่าแล้วจะทำไม ตาแก่เทียนหลาน แก่หนังเหี่ยว ขาสั้นมือยาว อ้วนกว่าหมู เจ้าเล่ห์เพทุบาย หัวล้านเลี่ยนเตียนโล่ง!”
เฒ่าหม่าอ้าปากค้าง พูดไม่ออกไปครู่ใหญ่
ลู่เฉินมองไปรอบ ๆ ร้านเหล้า เห็นเงียบสงบดี ไม่มีฟ้าผ่าลงมา จึงหันมาบอกเฒ่าหม่า “เห็นไหม ตาแก่เทียนหลานไม่ได้ยิน หรือไม่ก็ได้ยินแต่ไม่กล้าหือ”
เฒ่าหม่ายิ้มขื่น “เสี่ยวลู่ เจ้าทำแบบนี้ไม่ดีหรอกนะ...”
ลู่เฉินกลอกตา “เขาจะตัดหินวิญญาณข้าแล้ว ยังจะมาว่าข้าอีก? ตอนนั้นตกลงกันดิบดีว่าจะให้ข้าอยู่สุขสบายไปตลอดชีวิตไม่ใช่หรือไง?”
เฒ่าหม่าแย้งเสียงเครียด “วันนั้นข้าก็อยู่ด้วย จำได้แม่นว่าท่านจอมเทพไม่เคยพูดคำนั้น”
ลู่เฉินโวย “แล้วใครพูด ข้าจำได้แม่นเลยนะ”
เฒ่าหม่าชี้ไปที่อกลู่เฉิน “เจ้าพูดเอง”
ลู่เฉินมองเฒ่าหม่าอย่างคลางแคลงใจ แล้วโบกมือ “ช่างเถอะ เรื่องสิบปีก่อนใครจะไปจำได้แม่นขนาดนั้น เอาเป็นว่าตัดหินวิญญาณข้าไม่ได้!”
เฒ่าหม่าถอนหายใจ “ข้าถามมาแล้ว ไม่ได้ตัดแค่เจ้าคนเดียวหรอก ‘เงา’ ทุกคนในสังกัด ‘กองงานเมฆา’ โดนเหมือนกันหมด”
ลู่เฉินชะงัก เงียบไป สายตาไหววูบ จ้องเฒ่าหม่าเขม็ง
เฒ่าหม่าถูกจ้องจนทำตัวไม่ถูก ต้องหลบสายตา
ผ่านไปครู่ใหญ่ ความโกรธเกรี้ยวของลู่เฉินดูเหมือนจะหายวับไป เขากลับมาสงบนิ่งอย่างประหลาด แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ตาแก่นั่นคงโดนกดดันจนหน้ามืดสินะ?”
เฒ่าหม่ายิ้มเจื่อน ๆ “ท่านจอมเทพเองก็จนใจ พันธมิตรเซียนแท้สืบทอดมาร่วมสามพันปี กิจการใหญ่โต คนเก่งเยอะ แต่พวกเหลือบไรก็แยะ หินวิญญาณย่อมไม่พอใช้ กองงานเมฆาไม่สร้างผลผลิต ไม่มีตัวตน แค่อ้างว่าดูแลวีรบุรุษนิรนามผู้ทำคุณให้พันธมิตรเซียน แต่ไม่เปิดเผยที่มาที่ไป ก็เหมือนพูดลอย ๆ ปี ๆ หนึ่งผลาญงบไปมหาศาล คนในพันธมิตรหมั่นไส้กันเยอะแยะ”
ลู่เฉินนิ่งเงียบ ครู่ใหญ่จึงส่ายหน้าเบา ๆ ไม่พูดอะไร
เฒ่าหม่ามองเขา เดินมานั่งข้าง ๆ พูดเสียงเบา “เอาเข้าจริง เจ้ากับข้าก็รู้ดี ท่านจอมเทพร้สึกผิดต่อเจ้า ถ้าเป็นไปได้ ท่านคงไม่อยากให้เจ้าลำบาก แต่ถ้าไม่ตัดงบส่วนของเจ้าคนเดียว ก็จะกลายเป็นจุดเด่น ถ้ามีคนสงสัยขึ้นมา...”
เฒ่าหม่าหยุดนิดหนึ่ง แล้วพูดต่อ “กองงานเมฆาอยู่ในสังกัดจอมเทพเทียนหลานก็จริง แต่มีหัวหน้าตึก ผู้ควบคุม ผู้ตรวจการ ผู้สอดแนมอีกเพียบ หลายปีมานี้ คนที่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเจ้า มีแค่ท่านจอมเทพกับข้าเท่านั้น แม้แต่ผู้ตรวจการหลิวที่แอบตรวจตรามาสิบปี หรือหัวหน้าตึกเซวียผู้ดูแลกองงาน ก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง นึกว่าเจ้าเป็นแค่พวกทำความดีความชอบเล็กน้อยแล้วเข้ามาเสวยสุขในกองงานเมฆาเท่านั้น”
ลู่เฉินยิ้มมุมปาก “ตาเฒ่าหลิวดีกับข้าใช้ได้ แต่ก็ไม่ได้เคารพนบนอบอะไร แสดงว่ารู้ฐานะข้ามาจากทางไหน?”
เฒ่าหม่ายิ้มขื่น ส่ายหน้าถอนใจ “ตามหลักแล้ว แม้แต่ฐานะนี้ก็ไม่ควรแพร่งพราย แต่ตอนนี้พันธมิตรเซียนดูยิ่งใหญ่ แต่ข้างในพรุนเหมือนตะแกรงรั่ว ท่านจอมเทพถึงได้กังวล”
ลู่เฉินเงียบไปนาน จู่ ๆ ก็เอ่ยเรียบ ๆ ว่า “พวกมันยังตามสืบอยู่หรือ?”
เฒ่าหม่าลังเล แต่ก็พยักหน้า “ใช่ ศึกครั้งนั้นทำลายรากฐานพรรคมารย่อยยับ ค่ายกลอัญเชิญเทพถูกทำลาย ผู้อาวุโสระดับสูงตายไปสามในห้า ความแค้นนี้ลึกดั่งทะเลเลือด ไม่มีวันจางหาย หลายปีมานี้จับตัวมารได้บ้าง พอเค้นถาม ก็บอกว่าพรรคมารส่งคนแทรกซึมเข้าไปในพันธมิตรเซียนและสำนักต่าง ๆ ภารกิจสำคัญที่สุดคือตามสืบเรื่องในอดีต ต้องลากตัว... ต้นเหตุ ออกมาสับเป็นหมื่นชิ้น สูบวิญญาณเคี่ยวกระดูกแก้แค้นให้ได้”
ลู่เฉินแค่นเสียง บอกเฒ่าหม่าว่า “เจ้าบอกแค่แก้แค้นก็ได้ ไอ้สับหมื่นชิ้น สูบวิญญาณเคี่ยวกระดูกน่ะ ไม่ต้องพูดก็ได้มั้ง”
เฒ่าหม่าหัวเราะ “เติมคำพวกนี้เข้าไป มันดูมีพลังกว่าไม่ใช่รึ?”
“ถุย!” ลู่เฉินถ่มน้ำลาย “รีบไปต้มบะหมี่เลยไป!”
เฒ่าหม่าทำหน้าแปลกใจ “เพิ่งคุยเรื่องนักฆ่าอำมหิตจะมาสับเจ้าเป็นหมื่นชิ้น เจ้ายังมีอารมณ์กินบะหมี่อีกรึ?”
ลู่เฉินปรายตามอง “อย่าพูดมาก ข้ากำลังเดือดดาลนะขอบอก ไม่ต้มบะหมี่มา เดี๋ยวพังร้านซะเลย!”
[จบแล้ว]