- หน้าแรก
- ยิงประตูสู่ฝัน
- บทที่ 15: ประตูสุดสวย
บทที่ 15: ประตูสุดสวย
บทที่ 15: ประตูสุดสวย
บทที่ 15: ประตูสุดสวย
โมดริชเดินทางมาถึงสนามตามที่ได้นัดหมายไว้ แต่เขากลับเลือกยืนอยู่บริเวณขอบสนาม ด้านหนึ่งที่ผู้คนค่อนข้างบางตาเขาไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่ชอบเสียงจอแจ และที่สำคัญ มุมตรงนี้ทำให้เขาสามารถมองเห็นภาพรวมของสนามได้ชัดเจนกว่าใคร
สำหรับคำเชิญของซูเคอร์ โมดริชมองว่าเป็นสิ่งที่เขามีหน้าที่ต้องตอบรับ
ซูเคอร์เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของโมดริชในบอสเนีย ด้วยนิสัยขี้อายและหยิ่งในศักดิ์ศรี ทำให้เขามักไม่ค่อยจะกลมกลืนกับผู้คนรอบข้าง หรือแม้แต่เพื่อนร่วมทีม
เขาไม่ใช่คนเก่งในเรื่องการเข้าสังคม ไม่ช่างพูด และไม่ค่อยจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาเอง ยิ่งไปกว่านั้น ความหยิ่งทะนงในใจลึกๆ ทำให้เขามองว่าระบบฟุตบอลในบอสเนียล้าหลังทั้งในเชิงแท็คติกและคุณภาพนักเตะที่ต่ำกว่ามาตรฐาน
ในบรรดาคนเหล่านั้น ซูเคอร์เป็นเพียงหนึ่งเดียวที่เขานับถือในฐานะ “เพื่อน” อย่างแท้จริง เพราะเป็นคนเดียวที่สามารถเล่นเข้าขากับเขาได้
ขณะนั้น นักเตะทั้งสองทีมยืนประจำตำแหน่งอยู่ฝั่งของตัวเอง ทีมโมสตาร์ วอนเดอเรอร์สเป็นฝ่ายได้เขี่ยบอลเริ่มเกมก่อนซูเคอร์ยืนอยู่ที่จุดกลางสนามเคียงข้างกับมลินาร์
ในช่วงเวลานั้น กติกาการเริ่มเกมยังคงเป็นแบบเดิม คือบอลต้องถูกเขี่ยไปข้างหน้าอย่างน้อยหนึ่งจังหวะก่อนถึงจะส่งคืนหลังได้ และการทำแบบนั้นต้องใช้ผู้เล่นสองคนช่วยกัน
ภายหลังจากปี 2016 กติกาถูกปรับใหม่ ให้สามารถเริ่มเกมได้ด้วยผู้เล่นเพียงคนเดียว
โมดริชมองไปที่ซูเคอร์ซึ่งยืนเท้าบอลอยู่ตรงกลางสนาม พร้อมกับหัวเราะในลำคอเบาๆ
ถึงแม้เขาเองจะถูกนับว่าเป็นคนร่างเล็กในวงการฟุตบอลบอสเนีย แต่ซูเคอร์นั้นยิ่งกว่า เด็กน้อยชัดๆ! เมื่อยืนเคียงข้างกับผู้เล่นคนอื่นๆ ความแตกต่างนั้นเห็นได้ชัดเจนราวกับเป็นคนละระดับ
ในลีกที่เต็มไปด้วยการปะทะหนักหน่วงแบบนี้ โมดริชยังเล่นได้ลำบาก แล้วคนตัวบางอย่างซูเคอร์จะเอาตัวรอดได้ยังไงกันนะ?
เสียงนกหวีดดังขึ้น เกมเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ
ซูเคอร์เขี่ยบอลเบาๆ ไปด้านข้าง และมลินาร์ก็ส่งคืนหลังให้ทันที
ทั้งสองคนเคลื่อนไหวสวนทางกัน ซูเคอร์วิ่งลึกเข้าไปแนวรับของฝ่ายตรงข้าม ส่วนมลินาร์ถอยลงมาเพื่อรองรับบอล
ทันทีที่ซูเคอร์เข้าใกล้แนวรับ อูโนวิชก็ก้าวตามมาติดๆ พร้อมใช้ร่างกายเบียดชนอย่างไม่เกรงใจ อีกทั้งยังหัวเราะเสียงต่ำราวกับกำลังสนุก
ซูเคอร์หันกลับไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเอือมระอา—หมอนี่มีปัญหาอะไรหรือเปล่าเนี่ย?
แต่เขาไม่ใส่ใจให้เสียเวลา เริ่มต้นการวิ่งของตัวเองอีกครั้ง
เมื่อเขาเริ่มวิ่งแล้ว ก็จะไม่หยุด
เขาวิ่งสลับซ้ายขวาแบบไม่มีพัก แม้ความเร็วจะไม่สูงนัก แต่ความต่อเนื่องของการวิ่งทำให้กองหลังแทบหมดแรงตามประกบ
ช่วงแรก อูโนวิชยังสามารถไล่ตามได้ทัน แต่ไม่นานเขาก็ต้องละความพยายาม เมื่อซูเคอร์หลุดเข้าเขตของกองหลังอีกตัวอย่าง มาทิช จึงต้องส่งไม้ต่อให้เพื่อนแทน
ขณะเดียวกัน โมสตาร์ วอนเดอเรอร์สยังคงถ่ายบอลไปมาท่ามกลางความอดทนของผู้เล่นทุกคน
โมดริชมองการเคลื่อนไหวของเพื่อนๆ จากริมสนาม พลางพยักหน้าเบาๆจังหวะเกมมันใช่เลย…
ในส่วนของซูเคอร์ เขาก็คิดไม่ต่างกัน การใช้การเคลื่อนไหวชดเชยจุดอ่อนด้านร่างกาย เป็นสิ่งที่ทั้งสองคนเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องเอ่ยปาก
นั่นทำให้โมดริชรู้สึกพึงพอใจอยู่ลึกๆ
แต่...จุดสำคัญมันยังมาไม่ถึง
บอลถูกส่งต่อมาถึงมลินาร์ซูเคอร์ยังคงเคลื่อนที่แบบสลับข้าง เพียงแต่จังหวะการวิ่งเร็วขึ้นกว่าปกติ
ทันใดนั้น เขาก็เปลี่ยนทิศทางอย่างเฉียบพลัน วิ่งพุ่งแหวกแนวรับเข้าหาพื้นที่ว่างด้านหน้า!
เป็นการวิ่งที่เร็วและเฉียบคมมาก จนอูโนวิชไม่มีทางตามทัน
แต่…บอลไม่ได้ตามมา
ซูเคอร์ชะงัก หยุดวิ่ง แล้วย้อนกลับตำแหน่งเดิม สีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่ใช่เรื่องอะไรใหญ่โต
ในขณะเดียวกัน บนขอบสนาม โมดริชกำหมัดแน่น ทุบลงกับแผงกั้นเบาๆ
“ทำไมไม่ส่งวะ!” เขาพึมพำเสียงเครียด
โมดริชรู้ดีว่าเมื่อครู่มันคือโอกาสทองของเกม มันชัดเจนขนาดที่ว่าเขาเองยังมองเห็นล่วงหน้าได้การแทงทะลุช่องแค่ครั้งเดียว...ก็สามารถเปลี่ยนมันเป็นโอกาสลุ้นประตูแบบเดี่ยวๆ ได้ทันที
หากเป็นเขาที่ได้ครองบอล เขาคงไม่พลาดแน่ๆ
และเขาก็เริ่มสังเกตว่ามันไม่ใช่ครั้งแรก
ซูเคอร์วิ่งฉีกแนวรับแบบเฉียบคมหลายครั้ง แต่บอลกลับไม่มาตามเวลา
“หมอนี่...” โมดริชจ้องเขม็งด้วยแววตาประหลาดใจปนทึ่ง
ถึงขั้นที่เขานึกถึงตัวเองตอนอยู่กับทีม ซรินจ์สกี้ โมสตาร์—ตอนที่เขามักรู้สึกว่าเพื่อนร่วมทีมตามความคิดของเขาไม่ทันแต่ตอนนี้ เขาต่างหาก…ที่กำลังตามซูเคอร์ไม่ทัน
เสียงตะโกนจากข้างสนามดึงความสนใจของโค้ช "โอริเป้" ไปยังแดนหน้า การจ่ายบอลของมลินาร์ดูผิดจังหวะกว่าปกติ โมดริชมองออกทันทีว่าไม่ใช่ความผิดของเด็กหนุ่ม แต่เป็นเพราะแรงกดดันจากเกมรับของฝ่ายตรงข้ามมากเกินไป
และก็จริงดังคาด เมื่อมลินาร์รับบอลในวินาทีนั้น เขาถูกบีบพื้นที่ทันทีจากผู้เล่นสองคนของเลโอตาร์ พุ่งเข้าประกบซ้ายขวาราวกับหนีบกรรไกร เขาแสดงสีหน้าเครียดอย่างชัดเจน พยายามหาช่องจ่ายบอลแต่ไม่พบใครที่ว่างเลยแม้แต่คนเดียว
แต่แล้ว สายตาเขาก็พบกับสัญญาณหนึ่ง
“ซูเคอร์” ยืนอยู่ข้างหน้า ยกนิ้วชี้ลงพื้น เป็นสัญญาณที่บอกให้ส่งบอลมาที่เขา
ไม่ลังเล มลินาร์แทงบอลไปข้างหน้าอย่างแม่นยำ
ซูเคอร์ก้าวเท้าเข้ารับบอล ใช้ขวาแปะเบาๆ แล้วลากบอลไปด้วยเท้าซ้าย เคลื่อนไหวรวดเร็วพอๆ กับจังหวะเต้นของหัวใจ เขาโน้มตัวไปทางซ้าย ไหล่ตกอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับจะพาบอลหนี
ฝ่ายตรงข้าม “อูโนวิช” หลงกลทันที ถลาตัวตามไปทางซ้าย
แต่วินาทีต่อมา ซูเคอร์ก็สะกิดบอลไปทางขวา พร้อมกลับลำอย่างว่องไว อูโนวิชพยายามหักข้อเท้ากลับมาอย่างสุดกำลัง แต่จังหวะนั้นเอง ซูเคอร์ก็แตะบอลกลับทาง แล้วหยุดชะงักด้วยการเหยียบบอลไว้
ผลก็คือ... อูโนวิชเสียหลักเต็มแรง ขาทั้งสองแยกออกเป็นรูปเลขเจ็ด ก่อนจะค่อยๆ ล้มลงไปอย่างหมดสภาพ
“สวย!” โมดริชที่ดูอยู่ด้านข้างถึงกับเผลออุทาน
มันไม่ใช่แค่การหลอกล่อธรรมดา แต่คือการชิงจังหวะและสติในแบบที่งดงามจนหยุดหายใจ
เมื่อหลุดจากตัวประกบได้ ซูเคอร์จึงแทงบอลออกขวา ทุกสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เขา ไม่มีใครทันสังเกตว่า มลินาร์ได้เคลื่อนตัววิ่งอ้อมด้านข้างเข้ามาอย่างเร็วแรง
มลินาร์ฉีกไปทางขวา ดึงแนวรับตามติด และทันใดนั้น เขาก็จ่ายบอลออกปีกให้กับ “มาสโลซิช” ปีกตัวจี๊ดที่รออยู่
มาสโลซิชไม่รอช้า ซัดบอลเรียดเข้าเขตโทษทันที ด้วยทิศทางแบบ “หักข้อ ''คัทแบ็ค''” ที่พุ่งตรงหาจุดว่างด้านหลัง
และในจุดนั้นเอง “ซูเคอร์” ก็ปรากฏตัว
เจ้าของหมายเลข 9 ก้าวขาซ้ายแตะบอลหนึ่งจังหวะ ก่อนใช้เท้าขวาจิกบอลเบาๆ ขณะที่ผู้รักษาประตูของเลโอตาร์พุ่งเข้ามา
ซูเคอร์แกล้งจะแตะหนีไปทางซ้าย แต่แล้วก็แค่หลอกตา และใช้ปลายรองเท้าดันบอลลอดช่องเท้าอีกฝ่ายเบาๆ
บอลไหลผ่านข้อเท้าซ้ายของนายทวาร แล้วพุ่งเข้าไปกองก้นตาข่าย...
เงียบ...
เสียงเงียบที่ดังกว่าทุกเสียงบนโลก
ทั้งสนามแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง... ประตูนี้เกิดขึ้นจาก “ทีมบ้านนอก” อย่าง “โมสตาร์ วอนเดอเรอร์ส” งั้นหรือ?
ไม่ใช่แค่แฟนบอลของฝั่งเจ้าบ้าน แม้แต่โค้ชของเลโอตาร์ยังอ้าปากค้าง นี่ใช่ทีมที่เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนยังเล่นแต่บอลยาวธรรมดาอยู่หรือ?
สิ่งที่ทำให้คนทั้งสนามต้องยืนตะลึง... ไม่ใช่แค่การยิงเข้า แต่คือ “กระบวนการทั้งหมด”
จากจังหวะโดนบีบ มลินาร์ส่งบอลอย่างเยือกเย็นซูเคอร์เล่นบอลด้วยหลัง วนหลอกจนตัวประกบล้มจากนั้นทีมทั้งหมดขยับจังหวะเหมือนซ้อมมาเป็นปีก่อนจะจบด้วยการยิงที่สุดแสนจะสง่างาม
.
“เยี่ยมมาก!” โอริเป้โค้ชใหญ่ตะโกนสุดเสียง มือทั้งสองชูกำปั้นขึ้นกลางอากาศ
“สวยจริงๆ! เชี่ยแม่งสวยชิบหาย!”
เขาไม่ได้ดีใจแค่เพราะประตูได้ แต่เพราะสิ่งที่เห็นคือ “ฟุตบอลที่แท้จริง”
ในฐานะแฟนอาร์เซน่อลตัวยง เขาไม่คิดว่าทีมของตัวเองจะเล่นบอลได้งามราวกับทีมของเวนเกอร์มาก่อน...
แต่วันนี้... พวกเขาทำได้
.
ทางฝั่งเลโอตาร์ ตอนนี้ยังคงตั้งรับกับความจริงไม่ทัน
พวกเขาถูกฝังด้วยประตูที่ทั้งเทคนิค ความคิดสร้างสรรค์ และความนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด
และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ...
เจ้าเบอร์ 9 เตี้ยๆ คนนั้น... มันเริ่มส่งบอลแล้ว!
เสียงเฮดังกระหึ่มราวกับมีคนนับหมื่นมาอยู่ในสนาม แม้ความจริงจะมีแค่ร้อยต้นๆ ก็ตาม
เสียงเชียร์ไม่เพียงต้อนรับประตู แต่ต้อนรับ “การเกิดใหม่” ของทีมที่พวกเขารัก
โมสตาร์ วอนเดอเรอร์ส... ไม่ได้เป็นแค่ทีมบ้านนอกอีกต่อไปแล้ว
โปรดติดตามตอนต่อไป