- หน้าแรก
- พยัคฆ์ทมิฬแห่งแดนรกร้าง
- บทที่ 14 ยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์
บทที่ 14 ยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์
บทที่ 14 ยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์
บทที่ 14 ยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์
เป่าจ่างที่ได้รับการแต่งตั้งจากป้อมปราการนั้นมีสวัสดิการเหมือนกับพวกผู้อพยพในโรงงาน ข้อดีเพียงอย่างเดียวคือไม่ต้องออกไปทำงานหนักแต่ก็ยังได้รับเสบียงทุกวัน
หนิงเจ๋อพาจั๋วหมิงหยวนและหลินสวิน รวมถึงพวกหางแถวที่สะกดรอยตามมาด้วยท่าทางเงอะงะ กลับมายังเขตที่เขาพักอาศัยอย่างรวดเร็ว เขาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านอิฐที่แยกเป็นเอกเทศตรงหัวมุมถนน ที่นี่คือบ้านที่ป้อมปราการจัดสรรไว้ให้เป่าจ่างของเขตนี้ หลังจากหูจื้อต๋าตายไป ซูเฟยจึงได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ตามระเบียบ
"กึก กึก!"
หนิงเจ๋อเอื้อมมือไปเคาะประตูรั้วที่ปิดสนิทแต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เขาลองผลักดูพบว่าประตูเผยอออกตามแรงผลักเล็กน้อย
"พวกแกรอฉันอยู่ตรงนี้!" หนิงเจ๋อมองเข้าไปในลานบ้านที่ว่างเปล่าแล้วเดินเข้าไปข้างในเพียงลำพัง เขาหยุดยืนอยู่หน้าตัวบ้านแล้วตะโกนเรียก "คุณซู! อยู่ไหม?"
"..."
เมื่อเห็นว่าไม่มีเสียงตอบกลับจากในบ้าน หนิงเจ๋อจึงตัดสินใจเลิกม่านเดินเข้าไปข้างใน
หนิงเจ๋อยังคงระแวดระวังเป่าจ่างคนใหม่คนนี้อยู่เสมอ เพราะปกติเป่าจ่างในชุมชนตลาดมักจะถูกเลือกมาจากคนในหนึ่งร้อยครัวเรือน แต่หลังจากหูจื้อต๋าตายไป ทางป้อมปราการกลับส่งคนแปลกหน้าอย่างซูเฟยลงมาแทน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้ หนิงเจ๋อจึงอยากสืบหาเบาะแสของชายคนนี้ให้ชัดเจน ก่อนหน้านี้หูจื้อต๋าคนเดียวก็เกือบจะเอาชีวิตเขาไม่รอดแล้ว ดังนั้นเขาจึงต้องระวังซูเฟยเอาไว้เพื่อความปลอดภัย
สภาพบ้านของซูเฟยไม่ได้ต่างจากที่พักของผู้อพยพคนอื่นนัก เฟอร์นิเจอร์ในบ้านทำจากหิน ในห้องครัวนอกจากเตาหลุมสำหรับปิ้งย่างแล้ว กลับมีหม้อเหล็กซึ่งเป็นของที่หาได้ยากยิ่งตั้งอยู่หนึ่งใบ
ในห้องนอนข้างๆ มีผ้าห่มกองพะเนินอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ นอกจากนี้ตรงมุมห้องที่ติดกับกำแพงยังมีหีบไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่อีกใบ
"ตึก ตึก!"
หนิงเจ๋อสังเกตเห็นรอยดินใหม่กระจายอยู่บนพื้นข้างหีบไม้ เขาจึงก้าวเดินเข้าไปดู
"โครม!"
ในจังหวะที่หนิงเจ๋อกำลังจะเข้าถึงหีบ ฝาหีบก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง จากนั้นซูเฟยก็มุดหัวออกมาทำให้ทั้งคู่จ้องตากันอย่างพอดิบพอดี
"คุณเป่าจ่างซู นี่แกกำลังเล่นกลอะไรอยู่เหรอ? มายากลเสกคนออกจากหีบงั้นเหรอ?" หนิงเจ๋ออึ้งไปครู่หนึ่งที่เห็นซูเฟยโผล่ออกมาแบบนั้น
"อา... คือว่า ในห้องมันมีหนูน่ะ ฉันเลยลงไปจับมัน" ซูเฟยรีบปีนออกจากหีบแล้วรีบปิดฝาลงทันที "ในห้องรกหน่อยนะ ตามสบายเถอะ!"
"ขอโทษที พอดีฉันเคาะประตูแล้วไม่มีใครตอบเลยถือวิสาสะเข้ามา แกก็รู้ว่าแถวนี้มันไม่ค่อยปลอดภัย ฉันกลัวว่าแกจะเกิดอุบัติเหตุอะไรน่ะ" หนิงเจ๋อยิ้มออกมาอย่างเป็นธรรมชาติและตอบโต้ได้อย่างใจเย็น แต่ในใจกลับเริ่มมีความสงสัยเพิ่มขึ้น
ตอนที่ซูเฟยปิดฝาหีบลงเมื่อครู่ เขาได้ยินเสียงสะท้อนที่ทึบและหนักแน่นชัดเจน นั่นแสดงว่าใต้หีบนี้ต้องเป็นโพรง และเมื่อรวมกับรอยดินใหม่รอบๆ หีบ ก็เพียงพอจะพิสูจน์ได้ว่าซูเฟยกำลังขุดอุโมงค์อยู่
ที่สำคัญที่สุดคือในจังหวะที่ฝาหีบปิดลง เขายังได้ยินเสียงโลหะกระทบกันเหมือนมีอะไรบางอย่างล้มลงเพราะแรงสั่นสะเทือน
ของที่ทำจากโลหะนั้นไม่ใช่สิ่งที่หาได้ง่ายๆ ในเขตผู้อพยพเลย
"ดื่มน้ำก่อนสิ!" ซูเฟยหยิบกาน้ำขนาดใหญ่ขึ้นมาเทใส่แก้วส่งให้หนิงเจ๋อ "มีธุระอะไรถึงมาหาฉันล่ะ?"
"ฉันมีเพื่อนคนหนึ่งอยากจะเข้าเมืองไปตามหาญาติที่พลัดพรากน่ะ" หนิงเจ๋อยิ้ม "ก่อนหน้านี้แกบอกว่าถ้ามีอะไรให้ช่วยก็มาหาได้ ฉันเลยอยากถามว่าแกพอจะมีช่องทางบ้างไหม"
"เรื่องนั้นง่ายมาก ฉันจัดการส่งเพื่อนแกไปทำงานในโรงงานได้! ญาติเขาทำงานอยู่ที่โรงงานไหน แกพอจะรู้ไหม?" ซูเฟยรับคำอย่างรวดเร็ว
"ที่ฉันพูดถึงไม่ใช่โรงงาน แต่เป็นเมืองชั้นใน!" หนิงเจ๋อนั่งลงบนเก้าอี้หินข้างๆ แล้วจ้องตากับซูเฟย "แกพอจะมีวิธีไหม?"
"เมืองชั้นใน... สิบปีตรากตรำกรำไอทะเลอันเหน็บหนาว ขุนนางผู้เดียวดายเฝ้าแหงนมองที่ประทับของจักรพรรดิจากตรงนี้! สำหรับผู้อพยพแล้ว โลกที่กั้นด้วยกำแพงเพียงชั้นเดียวนั้นดูเหมือนจะอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ความจริงกลับเป็นวิมานบนสรวงสวรรค์ที่ต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่อาจไขว่คว้ามาได้!" ซูเฟยฟังจบก็เผยรอยยิ้มที่ดูมีเลศนัยออกมา "แกไม่รู้เหรอว่าผู้อพยพที่อยากจะเข้าเมืองชั้นในน่ะมันยากลำบากขนาดไหน? แม้แต่เถ้าแก่หลินเจ้าของร้านขายของชำนอกเมืองที่เป็นลูกพี่ลูกน้องแท้ๆ ของผู้อำนวยการกรมเสบียงในเมือง มีเส้นสายขนาดนั้นยังไม่มีปัญญาจะส่งลูกชายตัวเองเข้าไปเลย"
"เป็นเพราะฉันรู้ว่ามันยากยังไงถึงได้มาหาแก! แกเป็นเป่าจ่างคนนอกเพียงคนเดียวที่ฉันเคยเห็นในแถบนี้ ในเมื่อแกสามารถพาตัวเองลงมาอยู่ตำแหน่งนี้ได้ ย่อมต้องมีจุดเด่นที่ไม่ธรรมดาแน่นอน" หนิงเจ๋อยกแก้วน้ำขึ้นมาแล้วพูดเสริมว่า "คนที่ฉันจะส่งเข้าไปเขามีเงินหนาพอสมควร ถ้าแกช่วยได้ เขาจะไม่ทำให้แกเสียแรงเปล่าแน่นอน"
"มีเงิน? แกต้องเข้าใจนะว่าเศรษฐีในหมู่ผู้อพยพ สำหรับคนในเมืองแล้วก็ไม่ต่างจากขอทานหรอก" ซูเฟยไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร "ทำไมล่ะ แกช่วยเขาเพราะอยากได้เงินเหมือนกันเหรอ?"
"ก็อาจจะใช่ ฉันได้ค่าจ้างวันละห้าสิบเหรียญ" หนิงเจ๋อยิ้ม ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น "ผู้ชายคนนี้รอคอยที่จะเจอน้องสาวมาสิบปี ถึงขนาดเดินทางจากเขตทำเหมืองฝ่าดินแดนรกร้างกลับมาที่ป้อมปราการหมายเลข 87 เพียงลำพัง มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และในเมื่อฉันรับเงินเขามาแล้ว ก็อยากจะช่วยปัดเป่าความทุกข์ให้เขาอย่างเต็มที่"
"ป้อมปราการหมายเลข 87 เป็นเขตอิทธิพลของตระกูลเผย ซึ่งที่ผ่านมาตระกูลนี้เข้มงวดกับเรื่องพวกนี้มาก ฉันคงทำได้แค่ลองดูเท่านั้น! จ่ายมาห้าร้อยเหรียญ แล้วฉันจะแนะนำคนคนหนึ่งให้! ส่วนจะคุยกันสำเร็จไหมก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกแกเอง" ซูเฟยนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ "อีกอย่าง ช่วยเตือนเพื่อนแกด้วยว่าชีวิตในเมืองหลังจากเข้าไปแล้วอาจไม่ได้สวยงามอย่างที่เขาคิด หวังว่าเขาจะไตร่ตรองให้ดีก่อนจะลงมือ!"
"ขอบใจ" หนิงเจ๋อได้ยินคำตอบก็นิ้วตัวลุกจากเก้าอี้หิน "เดี๋ยวฉันเรียกเขาเข้ามาคุยกับแกเอง!"
ครึ่งชั่วโมงต่อมา หนิงเจ๋อและหลินสวินพาจั๋วหมิงหยวนมาถึงหน้าโรงรับจำนำแห่งหนึ่งใกล้กับประตูเมือง
หนิงเจ๋อชายตาดูป้ายชื่อโรงรับจำนำแล้วบอกกับจั๋วหมิงหยวน "คุณจั๋ว คนที่ซูเฟยแนะนำให้พวกเราอยู่ข้างในนี้ ส่วนจะเข้าไปพบเขาไหม แกตัดสินใจเองได้เลย!"
"ฉันจ่ายค่าแนะนำไปแล้ว ยังไงก็ต้องพบ! เพื่อน้องสาวแล้ว ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรฉันก็ยอม!" จั๋วหมิงหยวนไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยและตอบรับทันที
เมื่อทุกคนเดินเข้าไปในร้าน ลูกจ้างในโรงรับจำนำรับจดหมายแนะนำที่ซูเฟยเขียนให้หนิงเจ๋อไปดู ไม่นานนักเขาก็พาพวกหนิงเจ๋อไปยังห้องโถงหลังร้านเพื่อพบกับเถ้าแก่ร่างท้วมเจ้าของโรงรับจำนำ
"พวกแกอยากจะเข้าเมืองชั้นในงั้นเหรอ?" เถ้าแก่ร่างท้วมหลังจากอ่านจดหมายของซูเฟยจบก็จุดไม้ขีดไฟเผากระดาษแผ่นนั้นจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
"ไม่ใช่พวกเรา แต่เป็นฉันคนเดียว! ฉันจะเข้าเมืองไปตามหาน้องสาว!" จั๋วหมิงหยวนรีบตอบแทรกขึ้นมา
"น้องสาวแกเหรอ? อยู่เขตไหนล่ะ?" เถ้าแก่ร่างท้วมคาบกล้องยาสูบถาม
"เขตอะไรนะ?" จั๋วหมิงหยวนทำหน้ามึนตง
"ในป้อมปราการหมายเลข 87 มีเขตการปกครองทั้งหมดห้าเขต และเขตที่ไม่ได้อยู่ในความดูแลของตำรวจอีกสี่เขต แกจะไปที่ไหน?" เถ้าแก่ร่างท้วมสังเกตเห็นว่าทั้งสามคนไม่มีความรู้เรื่องในเมืองเลยจึงเริ่มใช้ความคิด
"ฉันไม่รู้ว่าน้องสาวฉันอยู่ที่ไหน ขอแค่ได้เข้าเมืองไปก็พอ!" จั๋วหมิงหยวนไม่เข้าใจสิ่งที่เถ้าแก่พูดเลยสักนิด แต่ดวงตาของเขายังคงแน่วแน่
"เอาแบบนี้แล้วกัน ในมือฉันยังมีโควตาเหลืออยู่บ้างพอจะแบ่งให้แกได้สักที่หนึ่ง ในเมืองมีงานที่ต้องซ่อมแซมอุปกรณ์พิเศษบางอย่าง งานนี้อันตรายมากและจะถูกควบคุมตัวอย่างเข้มงวด ถ้าแกตกลง ฉันสามารถส่งแกเข้าเมืองชั้นในไปในฐานะแรงงานได้ หลังจากนั้นแกค่อยหาโอกาสหนีเอาเอง ถ้าหนีพ้นแกก็จะมีโอกาสได้อยู่ในเมือง แม้โอกาสจะริบหรี่และต้องอยู่อย่างคนไร้ตัวตนก็ตาม" เถ้าแก่ร่างท้วมตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะยื่นมือออกมา "โควตาหนึ่งที่ ห้าพันเหรียญ!"