- หน้าแรก
- ข้าก็แค่อยากเป็นเซียน
- ตอนที่ 44 ถ่ายทอดวิชา
ตอนที่ 44 ถ่ายทอดวิชา
ตอนที่ 44 ถ่ายทอดวิชา
ตอนที่ 44 ถ่ายทอดวิชา
ในความคิดของเขา แทนที่จะปล่อยให้ซูหยุนฉางใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างไร้สาระ สู้หางานให้นางทำเสียดีกว่า จะได้ให้นางอยู่บนเขาอย่างสงบ และไม่ถึงกับต้องออกไปก่อเรื่องสร้างปัญหาข้างนอก
พร้อมกันนั้น เขาคิดว่าซูหยุนฉางไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธ ถึงอย่างไรแล้ว ย่อมไม่มีสามัญชนคนใดที่จะปฏิเสธการบรรลุวิถีแห่งเซียน
แต่เห็นได้ชัดว่าเขาเดาผิด เด็กสาวผู้นี้ไม่อาจใช้สามัญสำนึกมาวัดได้
“ข้าไม่เรียนหรอก”
โม่สวินกะพริบตาปริบๆ หากไม่ใช่เพราะเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของนาง เขาคงคิดว่าตนเองฟังผิดไปแล้ว
“เหตุใดเล่า”
ซูหยุนฉางเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง และกล่าวอย่างเชื่อมั่นในเหตุผลของตนว่า “ให้ข้ามาน่าเบื่อเหมือนเจ้า วันๆ เอาแต่นั่งสมาธิบำเพ็ญเพียร สู้ฆ่าข้าเสียดีกว่า”
‘เขาน่าเบื่อหรือ’ โม่สวินอ้าปากค้าง ชั่วขณะหนึ่งถึงกับพูดอะไรไม่ออก
แต่ในความคิดของเขา การที่จะหลุดพ้นจากความเป็นสามัญชนเข้าสู่ความเป็นเซียน การที่จะมีชีวิตยืนยาวเป็นอมตะ ไม่ควรจะเป็นเช่นนี้หรอกหรือ
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง โม่สวินก็ยังไม่ยอมแพ้ และเกลี้ยกล่อมอย่างใจเย็นต่อไปว่า “เจ้าลองคิดดู หากเจ้ารู้เคล็ดวิชา ในภายภาคหน้าเมื่อเจอคนชั่ว ก็จะไม่ถูกคนอื่นรังแก เจ้าว่าใช่หรือไม่”
ประโยคนี้ กลับทำให้ซูหยุนฉางใจอ่อนลงบ้าง
นางกรอกลูกตาไปมา พลันกล่าวอย่างยินดีว่า “ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผลอยู่บ้าง เช่นนั้นเหตุใดเจ้าไม่ถ่ายทอดเคล็ดวิชาของเจ้าให้ข้าเสียหน่อย ข้าก็จะได้ร่ายวิชาได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ”
“ถ่ายทอดอย่างไร”
“ก็ทำตามที่หนังสือเล่มนี้บอก ถ่ายทอดให้ข้าเหมือนกำลังภายในอย่างไรเล่า”
โม่สวินมองตามนิ้วของนางไป บนหนังสือเขียนตัวอักษรใหญ่สามตัว... «ตำนานจอมยุทธ์»
เขาจำไม่ได้แล้วว่าซื้อหนังสือเล่มนี้มาตั้งแต่เมื่อใด
ถ่ายทอดพลัง
ถ่ายทอดวิชา
มุมปากของโม่สวินกระตุกเบาๆ เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าสมองของนางประกอบขึ้นมาได้อย่างไร
ดูท่าว่าคงต้องใช้ไม้ตายสุดท้ายแล้ว
ในช่วงเวลาต่อจากนี้ เขาอาจจะต้องบำเพ็ญเพียรอย่างเข้มข้น และไม่มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะดูแลเด็กสาวคนนี้ หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นอีก เกรงว่าจะไม่โชคดีเหมือนครั้งก่อนแล้ว
“คุณหนูรอง การบำเพ็ญเซียนกับการฝึกยุทธ์นั้น แท้จริงแล้วแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นการถ่ายทอดพลังที่เจ้าพูดถึงจึงไม่อาจเป็นจริงได้... แน่นอนว่า ในโลกแห่งผู้บำเพ็ญเซียนที่แท้จริง อาจจะมีวิชาเช่นนี้อยู่ เพียงแต่ข้าไม่รู้เท่านั้น”
ซูหยุนฉางได้ฟังดังนั้น ใบหน้าก็เผยให้เห็นความเสียดายอยู่หลายส่วน แต่ในชั่วพริบตา นางก็กลับมาทำท่าทีไม่ใส่ใจและกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ช่างเถิด อย่างไรเสียที่นี่ก็มีเจ้าคอยคุ้มครองข้า กลับบ้านไปข้าก็จะออกเรือนแล้ว ก็จะมีสามีคอยคุ้มครองข้า”
โม่สวินถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาเคยเห็นคนที่ไม่คิดจะก้าวหน้า แต่ไม่เคยเห็นใครที่พูดออกมาได้อย่างมั่นอกมั่นใจถึงเพียงนี้
“คุณหนูรอง เป็นเช่นนี้ดีหรือไม่ เจ้ากับข้ามาทำข้อตกลงกันสักข้อเป็นอย่างไร”
“ข้อตกลงอะไร”
โม่สวินยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “หากเจ้าสามารถฝึกฝนวิชาในมือข้านี้จนสำเร็จขั้นสูงได้ ก็ไม่จำเป็นต้องรอถึงสามปี ข้าจะส่งเจ้ากลับบ้านทันที เป็นอย่างไร”
ซูหยุนฉางรับกระดาษขาวที่โม่สวินยื่นให้มา เมื่อเปิดออก ด้านในเขียนตัวอักษรไว้ประมาณสี่ถึงห้าร้อยตัว น้ำหมึกยังไม่แห้งสนิท
นี่คือส่วนหนึ่งของวิชาที่โม่สวินคัดลอกมาจาก «วิชาวารีลึกล้ำ» เทียบเท่าได้ถึงระดับก่อปราณขั้นที่สี่
เมื่อนึกถึงตอนนั้น เขาฝึกฝนวิชาเพลิงผลาญ ใช้เวลาเกือบหนึ่งปีครึ่งจึงจะทะลวงผ่านขั้นแรกได้ ต่อมาด้วยความช่วยเหลือของโอสถ จนถึงบัดนี้ก็ยังคงวนเวียนอยู่ที่ระดับก่อปราณขั้นที่สาม
ยังไม่ต้องพูดถึงว่าซูหยุนฉางมีกายภาพที่เหมาะแก่การบำเพ็ญเซียนหรือไม่ ถึงแม้ว่าจะมี ก็สามารถรับประกันได้ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ นางจะไม่หนีออกไปสร้างปัญหาอีก
ซูหยุนฉางอ่านอย่างสงสัยอยู่สองสามประโยค บนใบหน้าไม่ปรากฏสีหน้ายินดีเหมือนที่โม่สวินแสดงออกในวันที่เขาได้รับวิชาเพลิงผลาญแม้แต่น้อย
กลับกัน นางกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เจ้าเขียนเองหรือ”
โม่สวินพยักหน้า ในความคิดของเขา ความเย้ายวนของเงื่อนไขนี้ สามารถจูงใจอีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน
ทว่าประโยคถัดมา กลับทำให้เขาแทบจะล้มคะมำ
“ลายมือของเจ้า... น่าเกลียดมาก”
โม่สวินหัวเราะแห้งๆ เขาอดกลั้นความไม่พอใจในอกไว้ และรู้สึกอับจนหนทางในใจ คนอื่นต่างร้องไห้คร่ำครวญอ้อนวอนขอโอกาสบำเพ็ญเซียน แต่เขากลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
ซูหยุนฉางหันหน้ากลับมา เมื่อเห็นแววตาเว้าวอนที่ปรากฏในดวงตาของโม่สวิน นางก็ถอนหายใจเบาๆ และกล่าวว่า “ก็ได้ เห็นแก่ที่เจ้าจริงใจถึงเพียงนี้ คุณหนูผู้นี้ก็จะฝืนใจตกลงกับเจ้าก็ได้”