บทที่ 11 - หญิงงามในดงท้อ
บทที่ 11 - หญิงงามในดงท้อ
บทที่ 11 - หญิงงามในดงท้อ
เล่าลือกันว่า สาวกพรรคเทพสามภพส่วนใหญ่มักเป็นพวกคลั่งศาสนา ปักใจเชื่อว่ามีเพียงการเปิดผนึกกั้นภพและอัญเชิญเทพแท้จริงลงมาจุติเพื่อรวบรวมสามภพให้เป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น โลกจึงจะพบกับสันติสุขนิรันดร์ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงก่อกรรมทำเข็ญ กระทำการวิปริตผิดมนุษย์ สังหารผู้คนมากมาย สร้างความเดือดร้อนแก่ปวงประชา จนถูกขนานนามว่าเป็น "พรรคมาร" ที่ใต้หล้าไม่อาจยอมรับ
หลายปีก่อน พรรคนี้ถูกพันธมิตรเซียนแท้ประกาศให้เป็นลัทธิมารอันดับหนึ่ง มีคำสั่งให้กวาดล้างทั่วหล้า นับแต่นั้น พรรคเทพสามภพก็หายสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์ กลายเป็นองค์กรใต้ดินที่เคลื่อนไหวในเงามืด แต่หลายปีมานี้ แม้จะปราบปรามอย่างไรก็ไม่หมดสิ้น ได้ยินว่ามีสาวกจำนวนไม่น้อยแทรกซึมเข้าไปในสำนักผู้ฝึกตนสังกัดพันธมิตรเซียนแท้ คอยทำเรื่องชั่วช้าสามานย์อย่างลับ ๆ ถือเป็นหอกข้างแคร่ของฝ่ายธรรมะอย่างแท้จริง
ฝูงชนค่อย ๆ สลายตัวไปพร้อมเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ไม่มีใครสนใจศพของเศษเดนพรรคเทพสามภพที่นอนตายอยู่บนพื้น เพราะรู้อยู่แล้วว่าอีกไม่นานคงมีคนมาจัดการเก็บกวาด
เฒ่าหม่ากับลู่เฉินรั้งท้ายฝูงชน ค่อย ๆ เดินกลับเข้าหมู่บ้าน เฒ่าหม่ากระซิบถาม “เป็นไงบ้าง?”
ลู่เฉินสีหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ “พวกบ้า!”
***
เมื่อกลับเข้ามาในหมู่บ้าน สายน้ำใสสะอาด กอไผ่เขียวขจี ดอกท้อบานสะพรั่ง และทิวเขาเขียวชอุ่มในระยะไกล ดูเหมือนจะตัดขาดภาพเหตุการณ์นองเลือดเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น ทำให้ผู้คนเผลอคิดไปว่าความรุนแรงและความวุ่นวายนั้นอยู่ไกลตัวเหลือเกิน
เดินบนถนนหินไปได้สักพัก ลู่เฉินก็เหลือบไปเห็นทางแยกข้างหน้า ต้นท้อต้นหนึ่งออกดอกสีชมพูบานสะพรั่งเต็มต้น ใต้ต้นท้อนั้นมีหญิงสาวนางหนึ่งยืนเอามือจับลำต้นอยู่อย่างอ้อยอิ่ง ใบหน้างดงามแข่งกับดอกท้อ ช่างยากจะตัดสินว่าสิ่งใดงดงามกว่ากัน นางคือติงตางนั่นเอง
สายลมพัดมา กลีบดอกท้อโปรยปรายลงมา นางยืนนิ่งในชุดกระโปรงพลิ้วไหว ดูราวกับนางฟ้าจำแลงที่ไม่แปดเปื้อนฝุ่นธุลีโลก
ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างหันมองนางเป็นตาเดียว โดยเฉพาะชายหนุ่มหลายคนที่มองตาเป็นมัน แต่ส่วนใหญ่ก็แค่รีบเดินผ่านไป ไม่มีใครกล้าเข้าไปทักทาย
ลู่เฉินหันมาพูดกับเฒ่าหม่าด้วยสีหน้าจริงจัง “อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเก็บชาแล้ว ข้าต้องไปเตรียมตัวเก็บของ เจ้ากลับไปก่อนเถอะ”
เฒ่าหม่าด่าสวนทันควัน “เหลวไหล! คิดว่าข้าตาบอดหรือไง?”
ลู่เฉินยิ้ม “งั้นเจ้าจะไปเก็บของกับข้าไหมล่ะ?”
เฒ่าหม่าแค่นหัวเราะ “อย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะ ระวังจะตายเพราะผู้หญิงเข้าสักวัน!” พูดจบก็เอามือไพล่หลัง เดินส่ายอาด ๆ จากไป
ลู่เฉินยิ้มเจ้าเล่ห์ไล่หลังเฒ่าหม่า แล้วเดินตรงไปที่ใต้ต้นท้อ เอ่ยทักว่า “อ้าว จำได้ว่าเจ้านอนขี้เซาอยู่นี่นา ไหงวิ่งออกมาดูเรื่องชาวบ้านได้ล่ะ?”
ติงตางค้อนขวับ มองไปทางหน้าหมู่บ้านแวบหนึ่ง แล้วตอบว่า “ข้าได้ยินเสียงเอะอะข้างนอกดูไม่ชอบมาพากล เลยกะจะออกมาดู แต่พอเดินมาถึงตรงนี้คนก็เริ่มทยอยกลับมากันแล้ว ตกลงข้างนอกเกิดอะไรขึ้น?”
ลู่เฉินเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง ติงตางสูดหายใจเฮือก สีหน้าฉายแววหวาดกลัว “หา? คนนั้นก็เป็นศิษย์สำนักพันสารทไม่ใช่หรือ ฝึกวิชาเซียนมาแล้วแท้ ๆ ทำไมถึงตายง่ายตายดายขนาดนั้นล่ะ?”
ลู่เฉินหัวเราะ เอื้อมมือไปตบหัวติงตางเบา ๆ แล้วด่าปนขำว่า “พูดจาอะไรของเจ้า ผู้ฝึกตนมีอิทธิฤทธิ์แล้วตายไม่ได้หรือไง?”
“ไปเลยนะ!” ติงตางบ่นอุบ ตีมือซุกซนของลู่เฉินที่ฉวยโอกาสแต๊ะอั๋งนางรัว ๆ สีหน้าดูใฝ่ฝันระคนเศร้าสร้อย “แต่ว่า... ที่พวกเราใฝ่ฝันอยากเป็นผู้ฝึกตน อยากฝึกวิชาเซียน ก็เพื่อความเป็นอมตะ ได้ขึ้นสวรรค์เป็นเซียนไม่ใช่หรือ? อุตส่าห์มีวาสนาแล้ว ทำไมไม่ตั้งใจฝึกฝน ใช้ชีวิตสงบสุขไปล่ะ ทำไมต้องมีเรื่องยุ่งวุ่นวายพวกนี้ด้วย”
“เชอะ เจ้าเพิ่งเห็นแค่นี้ก็มานั่งถอนหายใจแล้ว” ลู่เฉินชำเลืองมองนางแล้วว่า “จะบอกให้นะ เมื่อกี้เจ้าไม่ได้เห็น ศพที่นอกหมู่บ้านนั่นน่ะ โดนฟันไปตั้งเจ็ดแผล แขนขาดไปข้าง ท้องทะลุสองรู ซี่โครงหักอีกหนึ่ง แล้วหน้าก็โดนไปอีกสามแผล เลือดสาดกระจาย เละเทะไปหมด สุดท้ายกลายเป็นก้อนเนื้อเละ ๆ ดูไม่ออกเลยว่าเป็นคน...”
“ว้าย!” ติงตางหน้าซีดเผือด รีบยกมือปิดหู ลืมมาดนางพญาไปสิ้น ยกเท้าถีบลู่เฉิน “หยุดนะ! หยุดพูดเดี๋ยวนี้! หุบปาก... อุ๊บ!”
เห็นนางเอามือกุมหน้าอกทำท่าจะอาเจียน ลู่เฉินก็หัวเราะร่า ก่อนจะหุบยิ้มแล้วมองนางด้วยสายตายียวน “แค่นี้ก็ทนไม่ไหวแล้ว ถ้าวันหน้าเกิดมีวาสนาได้เข้าสำนักเซียนจริง ๆ จะทำยังไง?”
“ถุย!” ติงตางหอบหายใจอยู่พักใหญ่ กว่าจะสลัดภาพสยดสยองในจินตนาการออกไปได้ นางตวาดลู่เฉินด้วยความโกรธ “พูดจาเหลวไหล! สำนักเซียนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จะมีเรื่องน่ากลัวพรรค์นั้นได้ยังไง? อีกอย่าง เจ้าเองก็เป็นแค่ปุถุชนคนธรรมดา มายืนพูดพล่อย ๆ ระวังเถอะ ท่านเซียนผ่านมาได้ยินเข้า จะจับเจ้าไปลงโทษให้เข็ด”
ลู่เฉินยักไหล่ ไม่ต่อล้อต่อเถียง ยิ้มกล่าวว่า “ช่างเถอะ อีกไม่กี่วันสำนักพันสารทก็จะส่งคนมาเก็บชาและข้าววิญญาณแล้ว ข้าคงต้องขึ้นเขาไปเก็บชาวิญญาณมาแลกหินวิญญาณบ้าง”
ติงตางตาเป็นประกาย “ช่วงนี้ผลผลิตเป็นยังไงบ้าง แลกได้กี่ก้อน?”
ลู่เฉินมองนาง ยิ้มถามกลับ “ร้อนใจจังนะ เก็บได้เท่าไหร่แล้วล่ะ? ยังขาดอีกเท่าไหร่ถึงจะครบพัน?”
ติงตางเชิดหน้า “เรื่องของข้า ไม่บอกเจ้าหรอก ยุ่ง! เอาเป็นว่าถ้ามีหินวิญญาณก็มาหาข้า ถ้าไม่มีก็ไสหัวไป”
ลู่เฉินยิ้มกรุ้มกริ่ม “จะว่าไป คนงานในหมู่บ้านชิงสุ่ยถังนี่ก็เยอะอยู่นะ ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายทั้งนั้น ถ้าเจ้าใจกว้างหน่อย หินวิญญาณพันก้อนก็คงหาได้ไม่ยากหรอก”
“ไอ้บ้า! เห็นข้าเป็นคนใจง่ายหรือไง?” ติงตางโกรธจัด แต่พอลู่เฉินพยักหน้าหงึกหงัก นางก็หน้าแดงก่ำ อดไม่ได้ที่จะเตะเขาอีกที ด่าอย่างเจ็บใจ “ไอ้ผู้ชายเฮงซวย ชอบทำให้โมโหอยู่เรื่อย กลัวข้าแก่ไม่ทันใจหรือไง?”
ลู่เฉินกระโดดหลบ ยิ้มตอบ “หินวิญญาณน่ะ ตายไปก็เอาไปไม่ได้ ข้ามันประเภทมีก็ใช้หมด แต่พวกคนงานในหมู่บ้านน่ะ คงคิดเหมือนเจ้า อยากเก็บเงินไปส่องกระจกส่องเซียนที่สำนักพันสารท ต่อให้น้ำลายหกอยากได้เจ้าแค่ไหน ก็คงไม่มีใครยอมควักกระเป๋ามาหาเจ้าหรอกมั้ง?”
ติงตางหยุดกึก แค่นเสียงฮึ “รู้แล้วยังจะพูดอีก พวกหน้าไม่อายพวกนั้น วัน ๆ จ้องแต่จะเอาเปรียบฟรี ๆ ข้าถีบกระเด็นไปหมดแล้ว สุดท้ายพวกมันก็เอาข้าไปนินทาเสียหาย” นางหยุดนิดหนึ่ง ก่อนจะถามด้วยความสงสัย “นี่ ไอ้ผู้ชายเฮงซวย เมื่อก่อนไม่ทันสังเกต แต่วันนี้พอเจ้าพูดขึ้นมา ข้าก็ชักสงสัยแล้วสิ ทำไมคนอื่นเขาดิ้นรนแทบตายเพื่อโอกาสนั้น แต่เจ้ากลับทำเหมือนไม่ยี่หระเลยล่ะ?”
ลู่เฉินยิ้มมองติงตาง ติงตางขมวดคิ้ว จู่ ๆ ก็รู้สึกหนาววูบขึ้นมาในใจอย่างบอกไม่ถูก
[จบแล้ว]