เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 ยาหนึ่งเม็ดที่หายากยิ่ง

บทที่ 25 ยาหนึ่งเม็ดที่หายากยิ่ง

บทที่ 25 ยาหนึ่งเม็ดที่หายากยิ่ง


บทที่ 25 ยาหนึ่งเม็ดที่หายากยิ่ง

การสนทนากับซูเฟยทำให้หนิงเจ๋อรู้สึกเหมือนได้สัมผัสกับบางอย่างที่ต่างออกไป ทว่ายังไม่ถึงขั้นที่เรียกว่าตาสว่างเสียทีเดียว บางทีอาจเป็นเพราะความรู้ที่เขามีอยู่อย่างจำกัด ทำให้ยากจะเข้าใจโลกใบนี้ใหม่ทั้งหมดเพียงเพราะคำพูดไม่กี่ประโยคของซูเฟย

หนิงเจ๋อเร่งฝีเท้ากลับมาจนถึงบ้าน ทันทีที่ก้าวเข้าประตูเขาก็ได้กลิ่นคาวเลือดที่รุนแรง เมื่อจุดตะเกียงเจ้าพายุขึ้นมาพบว่าศพของผู้บุกรุกยังคงอยู่ในห้อง แต่หลินสวินและหลีตงฟากลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

เมื่อเห็นภาพนี้หางตาของหนิงเจ๋อถึงกับกระตุกอย่างรุนแรง

ก่อนจะถูกซุ่มโจมตี เขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าคนของแก๊งธงดำจะต้องมาล้างแค้น จึงได้จัดเวรยามเอาไว้ ตอนที่เขาออกไปไล่ตามคนข้างนอก หลินสวินกับหลีตงฟาก็อยู่ในสถานการณ์สองต่อสอง ด้วยฝีมือของหลินสวิน หนิงเจ๋อไม่เคยคิดว่าทั้งคู่จะเพลี่ยงพล้ำ แต่การหายตัวไปของทั้งสองคนกลับทำให้เขาสังหรณ์ใจไม่ดี

หรือว่าหลังจากที่เขาจากไป คนของแก๊งธงดำจะย้อนกลับมาอีก?

เมื่อคิดได้ดังนั้นหนิงเจ๋อก็หันหลังกลับทันที หลินสวินคือญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้ เขาจะยอมให้หลินสวินเป็นอะไรไปไม่ได้เด็ดขาด

"ตึก ตึก!"

ทันทีที่ก้าวพ้นประตู หนิงเจ๋อได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างกาย เขาจึงกระชับมีดในมือไว้แน่น "ใคร?!"

"ฉันเอง!" เจ้าอี้เดินออกมาจากความมืด "หลินสวินกับหลีตงฟาอยู่ที่ห้องฉัน"

"เฮ้อ!" หนิงเจ๋อถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อได้ยินคำตอบของเจ้าอี้

...

ห้องของเจ้าอี้นั้นดูดีกว่าที่พักของพวกหนิงเจ๋ออยู่มาก บนกำแพงมีหนังสือพิมพ์แปะไว้ เตาถ่านในห้องก็ทำจากทองแดง บนโต๊ะไม้มีจานผักดองและขนมปังแป้งผสมวางอยู่สองชิ้น

ในตอนนี้ บาดแผลของหลินสวินได้รับการพันผ้าพันแผลไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนหลีตงฟานอนอยู่บนเตียงเตา เลือดสีแดงย้อมที่นอนจนชุ่ม ข้างกายเขามีชายวัยกลางคนกำลังเย็บแผลที่หน้าท้องและเริ่มพันผ้าพันแผลให้

"อาเจ๋อ นี่คือหมอโจว เขาเป็นหมอประจำโรงงานน้ำ" เจ้าอี้แนะนำตัวตนของชายคนนั้นเมื่อเห็นหนิงเจ๋อมองเขาด้วยสายตาหวาดระแวง

"เพื่อนของฉันอาการเป็นยังไงบ้าง?" เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นหมอ ท่าทีของหนิงเจ๋อก็อ่อนโยนลง ในดินแดนรกร้าง อาชีพที่หาได้ยากอย่างหมอและครูย่อมเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนเสมอ

"ฝ่ายตรงข้ามใช้มีดหักแทงเขา ประกอบกับเขาค่อนข้างอ้วน แผลที่แทงเข้าไปจึงไม่ลึกนัก เป็นแค่แผลฉกรรจ์ภายนอกเท่านั้น ฉันจัดการให้เรียบร้อยแล้ว ส่วนจะรอดไหมฉันก็บอกไม่ได้หรอก ต้องรอดูว่าแผลจะติดเชื้อหรือเปล่า" หมอโจวชายตามองหนิงเจ๋อแล้วพูดต่อ "แกก็รู้ว่าที่นี่หายาได้ยากขนาดไหน สิ่งเดียวที่ฉันมีคือแอลกอฮอล์ล้างแผลสำหรับฆ่าเชื้ออุปกรณ์เย็บแผล นี่ก็เป็นของที่ฉันแอบเก็บสะสมไว้เอง ฉันทำงานในโรงงาน การจะจ่ายยาแต่ละครั้งถูกควบคุมอย่างเข้มงวดมาก"

หนิงเจ๋อมองดูหลีตงฟาที่ใบหน้าเหลืองซีดและดูร่อแร่จึงถามด้วยความกังวล "ในเมื่อยังไม่มีอันตรายถึงชีวิต ทำไมเขาถึงอยู่ในสภาพแบบนี้ล่ะ?"

"ตกใจน่ะสิ! เจ้าอ้วนนี่เห็นเลือดแล้วก็วูบไปเลย!" หมอโจวตอบกลับอย่างรำคาญ "เอาล่ะ ฉันทำงานเสร็จแล้ว ไม่มีธุระอะไรที่นี่แล้ว"

"ค่ารักษาเท่าไหร่? ฉันจะจ่ายให้!" หนิงเจ๋อพอมีเงินเหลืออยู่ไม่กี่ร้อยเหรียญจากการช่วยงานจั๋วหมิงหยวน เดิมทีเงินก้อนนี้เขาตั้งใจจะเอาไว้ซื้อข้าวสาร

"ไม่ต้องหรอก ค่ารักษาครั้งนี้แม่หนูเจ้าอี้จัดการกับฉันเรียบร้อยแล้ว พวกเราไม่มีหนี้ติดค้างกัน" หมอโจวพูดพลางปรายตาไปที่ใบหน้าสวยๆของเจ้าอี้ แล้วกล่าวต่อ "ถ้าอยากให้เพื่อนทั้งสองคนของแกรอดชีวิต ทางที่ดีควรไปหายาแก้อักเสบมาให้พวกเขาซะ จะได้มั่นใจขึ้นหน่อย!"

"เจ้าอี้ ขอบใจนะ" หลังจากหมอโจวจากไป หนิงเจ๋อก็มองเจ้าอี้ด้วยสายตาซาบซึ้งใจ เขารู้ดีว่าเจ้าอี้ไม่ได้มีเงินมากมาย และเขาก็รู้ดีว่า "ค่ารักษา" ที่หมอโจวพูดถึงนั้นหมายถึงอะไร

"หลายปีมานี้แกก็ช่วยฉันไว้ไม่น้อย ทุกคนเป็นเพื่อนบ้านกัน การช่วยเหลือกันก็เป็นเรื่องที่ควรทำ... พวกแกคงหิวแล้ว เดี๋ยวฉันจะไปอุ่นอาหารมาให้กิน" ดูเหมือนเจ้าอี้จะอึดอัดที่หนิงเจ๋อพูดขอบคุณเธอ จึงหยิบเตาถ่านเตรียมจะไปจุดไฟ

"ไม่ต้องลำบากหรอก! ฉันต้องหาทางไปหายาแก้อักเสบมาให้หลีตงฟากับเสี่ยวสวิน เสี่ยวสวิน แกเฝ้าที่นี่ไว้ให้ดี!" หนิงเจ๋อทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะเตรียมตัวจากไป

"พี่ ดึกขนาดนี้แล้ว พี่จะไปไหน?" หลินสวินถามด้วยความไม่สบายใจ

"ปักสือ!" สิ้นเสียงนั้น หนิงเจ๋อก็ก้าวเท้าพ้นประตูไปแล้ว

"เฮ้! เฮ้!"

หนิงเจ๋อเพิ่งถึงปากตรอกก็ได้ยินเสียงใครบางคนเรียกเขา เมื่อมองไปทางหน้าต่างบ้านหลังหนึ่ง มีมือคู่หนึ่งยื่นออกมาจากซี่กรงหน้าต่าง พร้อมกับผู้หญิงอายุราวๆยี่สิบปีที่กำลังจ้องมองหนิงเจ๋ออยู่ เมื่อเห็นเขามองมา ผู้หญิงคนนั้นก็เผยรอยยิ้มที่ดูประหลาดออกมา

"มานี่สิ ฉันมีของดีจะให้ดู!"

"ตึก ตึก!"

เมื่อเห็นดังนั้น หนิงเจ๋อก็เบี่ยงตัวหลบไปทางขอบถนนและเดินเลี่ยงเธอไปทันที

ผู้หญิงคนนี้ชื่อจินจือ เดิมทีเธอเป็นผู้อพยพธรรมดาคนหนึ่ง แต่เมื่อเดือนก่อนจู่ๆเธอก็เสียสติไป

ตามธรรมเนียมแล้ว ครอบครัวในเขตผู้อพยพที่มีคนบ้าหรือคนป่วยหนักมักจะถูกทอดทิ้ง แต่พ่อแม่ของจินจือกลับเลี้ยงดูเธอมาโดยตลอด เพราะทั้งคู่ต้องออกไปทำงานจึงทำได้แค่ขังเธอไว้ในบ้านเท่านั้น

การจะเลี้ยงดูคนเพิ่มอีกหนึ่งคนในเขตผู้อพยพไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเสบียงอาหารของแรงงานนั้นมีโควตาจำกัด แค่คนเดียวจะกินให้อิ่มยังยาก ดังนั้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา พ่อแม่ของจินจือจึงซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ใครๆก็ดูออกว่าครอบครัวนี้คงถูกจินจือฉุดให้ล่มจมเข้าสักวัน

...

ปักสือที่หนิงเจ๋อพูดถึงไม่ได้อยู่ทางทิศเหนือ แต่มันคือชื่อของตลาดมืดแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่บนพื้นที่โล่งบริเวณตีนกำแพงเมือง เมื่อถึงยามดึกสงัดจะมีคนนำของแปลกๆมาวางขายที่นี่เสมอ เพราะปักสือเป็นเขตอิทธิพลของแก๊งคนพิการ จึงไม่ค่อยมีใครกล้ามาสร้างปัญหาแถวนี้

เมื่อหนิงเจ๋อมาถึงปักสือ เขามองเห็นโคมไฟเจ้าพายุที่ถูกยกขึ้นด้วยไม้ค้ำหลายดวงตั้งอยู่บนพื้นที่โล่งนั้น แต่ละดวงหมายถึงหนึ่งแผงค้าขาย รอบๆยังมีคนคอยตรวจตราอยู่ไม่น้อย และคนเหล่านี้ล้วนแต่พิการทั้งสิ้น

บนดินแดนรกร้าง โรงงานจะไม่รับผู้อพยพที่พิการเข้าทำงาน หากคนงานคนไหนเกิดอุบัติเหตุจนพิการก็จะถูกไล่ออกทันทีพร้อมเงินชดเชยเพียงห้าสิบเหรียญ ในสมัยก่อนผู้อพยพที่พิการเพราะอุบัติเหตุหรือการปะทะกันย่อมมีทางเดียวคืออดตาย

จนกระทั่งต่อมา ชายที่ชื่อเฒ่าไก่ว์ได้รวบรวมคนเหล่านี้ก่อตั้งแก๊งคนพิการขึ้นมา พวกเขาจึงพอมีทางรอด แม้แก๊งคนพิการจะเป็นกลุ่มคนพิการ แต่คนเหล่านี้ไม่มีทางถอยหลังอีกแล้ว เพื่อความอยู่รอดพวกเขาจึงกล้าสู้ตายมากกว่าใคร จนสร้างชื่อเสียงขึ้นมาในชุมชนตลาด และปักสือซึ่งเป็นตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดในชุมชนแห่งนี้ก็คือธุรกิจของพวกเขา

"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ อาเจ๋อ!" ทันทีที่หนิงเจ๋อเข้าไปใกล้ ชายแขนด้วนคนหนึ่งก็จำเขาได้ เมื่อเห็นเขามาตัวเปล่าจึงเอ่ยทักทายอย่างยิ้มแย้ม "ดูท่าช่วงนี้การล่าของแกจะไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่นะ!"

"ใช่ แถวป้อมปราการแล้งจัด สัตว์ป่าพากันอพยพไปที่ไกลๆหมดแล้ว" หนิงเจ๋อพยักหน้าพลางชายตามองแผงค้าด้านหลัง "คืนนี้มีใครขายยาบ้างไหม?"

"ไม่มีหรอก! ก็อย่างที่แกบอกนั่นแหละ แถวนี้มันแล้งเกินไป พวกโจรป่าต่างก็ฆ่าฟันกันเองเพื่อแย่งชิงพื้นที่ ทำให้ในตลาดมืดขาดยาอย่างหนัก ยาอะม็อกซีซิลลินที่เคยราคาเม็ดละห้าสิบเหรียญ ตอนนี้ถูกปั่นราคาขึ้นไปถึงแปดร้อยเหรียญแล้ว แถมราคานี้ยังหาซื้อไม่ได้ง่ายๆเลยนะ!" ชายคนนั้นเบะปาก "ข้างในพอจะมีคนขายยาสมุนไพรอยู่บ้าง แกจะลองไปดูหน่อยไหม?"

"ตกลง ขอบใจมากนะ!" หนิงเจ๋อได้ยินคำตอบแล้วก็ได้แต่เม้มปากด้วยความกังวล ก่อนหน้านี้เขาเคยชิงยาปฏิชีวนะมาจากพวกโจรป่าได้ไม่กี่เม็ดแต่ตัวเองก็กินจนหมดไปนานแล้ว ส่วนโรงหมอในชุมชนตลาดก็มีแต่ยาสมุนไพรพื้นบ้าน รักษาอาการท้องร่วงท้องเสียยังพอไหว แต่สำหรับอาการอื่นน่ะแทบจะไม่มีหวังเลย

จบบทที่ บทที่ 25 ยาหนึ่งเม็ดที่หายากยิ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว