- หน้าแรก
- พยัคฆ์ทมิฬแห่งแดนรกร้าง
- บทที่ 24 ซูเฟยผู้ลึกลับ
บทที่ 24 ซูเฟยผู้ลึกลับ
บทที่ 24 ซูเฟยผู้ลึกลับ
บทที่ 24 ซูเฟยผู้ลึกลับ
"ถ้าเป็นอย่างที่แกพูด ไอ้พวกที่เรียกว่ามารจุตินั่นก็แข็งแกร่งมากเลยล่ะสิ?" หนิงเจ๋อฟังสิ่งที่ซูเฟยพูดแล้วนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ชื่อของพวกมันก็น่าจะมีที่มาจากเรื่องนี้ด้วยใช่ไหม?"
"ไม่หรอก ถึงมารจุติจะต่างจากคนทั่วไปแต่ตอนนี้ก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีมารจุติคนไหนต้านทานอาวุธสงครามได้ และไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของกองทัพแน่นอน อย่างน้อยในเขตสหพันธรัฐก็ยังไม่เคยมีข่าวว่ามีมารจุติที่แข็งแกร่งระดับเหนือโลกปรากฏตัวขึ้น”
“ทว่าเซลล์ของพวกมารจุตินั้นแบ่งตัวเร็วมากแถมยังสร้าง DNA ใหม่ขึ้นมาได้และวิวัฒนาการเซลล์ที่มีประโยชน์ต่อพวกมันมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นพวกมันจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือเหตุผลที่พวกชนชั้นสูงต้องการกำจัดพวกมันทิ้ง เพราะเจ้าพวกนี้กลายเป็นปัจจัยที่ไม่มั่นคงและการปรากฏตัวของพวกมันก็สั่นคลอนสถานะการปกครองของพวกที่อยู่บนยอดพีระมิด”
ซูเฟยพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยแล้วหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะเสริมว่า "บางทีกลุ่มคนพิเศษนี้อาจถูกเรียกว่ามารจุติ เพราะคนที่ตั้งชื่อนี้ให้พวกมันไม่มีความสามารถพิเศษล่ะมั้ง สิ่งที่ต่างพวกย่อมถูกตราหน้าว่าเป็นปีศาจ หลายครั้งความถูกผิดของยุคสมัยก็เป็นเพียงแค่ทัศนคติของผู้กุมอำนาจเท่านั้นเอง"
คำพูดของซูเฟยทำให้หนิงเจ๋อรู้สึกตกใจ ความตกใจนี้ไม่ได้มาจากเรื่องมารจุติแต่เป็นเพราะซูเฟยรู้มากเกินไป
ความรู้ที่หนิงเจ๋อมีต่อโลกใบนี้มีเพียงพื้นที่เล็ก ๆ รอบป้อมปราการหมายเลข 87 เท่านั้น แต่ซูเฟยกลับรู้มากขนาดนี้ แถมยังหาอุปกรณ์ให้สารน้ำมาได้ด้วย วิสัยทัศน์ของเขาเหนือกว่าผู้เฒ่าหลินไปไกลแล้ว
ซูเฟยพูดถึงเรื่องมารจุติเพียงผิวเผินและไม่ได้ชวนคุยต่อ จากนั้นเขาก็หยิบหนังสือกระดาษเล่มหนึ่งออกมาจากเป้แล้วนั่งอ่านข้างตะเกียงน้ำมันก๊าด
ในเขตผู้อพยพหนังสือกระดาษหาดูได้ยากยิ่ง ย้อนกลับไปตอนที่ผู้เฒ่าหลินเป็นครู ในมือท่านก็มีเพียงตำราเรียนไม่กี่เล่มที่หลงเหลือมาจากโลกเก่าและถูกเปิดอ่านจนเปื่อยรุ่ยเท่านั้น
"สามก๊ก นี่มันหนังสือต้องห้ามไม่ใช่เหรอ" หนิงเจ๋อชำเลืองมองหน้าปกหนังสือของซูเฟยและวันที่พิมพ์บนนั้น ปี 2022 ซึ่งเป็นปีในยุคโลกเก่า
"แกอ่านออกด้วยเหรอ?" ซูเฟยเหลือบมองหนิงเจ๋อแวบหนึ่ง ราวกับว่าการที่ผู้อพยพอ่านออกเขียนได้จะน่าแปลกใจยิ่งกว่าการมีความสามารถในการกลายพันธุ์ของยีนเสียอีก
หนิงเจ๋อพูดตามตรง "พ่อบุญธรรมของฉันเป็นครูเพียงคนเดียวในชุมชนตลาด ฉันเคยได้ยินท่านพูดถึงหนังสือเล่มนี้ เห็นบอกว่าในเล่มมีเรื่องพิชัยสงครามเลยไม่อนุญาตให้จัดพิมพ์หรือเผยแพร่"
"สำหรับผู้อพยพหนังสือเล่มนี้คือของต้องห้ามแต่ในป้อมปราการไม่ได้ห้าม" ซูเฟยพยักหน้า
"พวกตระกูลมหาอำนาจและเจ้าของป้อมปราการต้องการเพียงกลุ่มคนที่ไร้ความคิดและสามารถสร้างมูลค่าให้พวกเขาได้เท่านั้น พวกเขากลัวว่าผู้อพยพจะรู้มากเกินไปและมีจิตวิญญาณนักสู้ที่ไม่ควรจะมี จึงควบคุมหลายสิ่งหลายอย่างอย่างเข้มงวด นี่คือเหตุผลที่การพกพาอาวุธปืนในเขตผู้อพยพต้องถูกล้อมปราบ ในสายตาของชนชั้นสูง ผู้อพยพเป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้พวกเขามีกินมีใช้โดยไม่ต้องกังวลเท่านั้น สติปัญญา จิตวิญญาณนักสู้ และอาวุธ ไม่ควรไปอยู่ในมือของเครื่องมือที่มีชีวิตเหล่านี้ เพราะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างของการใช้กำลังเพื่อฝ่าฝืนกฎข้อห้ามนั้นมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง"
"แกเคยเข้าเมืองเหรอ?" หนิงเจ๋อรู้สึกว่าสิ่งที่ซูเฟยพูดนั้นแปลกใหม่มาก สำหรับเขาที่ในหัวมีแต่เรื่องการเอาตัวรอด คำพูดของซูเฟยเหมือนจะทำให้เขาเริ่มมองเห็นภาพลักษณ์ของโลกใบนี้ได้ลาง ๆ แม้จะเป็นเพียงชิ้นส่วนกระจัดกระจายก็ตาม
"ฟังเขามาน่ะ เห็นว่าคนในป้อมปราการไม่อยากให้พวกผู้อพยพมีความคิดมากเกินไป" ซูเฟยยิ้ม "ทุกวันนี้การใช้ชีวิตบนดินแดนรกร้างมันลำบากก็จริง แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือพวกผู้อพยพกำลังสูญเสียสิ่งหนึ่งไป"
หนิงเจ๋อไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำพูดของซูเฟยนก "ผู้อพยพยังมีอะไรให้สูญเสียอีกงั้นเหรอ?"
"ความหวัง!" ซูเฟยจ้องมองหนิงเจ๋อด้วยสายตาเป็นประกาย "พวกเขาสูญเสียความหวังไปแล้ว"
"ถ้าแกจะบอกว่าคนในเมืองตั้งใจใช้สภาพแวดล้อมที่โหดร้ายเพื่อขัดเกลาเหลี่ยมคมของผู้อพยพ ให้พวกเขายอมแพ้ต่อการต่อต้านเพื่อแลกกับการอยู่รอดล่ะก็ พวกเขาก็ทำสำเร็จแล้ว" หนิงเจ๋อไม่ได้รู้สึกร่วมไปกับคำตอบของซูเฟยเลย "ความหวังที่มองไม่เห็น สู้ไม่มีเสียยังดีกว่า ไม่อย่างนั้นนอกจากจะหิวโซแล้ว ยังต้องเพิ่มความทรมานทางจิตใจเข้าไปอีก"
"..."
ซูเฟยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พบว่าตัวเองไม่รู้จะเถียงอย่างไร
"แกเพิ่งบอกว่าสามก๊กไม่ใช่หนังสือต้องห้ามในเมือง แสดงว่าในเมืองกับนอกเมืองมีความแตกต่างกันมากเลยล่ะสิ?" หนิงเจ๋อถามต่อ
"โดยเนื้อแท้แล้วไม่ต่างกันหรอก แถมยังโหดเหี้ยมกว่าด้วยซ้ำ แกใช้ชีวิตในเขตผู้อพยพ หากสามัญชนพิโรธชักมีดออกมาก็ฆ่าได้เพียงคนเดียว แต่คนใหญ่คนโตที่ชี้นิ้วสั่งการในป้อมปราการ แค่คำพูดประโยคเดียวในวงสนทนาก็ตัดสินความเป็นความตายของคนหมู่มากได้แล้ว"
ซูเฟยพูดประโยคนี้ด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนจะกล่าวต่อ "นอกจากเรื่องนั้น ในด้านการใช้ชีวิตถือว่าต่างกันมาก ในเมืองมีน้ำมีไฟฟ้าและมีพลังทางเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งมาก ในบางด้านอาจจะเหนือกว่าโลกเก่าเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่เทคโนโลยีชั้นยอดเหล่านั้นถูกกำไว้ในมือของตระกูลมหาอำนาจและคนเพียงไม่กี่กลุ่ม ชาวบ้านธรรมดาไม่มีสิทธิ์เข้าถึงและไม่มีโอกาสได้สัมผัสมันหรอก"
หนิงเจ๋อเดาไว้อยู่แล้วว่าในป้อมปราการย่อมมีการแบ่งชนชั้น เขาถามต่ออย่างราบเรียบ "สรุปคือในเมืองก็ไม่ได้สวยงามเป็นพิเศษอะไรขนาดนั้นใช่ไหม"
"ก็ยังดีกว่านอกเมือง อย่างน้อยชีวิตที่พวกเขาใช้ก็ดูเหมือนคนมากกว่า"
ซูเฟยเปิดลิ้นชักหยิบมวนบุหรี่ออกมา "อารยธรรมที่ขาดช่วงก็เหมือนดาบเล่มหนึ่ง สิ่งที่มันฟันขาดอาจไม่ใช่ตัวอารยธรรม แต่มันคือช่องทางที่คนชั้นล่างจะเข้าถึงอารยธรรมต่างหาก ความรู้และวิสัยทัศน์เปลี่ยนโชคชะตาได้ แต่ผู้อพยพไม่จำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้ เพราะมันขัดต่อผลประโยชน์ของผู้ปกครอง ในปฏิทินดินแดนรกร้าง ประวัติศาสตร์ที่มีร่องรอยให้สืบค้นมีเพียงไม่กี่สิบปีเท่านั้น แต่ประวัติศาสตร์ก่อนหน้านั้นกลับว่างเปล่าไปหมด ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลานั้นบ้าง"
"ไม่ใช่ว่าก่อนปฏิทินดินแดนรกร้างก็คือโลกเก่าหรอกเหรอ?" หนิงเจ๋อยิ่งคุยกับซูเฟยนานเข้า เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าความรู้ที่เขามีต่อโลกใบนี้มันช่างน้อยนิดเหลือเกิน
ซูเฟยปิดหนังสือสามก๊กในมือ "ย่อมไม่ใช่ ตอนที่โลกเผชิญกับกลุ่มอุกกาบาตพุ่งชน สังคมมนุษย์ยังคงมีระเบียบอยู่ แต่มีคนตั้งใจทำให้โลกกลายเป็นสภาพอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ต่างหาก"
"ใคร?"
"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่หลังจากช่วงประวัติศาสตร์ที่ว่างเปล่านั้นผ่านพ้นไป พลังอำนาจสูงสุดทั้งหมดก็เริ่มไปรวมอยู่ในมือของคนบางกลุ่ม" ซูเฟยไม่ได้ให้คำตอบที่แน่ชัด "แกก็ลองดูพวกกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายที่สุดในโลกตอนนี้ดูสิ มันเดาไม่ยากใช่ไหมล่ะ?"
หนิงเจ๋อฟังสิ่งที่ซูเฟยพูดแล้วก็นิ่งเงียบไป กลุ่มคนที่ซูเฟยพาดพิงถึงนั้นชัดเจนอยู่แล้ว
หรือว่าพวกผู้ปกครองป้อมปราการเหล่านั้น เพื่อให้ตัวเองขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ถึงขนาดไม่เสียดายที่จะทำลายโลกทั้งใบเลยงั้นเหรอ?
แม้กระทั่งความทุกข์ยากแสนสาหัสในเขตผู้อพยพตอนนี้ ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาจงใจทำให้เกิดขึ้น?
ในตอนนั้นเอง ซูเฟยเห็นขวดสารน้ำว่างเปล่าแล้วจึงเดินเข้ามาดึงเข็มที่หลังมือของหนิงเจ๋อออก "เป็นยังไงบ้าง รู้สึกดีขึ้นไหม?"
"ดีขึ้นมาก ขอบใจนะ!" หนิงเจ๋อลองขยับตัวดู ร่างกายของเขากลับมาเป็นปกติแล้ว แม้จะยังรู้สึกล้าอยู่บ้างแต่ถ้าเทียบกับตอนที่โรคกำเริบเมื่อก่อน ครั้งนี้ถือว่าเบาสบายกว่ามาก
ไม่กี่นาทีต่อมา ซูเฟยหยิบยาทาที่ทำจากสมุนไพรให้หนิงเจ๋อและเดินไปส่งเขาที่ประตู
หนิงเจ๋อเดินไปถึงหน้าประตูแล้วหันกลับมามองซูเฟย "คือว่า..."
ซูเฟยชะงักฝีเท้า "มีอะไรเหรอ?"
"ราตรีสวัสดิ์!" หนิงเจ๋อลังเลที่จะพูด สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ถามถึงตัวตนที่แท้จริงของซูเฟย
บนดินแดนรกร้างทุกคนต่างมีความลับเป็นของตัวเอง การระงับความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ได้ในหลาย ๆ ครั้งมักจะเป็นเรื่องดี
อีกอย่างเขาก็ไม่แน่ใจว่าถ้าถามไปแล้วซูเฟยจะยอมบอกไหม หรือต่อให้ซูเฟยบอกจริง ๆ หนิงเจ๋อก็ไม่มีวิธีตรวจสอบความจริงอยู่ดี
เพียงแต่ หมอนี่ไม่ใช่เป่าจ่างธรรมดาแน่นอน
และดูเหมือนจะไม่ใช่ผู้อพยพด้วยซ้ำ