เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 35 การทรมานเพื่อเค้นความลับ

บทที่ 35 การทรมานเพื่อเค้นความลับ

บทที่ 35 การทรมานเพื่อเค้นความลับ


บทที่ 35 การทรมานเพื่อเค้นความลับ

สถานที่ทำงานของหน่วยบังคับใช้กฎหมายเรียกว่า ป้อมยาม ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมของเมืองชั้นนอก เพื่อใช้ควบคุมดูแลการทำงานของพวกแรงงานและป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ลักษณะหน้าที่คล้ายกับสถานีตำรวจในโลกเก่าที่มีเขตรับผิดชอบของตนเอง เพียงแต่ที่นี่พวกเขาไม่จำเป็นต้องยึดถือข้อกฎหมายใดๆ การจัดการทุกอย่างขึ้นอยู่กับอารมณ์และการตัดสินใจของพวกเขาทั้งสิ้น

ในสายตาของคนเมือง สถานะของผู้อพยพแทบจะไม่ดีไปกว่าสัตว์เลี้ยงในเมือง หรืออาจจะด้อยกว่าหมูหมาเสียด้วยซ้ำ เพราะหมูหมาตายไปก็ยังใช้ทำอาหารได้ แต่ผู้อพยพมีแต่จะทำให้น่ารังเกียจ ด้วยทัศนคติเช่นนี้คนในเมืองจึงกีดกันและไม่อยากข้องแวะด้วย

เห็นได้ชัดว่าหน่วยบังคับใช้กฎหมายที่ตั้งอยู่ในเมืองชั้นนอกไม่ใช่หน่วยงานที่โก้หรูอะไร คนที่ถูกส่งมาที่นี่เกือบทั้งหมดคือทหารหรือตำรวจที่ทำความผิดในเมืองแล้วถูกเนรเทศมา คุณภาพของบุคลากรจึงจินตนาการได้ไม่ยาก

"ครืด!"

ประตูรั้วที่ทอดเข้าสู่เมืองชั้นนอกเปิดออก หนิงเจ๋อที่ถูกมัดอย่างแน่นหนาถูกชายสองคนลากตัวเข้าไป

นี่เป็นครั้งแรกที่หนิงเจ๋อได้เข้ามาในเมืองชั้นนอก เดิมทีเขาคิดว่าข้างในจะคับแคบและมีเพียงโรงงานเท่านั้น แต่พอเข้ามาแล้วถึงได้พบว่าเมืองชั้นนอกกว้างขวางมาก หลังจากผ่านประตูรั้วเข้ามา ไฟส่องสว่างบนกำแพงสูงของเมืองชั้นในก็สาดส่องไปมาทั่วบริเวณเมืองชั้นนอก

เบื้องหน้าของพวกเขาคือพื้นที่โล่งที่เต็มไปด้วยสนามเพาะและป้อมปราการ คาดว่าสร้างไว้เพื่อป้องกันขุมกำลังศัตรูบุกโจมตีเขตโรงงานในช่วงสงคราม แต่ตอนนี้สิ่งก่อสร้างเหล่านั้นกลับถูกปกคลุมด้วยลวดหนามแหลมคมทิ้งไว้เพียงทางเดินสายเล็กๆ มุ่งสู่เขตโรงงาน โดยมีด่านตรวจของหน่วยบังคับใช้กฎหมายคอยตรวจค้นตัวแรงงานที่เข้าออกกะทำงาน

เมื่อเห็นภาพนี้หนิงเจ๋อถึงเข้าใจว่าทำไมพวกแรงงานที่ลอบขโมยน้ำออกมาขายในชุมชนตลาดถึงมีบาดแผลเต็มตัว คาดว่าหากพวกเขาอยากขโมยน้ำออกมาขายก็ต้องยอมเสี่ยงอันตรายจากการติดเชื้อเพื่อมุดผ่านดวดหนามหนาทึบเหล่านั้น

ก่อนหน้านี้สิ่งก่อสร้างเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดที่หนิงเจ๋อเคยเห็นก็คือร้านขายของชำหรือร้านขายยาที่สร้างจากอิฐในชุมชนตลาด แต่การได้เห็นโรงงานในเมืองชั้นนอกเป็นครั้งแรกสร้างความตกตะลึงให้เขาอย่างมหาศาล

โรงงานเบื้องหน้าประกอบด้วยหมู่อาคารที่ซับซ้อนและซ้อนทับกัน ทั้งโครงเหล็ก ประตูโค้ง สะพานเชื่อม โรงงานคอนกรีตเสริมเหล็ก และอาคารอิฐสีน้ำเงินหลังคาสีแดง ดูราวกับสัตว์ร้ายที่ทำจากเหล็กและปูนหมอบนิ่งอยู่ในความมืดที่แสนดุร้าย เขตโรงงานผลิตน้ำเต็มไปด้วยท่อระบายน้ำ กระเบื้องหินสีน้ำเงินอ่อนและกระจกที่เข้าชุดกัน มีแสงไฟสว่างไสวและกลุ่มควันพวยพุ่งไปทั่วราวกับพระราชวังในตำนาน

เสียงโลหะกระทบกัน เสียงค้อนเคาะดังกึกก้อง และเสียงเลื่อยไฟฟ้าที่เสียดสีกันผสมปนเป โรงงานกำลังทำงานด้วยปอดเหล็กที่แข็งแกร่งและส่งเสียงคำรามสนั่นหวั่นไหว

"ตึง! ตึง!"

ภายในโรงงานเหล็ก เสียงค้อนไอน้ำที่ทุบลงบนโลหะร้อนจนนุ่มทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน เปลวไฟสีส้มพวยพุ่งออกจากปล่องไฟเตี้ยๆ สู่ความว่างเปล่าในความมืดดูงดงามยิ่งนัก

หนิงเจ๋อถูกควบคุมตัวโดยหน่วยบังคับใช้กฎหมาย เงาร่างโดดเดี่ยวของเขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครมและเสียงคำรามของเครื่องจักร ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง

นี่น่ะเหรอคือพลังของเทคโนโลยี?

พวกหน่วยบังคับใช้กฎหมายชินชากับเสียงหนวกหูเหล่านี้แล้ว พวกเขาคุมตัวหนิงเจ๋อไปยังลานบ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากเขตโรงงานที่วุ่นวาย ป้อมยามแห่งนี้เป็นอาคารกลุ่มแรกๆ ที่สร้างขึ้นในเมืองชั้นนอก งานฝีมือค่อนข้างหยาบ ผนังภายนอกและกระเบื้องหลังคาถูกควันไฟรมจนดำสนิท ตรงประตูมีธงของตระกูลมหาอำนาจเผ่ยประดับอยู่ มันคือธงสีเหลืองดินที่มีรูปกระบองเพชรสามแฉกคล้ายกระบี่

"ปัง!"

เมื่อประตูของป้อมยามปิดลงอย่างแรง เสียงอึกทึกภายนอกก็ถูกตัดขาดไป ผู้กองคังสั่งให้ลูกน้องคุมตัวหนิงเจ๋อเข้าไปในห้องสอบสวนและมัดเขาไว้กับแท่นไม้รูปกากบาท

"พ่อหนุ่ม มารู้จักกันเป็นทางการหน่อย ฉันคือหัวหน้าหน่วยบังคับใช้กฎหมายที่ 17 ของป้อมปราการหมายเลข 87 คังเหวินเย้า" คังเหวินเย้าลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามหนิงเจ๋อแล้วจุดบุหรี่สูบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นท่ามกลางกลุ่มควัน

"ฉันรู้ว่าผู้อพยพใช้ชีวิตลำบาก เพราะงั้นฉันก็ไม่อยากจะรังแกแกหรอก ขอแค่แกให้ความร่วมมือกับฉันแต่โดยดี ฉันรับรองว่าแกจะไม่ต้องเจ็บตัว ถ้าแกยอมสารภาพปัญหาของแกออกมาฉันสัญญาว่าจะไม่ใช้กำลังกับแก ตกลงไหม?"

"ผู้กองคัง ฉันไม่รู้ว่าฉันมีปัญหาอะไร แกพูดมาตรงๆ ดีกว่า!" ระหว่างทางหนิงเจ๋อคิดทบทวนเรื่องนี้มาตลอด พักหลังมานี้เรื่องเดียวที่เขาทำแล้วน่าจะถูกคนในเมืองตามเอาความก็คือเรื่องชิงชิปกรองน้ำ ส่วนเรื่องฆ่านักเลงสองสามคนพวกหน่วยบังคับใช้กฎหมายไม่สนใจหรอก

เขาคิดไว้แล้วว่าถ้าถูกถามเรื่องชิปกรองน้ำ สิ่งเดียวที่เขาจะทำคือการยืนกรานปฏิเสธ แม้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเหมือนกันหากเขาถูกหมายหัวเรื่องชิปจริงๆ แต่อย่างน้อยมันก็จะไม่ลามไปถึงพวกหลินสวิน

"ทั้งชีวิตของฉัน ฆ่าผู้อพยพมาไม่ถึงร้อยก็ต้องมีสักแปดสิบคน สำหรับพวกตัวเรือดอย่างพวกแกฉันคิดว่าฉันเข้าใจดี กลุ่มผู้อพยพมักจะมีความคิดเข้าข้างตัวเองเสมอ และยิ่งอยู่ในสภาวะหวาดกลัวเท่าไหร่ก็ยิ่งปากแข็งขึ้นเท่านั้น" คังเหวินเย้าลุกขึ้นจากเก้าอี้และหยิบแท่งโลหะสีดำที่หนิงเจ๋อไม่เคยเห็นออกมาจากกระเป๋า

"ฉันจะถามแกเป็นครั้งสุดท้าย จะพูดหรือไม่พูด?"

หนิงเจ๋อสูดลมหายใจเข้าลึกและยังคงปากแข็ง "ฉันไม่มีปัญหาอะไรจริงๆ และไม่รู้ด้วยว่าแกหาตัวฉันทำไม!"

"เปรี้ยง!"

ยังไม่ทันที่หนิงเจ๋อจะพูดจบ กระบองไฟฟ้าในมือคังเหวินเย้าก็ระเบิดกระแสไฟฟ้าออกมาและจี้เข้าที่ตัวหนิงเจ๋ออย่างแรง

"อึก!!"

ในวินาทีที่ถูกไฟฟ้าช็อต หนิงเจ๋อรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงไปทั่วร่าง ราวกับมีเข็มเหล็กนับหมื่นเล่มทิ่มแทงจนกล้ามเนื้อเริ่มสั่นกระตุก แต่คังเหวินเย้าไม่มีทีท่าจะหยุด เขาจี้ค้างไว้เกือบสิบวินาทีก่อนจะปล่อยปุ่มกด ในตอนนั้นหนิงเจ๋อสูญเสียการควบคุมร่างกายจนกางเกงเปียกโชกไปแล้ว

"นึกอะไรออกบ้างหรือยัง?" คังเหวินเย้าละกระบองไฟฟ้าออกแล้วถามด้วยรอยยิ้ม

"ฉะ...ฉันไม่ได้ทำอะไรจริงๆ!" หนิงเจ๋อรู้สึกชาไปทั้งตัวจนเริ่มพูดไม่ชัด

ที่แท้นี่ก็คือพลังของเทคโนโลยี!

"เพียะ!"

คังเหวินเย้าตบหน้าหนิงเจ๋ออย่างแรง "ให้เกียรติแล้วไม่รับ! ต้องให้ฉันลงไม้ลงมือด้วยใช่ไหม? ได้สิ งั้นฉันจะจัดหนักให้แกเอง!"

"เคร้ง!"

พูดจบ คังเหวินเย้าก็หันไปคว้าเลื่อยมือที่มีสนิมเกรอะกรังขึ้นมาทาบกับตัวหนิงเจ๋อ "แผลที่เกิดจากเหล็กพวกนี้มันทำให้เป็นบาดทะยักได้ง่ายมาก โรคนี้แกในเขตผู้อพยพคงเคยเห็นมาบ่อยแล้วใช่ไหม? พอเป็นแล้วแขนขาจะอ่อนแรง ปวดหัว เวียนหัว เจ็บแปลบ และเคี้ยวอาหารไม่ได้"

"จากนั้นความอ่อนแรงจะเริ่มจากกล้ามเนื้อที่ใช้เคี้ยว ลามไปถึงกล้ามเนื้อใบหน้า คอ หลัง ท้อง แขนขา และสุดท้ายคือกล้ามเนื้อกะบังลม กล้ามเนื้อของแกจะเกร็งและกระตุกเพราะบาดทะยัก จากนั้นมันจะตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งแกตาย ร่างกายแกจะบิดเบี้ยวโค้งงอเป็นรูปคันศร และระหว่างนั้นแกจะได้เพลิดเพลินกับกระบวนการที่ยาวนานมาก... ฉันถามแกเป็นครั้งสุดท้าย แกจะพูดหรือไม่พูด?"

"แกเอาแต่ถามว่าจะพูดไหม ก็ต้องบอกมาด้วยสิว่าอยากให้ฉันพูดเรื่องอะไร?" หนิงเจ๋อฟังสิ่งที่คังเหวินเย้าพูดแล้วลมหายใจก็เริ่มหอบถี่ เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลย

คังเหวินเย้าโน้มตัวลงมาจนเกือบจะแนบชิดกับแก้มของหนิงเจ๋อ "บอกฉันมา ปืนของแกเอามาจากไหน? แล้วแกซ่อนมันไว้ที่ไหน!"

"ปืนเหรอ? ฉันไม่มีปืน! ฉันถูกใส่ร้าย!" หนิงเจ๋อเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ

"ได้ งั้นคำพูดที่เหลือแกก็ไปคุยกับยมบาลเอาเองเถอะ!" คังเหวินเย้าหมดความอดทนโดยสิ้นเชิง เขาเงื้อแขนที่ถือเลื่อยมือขึ้นทันที

จบบทที่ บทที่ 35 การทรมานเพื่อเค้นความลับ

คัดลอกลิงก์แล้ว