- หน้าแรก
- พยัคฆ์ทมิฬแห่งแดนรกร้าง
- บทที่ 33 ผลักภาระให้ผู้อื่น
บทที่ 33 ผลักภาระให้ผู้อื่น
บทที่ 33 ผลักภาระให้ผู้อื่น
บทที่ 33 ผลักภาระให้ผู้อื่น
บนหลังคาหมาป่าที่เหลืออยู่ส่งเสียงขู่คำรามเบาๆ เมื่อเห็นหนิงเจ๋อสังหารพวกพ้องของมัน ดูเหมือนมันกำลังส่งสัญญาณบางอย่างให้แก่ฝูง
"โฮก โฮว!"
จ่าฝูงหมาป่าแหงนหน้าหอนยาวกึกก้อง ก่อนจะนำฝูงล่าถอยออกมาไม่กี่ก้าว กรงเล็บหน้าเริ่มตะกุยดินลงบนพื้นอย่างรุนแรง
พวกหมาป่าฝูงนี้เตรียมจะบุกขึ้นหลังคาเพื่อสู้ตายกับพวกหนิงเจ๋อให้ถึงที่สุด!
"ตูม!"
ในตอนนั้นเองไฟที่พื้นก็ลามไปเผาถุงดินปืนบนร่างศพจนเกิดระเบิดขึ้น แสงไฟและควันดำพุ่งโขมงไปทั่วบริเวณ
"ตับ ตับ ตับ!"
เสียงปืนแผดร้องดังสนั่นมาจากที่ไกลๆ ตามมาด้วยเสียงหมาป่าร้องโหยหวนระงมเป็นสาย
จ่าฝูงหมาป่าได้ยินเสียงหอนดังมาจากทั่วสารทิศ มันจ้องมองมาที่ชายคาบ้านด้วยแววตาอาฆาตแค้น ก่อนจะคาบซากลูกหมาป่าที่พื้นแล้วหันหลังหายไปในความมืดทันที
ในห้องใต้ดินของซ่องโสเภณีแห่งหนึ่งในชุมชนตลาด ตะเกียงเจ้าพายุส่องแสงวูบวาบไปมา เซียวฉีนั่งอยู่ที่โต๊ะจ้องมองหวงหมานชางด้วยสายตาเย็นชา
"เป็นยังไงบ้าง เมิ่งเหลียงกับคนอื่นๆ มีข่าวส่งมาบ้างไหม?"
"ยังเลยครับ! คืนนี้ในชุมชนตลาดเกิดภัยพิบัติหมาป่า พวกมันบุกโจมตีเขตที่พักอาศัยแถบชายขอบ ผมเพิ่งส่งคนเสี่ยงตายออกไปดู เห็นว่าข้างนอกเต็มไปด้วยซากศพเกลื่อนถนน คืนนี้มีคนตายอย่างน้อยหนึ่งถึงสองร้อยคน"
"สุดท้ายเพราะฝูงหมาป่าบุกลึกเข้ามาใกล้ประตูเมือง พวกหน่วยบังคับใช้กฎหมายถึงยอมยิงปืนขู่ผ่านรั้วประตูเมืองเพื่อขับไล่พวกมันไป!" หวงหมานชางอธิบายพลางแสดงสีหน้ากังวล
"ได้ยินว่าหมาป่าที่มาครั้งนี้มีจำนวนมหาศาล และหนิงเจ๋อก็พักอยู่แถบชายขอบพอดี หวังว่าทางที่พวกเมิ่งเหลียงไปคงจะไม่ถูกพวกหมาป่าเล่นงานเข้าเสียก่อนนะ!"
"ก๊อก ก๊อก!"
ในตอนนั้นเองมีคนเคาะฝาปิดห้องใต้ดินพลางตะโกนบอก "เถ้าแก่ คนของหน่วยบังคับใช้กฎหมายมาครับ เขาบอกว่ามีเรื่องด่วนจะพบท่าน!"
"พวกหมาป่าข้างนอกถอยไปแล้วเหรอ?" เซียวฉีถามออกไปแต่ไม่รอคำตอบเขาก็พอจะรู้ผลลัพธ์แล้ว เพราะคนของหน่วยบังคับใช้กฎหมายรักตัวกลัวตายจะตายไป ย่อมไม่มีทางยอมเสี่ยงอันตรายออกมาง่ายๆ แน่นอน
สองนาทีต่อมา เซียวฉีออกจากห้องใต้ดินมาพบกับชายวัยกลางคนในชุดเครื่องแบบสีเขียวภายในห้องของอาคาร "โอ้ นี่ผู้กองคังไม่ใช่เหรอครับ? ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่นี่ได้ล่ะนี่? เร็วเข้า! รีบจัดห้องดีๆ แล้วเลือกเด็กสาวสะอาดๆ สองคนมาปรองเปรอผู้กองคังหน่อย! บอกพวกเธอด้วยว่าอย่าไปเสียดายน้ำ ล้างเนื้อล้างตัวให้สะอาดทุกซอกทุกมุมเลยนะ!"
"เรื่องพวกนั้นเอาไว้ก่อน ฉันมีธุระสำคัญจะคุยกับแก!" ผู้กองคังจ้องมองเซียวฉีด้วยสายตาเย็นชา
"พวกเราได้รับรายงานว่า คืนนี้ทางทิศตะวันออกของชุมชนตลาดมีเสียงปืนดังขึ้น แถมยังมีพยานบอกว่าได้กลิ่นดินปืนรุนแรงมาก เรื่องนี้แกรู้เห็นอะไรบ้างไหม?"
"โธ่ เรื่องนี้ผมไม่รู้เรื่องจริงๆ ครับ!" เซียวฉีได้ยินดังนั้นหัวใจก็กระตุกวูบ เขานึกว่าผู้กองคังกำลังพูดจากระทบตนเอง แต่พอคิดดูอีกทีคงเป็นไปไม่ได้ เพราะผู้อพยพที่ครอบครองอาวุธปืนมีโทษถึงตาย หากอีกฝ่ายมีหลักฐานคงจับเขาไปนานแล้ว เขาจึงเปลี่ยนประเด็น "ผู้กองคัง ในเมื่อท่านมีเป้าหมายที่สงสัยแล้ว ทำไมไม่ไปจับตัวมาสอบสวนในที่ที่เกิดเหตุเลยล่ะครับ?"
"ฉันก็อยากทำแบบนั้นใจจะขาด แต่เบื้องบนสั่งห้ามน่ะสิ!" ผู้กองคังรับบุหรี่จากเซียวฉีแล้วจุดสูบอย่างเฉื่อยชา
"ศูนย์จัดการป้อมปราการแจ้งมาว่าหลังแผ่นดินไหว เขตผู้อพยพก็มาเจอภัยหมาป่าซ้ำเติม ตอนนี้ผู้คนกำลังขวัญเสีย เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้แรงงานของพวกมัน เราต้องพยายามลดความตื่นตระหนกที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ให้มากที่สุด"
"ดังนั้นคดีที่มีอาวุธปืนเข้ามาเกี่ยวข้องนี้ ฉันจะตรวจเข้มเกินไปก็ไม่ได้ แต่จะไม่ตรวจเลยก็คงไม่ได้ เลยต้องมาถามพวกชั้นต่ำอย่างแกนี่ไง"
ผู้กองคังรับผลประโยชน์จากเซียวฉีอยู่บ่อยครั้งแต่เขาไม่เคยให้ความเคารพอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย คำดูถูกอย่าง "พวกชั้นต่ำ" หลุดออกมาจากปากเขาได้อย่างหน้าตาเฉย หลายทศวรรษที่ผ่านมาคนเมืองมักมองผู้อพยพด้วยอคติและเหยียดหยาม พวกเขาคิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าผู้อพยพในระดับสายเลือดเลยทีเดียว
สิ่งที่น่าสลดใจที่สุดคือไม่ใช่แค่คนเมืองที่คิดแบบนั้น แม้แต่ผู้อพยพเองก็เริ่มเคยชินเสียแล้ว การสืบทอดและสั่งสอนกันมารุ่นต่อรุ่นทำให้พวกเขายอมรับความต่ำต้อยของตนเองโดยดุษฎี นี่คือเหตุผลที่พวกหนิงเจ๋อไม่ยอมเข้าไปทำงานในป้อมปราการ ไม่ใช่เพราะศักดิ์ศรีอะไรใหญ่โต แต่เป็นเพราะเลือดรักดีที่ยังหลงเหลืออยู่ในตัวเท่านั้น
"ผู้กองคัง เรื่องนี้ผมพอจะรู้เบาะแสอยู่บ้างครับ!" หวงหมานชางแทรกขึ้นมาก่อนที่เซียวฉีจะได้ตอบ
"ผมได้ยินมาว่า พักนี้มีพรานป่าบางคนในชุมชนตลาดแอบผลิตอาวุธปืนเอง แถมยังมีคนเห็นพวกมันซ้อมยิงปืนอยู่ในป่าด้วยนะ!"
"หือ? แกหมายถึงใคร?!" ผู้กองคังตาเป็นประกาย
"ไอ้คนที่ชื่อหนิงเจ๋อ ทางฝั่งประตูทิศตะวันออกครับ!" หวงหมานชางพูดออกมาอย่างหนักแน่นโดยไม่สนใจสายตาที่เซียวฉีส่งมาเตือน
"ถ้าเรื่องนี้จัดการเรียบร้อย ฉันจะไม่ลืมความดีความชอบของแกเลย!" ผู้กองคังชี้หน้าหวงหมานชางพลางทิ้งท้ายไว้หนึ่งประโยค ก่อนจะรีบเดินออกไปที่ลานตะโกนสั่งลูกน้อง "หยุดยุ่งกับพวกผู้หญิงได้แล้ว! รวมพลเดี๋ยวนี้!"
"เพียะ!"
หลังจากผู้กองคังนำทีมจากไป เซียวฉีก็ฟาดฝ่ามือใส่หน้าหวงหมานชางอย่างแรง "หวงหมานชาง! แกคิดจะก่อกบฏหรือไง? ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่แก๊งธงดำกลายเป็นที่ที่แกตัดสินใจเองได้หะ?"
"ลูกพี่ ท่านใจเย็นก่อน ผมทำไปเพราะมีเหตุจำเป็นจริงๆ! กำลังคนของแก๊งธงดำเรามีไม่มาก ทุกคนต้องดูแลธุรกิจซ่องโสเภณีและคอยรักษาความปลอดภัย คืนนี้พวกเมิ่งเหลียงหายไปนานขนาดนี้คงไม่รอดแล้ว หากเรายังสู้กับหนิงเจ๋อต่อไปความสูญเสียจะยิ่งมากขึ้น" หวงหมานชางก้มหน้าอธิบายพลางลูบหน้าที่เจ็บแสบ
"ในเมื่อตอนนี้เราสามารถยืมมือหน่วยบังคับใช้กฎหมายไปจัดการมันได้ แถมยังล้างมลทินเรื่องที่เราทำปืนเองได้ด้วย แล้วทำไมเราต้องเอาชีวิตคนของเราไปทิ้งอีกล่ะครับ!"
"หุบปากพล่อยๆ ของแกซะ! แค้นของน้องชายฉัน ฉันจะชำระเอง! ธุรกิจของฉันตั้งอยู่ตรงนี้ จะขาดคนยอมตายถวายหัวให้งั้นเหรอ?! แกทำแบบนี้แล้วจะให้ฉันเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!" เซียวฉีไม่ฟังเหตุผลและตะคอกถามด้วยความโกรธจัด
"ลูกพี่ ผมขอโทษครับ!" หวงหมานชางก้มหน้านิ่ง ตอนนี้หน่วยบังคับใช้กฎหมายออกไปหาหนิงเจ๋อแล้ว เรื่องราวบานปลายจนแก๊งธงดำไม่อาจขัดขวางได้ และไม่มีใครเชื่อว่าหนิงเจ๋อจะรอดชีวิตจากน้ำมือของหน่วยบังคับใช้กฎหมายไปได้
"ไสหัวไป!"
ไม่กี่สิบวินาทีต่อมา หวงหมานชางยืนคาบบุหรี่อยู่ที่หน้าประตูรั้วพลางคลำหาไฟแช็กแต่กลับไม่ได้พกมา
"แชะ!"
เสียงไฟแช็กดังขึ้นเบาๆ หลีปินเดินมาหยุดข้างหวงหมานชางแล้วจุดไม้ขีดส่งให้ "บทสนทนาของแกกับพี่ฉีฉันได้ยินหมดแล้ว ฉันว่าแกทำถูกแล้วนะ ทุกคนที่ออกมาดิ้นรนก็เพื่อหาเลี้ยงปากท้อง ไม่ควรจะเอาชีวิตมาทิ้งเพื่อหน้าตาของใครคนใดคนหนึ่ง"
"พี่ฉีมีทรัพยากรอยู่ในมือ และทรัพยากรก็หมายถึงคนที่จะยอมมาเป็นเขี้ยวเล็บให้เขา เขาเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดีถึงได้ไม่กลัวว่าจะไม่มีคนใช้งาน" หวงหมานชางพ่นควันบุหรี่ออกมาอย่างสงบ ดูเหมือนเขาจะชินกับความอารมณ์ร้ายของเซียวฉีเสียแล้ว
"อย่าไปใส่ใจเลย ถ้าพวกพี่น้องข้างล่างรู้เรื่องนี้พวกเขาคงขอบคุณแก!" หลีปินหยิบบุหรี่ครึ่งมวนออกมาจุดบ้าง "ได้ยินมาว่าพวกผู้ดีในเมืองไม่เคยเห็นค่าชีวิตคน แต่ฉันว่านอกเมืองก็ไม่ต่างกันหรอก มนุษย์เราน่ะไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน ขอแค่มีอำนาจอยู่ในมือก็กลายเป็นพวกระยำเหมือนกันหมด!"
"ครืน ครืน!"
ขณะที่ทั้งคู่กำลังคุยกัน ประตูบานยักษ์ของกำแพงเมืองก็ค่อยๆ เปิดออกเป็นช่องเล็กๆ จากนั้นกลุ่มคนในชุดคลุมสีขาวที่สวมหน้ากากโปร่งใสก็เดินออกมาภายใต้การคุ้มกันของหุจวิน พวกเขามุ่งหน้าไปยังตรอกที่ถูกหมาป่าโจมตีอยู่ไม่ไกล
"คนพวกนั้นเป็นใครกันน่ะ? ทำไมถึงออกมานอกเมืองกลางดึกแบบนี้?" หลีปินถามอย่างสงสัย
"ชุดที่พวกเขาสวมดูเหมือนจะเรียกว่าชุดป้องกันสารเคมี ได้ยินว่าคนพวกนี้คือพวกทำงานวิจัยในป้อมปราการ แต่กลางดึกแบบนี้พวกเขาออกมา... เก็บเลือดกับขี้หมาป่าเนี่ยนะ?" หลีปินมองดูการกระทำของคนกลุ่มนั้นจากระยะไกลพลางทำหน้าไม่เข้าใจอย่างที่สุด