- หน้าแรก
- พยัคฆ์ทมิฬแห่งแดนรกร้าง
- บทที่ 9 ยอดอัจฉริยะทางธุรกิจ
บทที่ 9 ยอดอัจฉริยะทางธุรกิจ
บทที่ 9 ยอดอัจฉริยะทางธุรกิจ
บทที่ 9 ยอดอัจฉริยะทางธุรกิจ
ภายในเพิงพักอันทรุดโทรมของตระกูลโจว หนิงเจ๋อสังเกตเห็นความกระอักกระอ่วนของโจวซวี่ เขาจึงจงใจเปลี่ยนหัวข้อสนทนา "เรื่องวันนี้ ขอบคุณพี่มากที่ช่วยแก้สถานการณ์ให้ผม!"
"พี่ก็รู้ข่าวมาโดยบังเอิญน่ะ เมื่อกี้ลูกชายพี่กลับมาบอกว่า ตอนเขาออกไปเก็บขยะ ได้ยินพวกทหารรับจ้างประกาศลงชื่อพวกผู้อพยพที่ไม่ได้อยู่บ้านคืนนี้ พวกคนในป้อมปราการบอกว่าถ้าใครให้เบาะแสได้จะให้รางวัลห้าสิบเหรียญ! แถมยังบอกว่าเหมือนจะมีโจรโผล่มาแถวนี้ ถ้าใครมีข่าวที่แน่นอนของพวกโจร จะให้รางวัลถึงห้าพันเหรียญ! ตอนนั้นลูกชายพี่บอกว่าเห็นหูจื้อต๋าไปหาพวกทหารรับจ้าง พี่ก็เลยสังหรณ์ใจว่ามันต้องหาเรื่องเล่นงานแกแน่!" โจวซวี่เล่ารายละเอียดทั้งหมดที่เขารู้ "แกก็รู้ พวกในป้อมปราการน่ะไม่เคยเห็นหัวพวกเราเป็นคนอยู่แล้ว! ถ้าแกถูกพวกมันหมายหัวล่ะก็ อันตรายถึงชีวิตแน่!"
"ถ้าไม่ได้พี่ คืนนี้ผมคงอธิบายลำบากจริง ๆ" หนิงเจ๋อพยักหน้า ก่อนจะล้วงเอาเงินสดทั้งหมดที่มีออกมา "พี่โจว พี่รับเงินนี่ไว้เถอะ ให้พี่สะใภ้เอาไปลงทุนทำมาค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชุมชนตลาด! แต่จำไว้ว่าอย่าทำใหญ่โตเกินไป ไม่อย่างนั้นถ้าถูกพวกนักเลงหมายหัว พี่จะไม่มีกำลังพอจะปกป้องพวกเขานะ!"
"เสี่ยวเจ๋อ แกไปเอาเงินเยอะขนาดนี้มาจากไหน?" โจวซวี่เห็นปึกเงินในมือหนิงเจ๋อถึงกับตาโต "ตอนนี้ใกล้จะเข้าหน้าหนาวแล้ว ทุกคนก็ลำบากกันหมด เงินนี่พี่รับไว้ไม่ได้หรอก!"
"ผมมีฝีมือทางพราน ไปที่ไหนก็ไม่อดตายหรอก! รับไว้เถอะ!" หนิงเจ๋อยัดเงินใส่มือโจวซวี่โดยไม่ยอมให้ปฏิเสธ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ภายในเพิงพักที่ลมโกรกทุกทิศทาง โจวซวี่กำเงินที่ยังคงอุ่นด้วยไออุณหภูมิจากร่างกายของหนิงเจ๋อไว้แน่น น้ำตาอาบสองแก้มที่ซูบตอบร่วงเผาะลงบนขาที่ถูกตัดทิ้ง
ขาของโจวซวี่ขาดไปเพราะพยายามช่วยชีวิตพ่อบุญธรรมของหนิงเจ๋อเมื่อหลายปีก่อน หลังจากผู้เฒ่าหลินจากไป หากไม่มีหนิงเจ๋อคอยดูแลครอบครัวตระกูลโจวมาตลอด ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกคงอดตายไปนานแล้ว
คนในชุมชนตลาดหลายคนว่ากันว่าหนิงเจ๋อเป็นคนเลือดเย็น แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้ดีว่าใครที่มีบุญคุณกับเขา เขาย่อมต้องตอบแทน
เพราะไม่อย่างนั้น หากเกิดเรื่องขึ้นอีกในวันหน้า ก็คงไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเขาอีก
บนดินแดนรกร้าง ความสัมพันธ์ของผู้คนล้วนแฝงไปด้วยจุดประสงค์ นี่คือความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
...
เมื่อหนิงเจ๋อกลับถึงบ้าน เขาใช้มือประคองกางเกงที่เปียกชุ่มไปด้วยปัสสาวะมาอังไว้ข้างเตาถ่านเพื่อตากให้แห้ง
"พี่ เราหลบการตรวจค้นของทหารรับจ้างมาได้แล้ว ถือว่าจบเรื่องแล้วใช่ไหม?" หลินสวินนั่งปิ้งมันฝรั่งที่เสียบไม้อยู่พลางเอ่ยถามหนิงเจ๋อ
"ชั่วคราวน่ะน่าจะปลอดภัยแล้ว แต่ฉันก็นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าในสภาพที่เราไม่ได้ฆ่าใครเลย เรื่องมันจะลุกลามใหญ่โตจนพวกทหารรับจ้างยอมออกจากป้อมปราการมาตรวจค้นกลางดึกแบบนี้ ถ้ารู้อย่างนี้ ตอนลงมือเราน่าจะฆ่าปิดปากให้หมด ไม่เหลือใครไว้เลย" หนิงเจ๋อพึมพำด้วยความรู้สึกเสียดาย
"พวกเราแค่ชิงของมายังเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ถ้าฆ่าคนขึ้นมา สถานการณ์ต้องแย่กว่านี้แน่! ยิ่งถ้ามีคนในเมืองตายขึ้นมา ไอ้ข้ออ้างเมื่อกี้อาจจะเอาไม่อยู่ก็ได้!" หลินสวินหมุนไม้มันฝรั่งปิ้งในมือ "ตอนนี้พวกตงเป่าตายหมดแล้ว การล่าสัตว์ของเราจะลำบากขึ้นอีกเยอะเลยพี่ พี่ว่าหน้าหนาวนี้เราจะรอดไปได้ไหม?"
"จำคำที่พ่อแกเคยสอนเราได้ไหม? ในเมื่อมองไม่เห็นความหวัง เราก็ต้องสร้างความหวังขึ้นมาเอง!" หนิงเจ๋อเอามือลูบกางเกงที่เริ่มแห้งไปพอสมควร "รีบนอนเถอะ ก่อนตายตงเป่าบอกว่าเขามีน้องชายอยู่ที่ประตูทิศเหนือไม่ใช่เหรอ พรุ่งนี้เราต้องไปหาเขา!"
เช้าวันรุ่งขึ้น หนิงเจ๋อและหลินสวินเดินทางไปถึงเขตประตูทิศเหนือตั้งแต่ตอนที่ขอบฟ้าเพิ่งจะเริ่มปรากฏแสงสีทองรำไร พวกเขาเริ่มสืบหาข่าวในหมู่บ้านผู้อพยพ แต่กลับไม่พบเบาะแสของหลีตงฟาเลย
เนื่องจากปัจจุบันชั้นบรรยากาศเบาบางลงมาก แสงแดดที่แผดเผาร่างกายนานเกินไปจะทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง ดังนั้นเมื่อถึงช่วงเที่ยง ทั้งคู่จึงไม่กล้าอยู่กลางทุ่งรกร้างต่อ แต่ถอยกลับมาหลบแดดในชุมชนตลาดที่ใกล้ที่สุด
หลินสวินล้วงเงินยี่สิบเหรียญสุดท้ายในตัวออกมาซื้อน้ำหนึ่งกาและขนมปังถั่วสองชิ้นจากแผงลอยริมทาง แล้วมานั่งยอง ๆ หลบแดดกับหนิงเจ๋อที่ใต้เงาข้างถนน ค่าครองชีพในชุมชนตลาดแถวนี้แพงหูฉี่ เกินกว่าที่ชนชั้นผู้อพยพจะรับไหว หากไม่เข้าทำงานในโรงงาน การจะมีชีวิตรอดนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากเหลือเกิน
"พี่ เมื่อกี้ผมลองคุยกับเจ้าของร้านขายขนมปังถั่วดู เขาบอกว่าช่วงก่อนแถวนี้มีหมู่บ้านหนึ่งเกิดโรคระบาด คนจำนวนมากถูกเนรเทศออกไป ทำให้โครงสร้างประชากรในหมู่บ้านผู้อพยพเปลี่ยนไปเยอะเลย เราจะควานหาตัวหลีตงฟาแบบงมเข็มในมหาสมุทรแบบนี้คงไม่ง่าย!" หลินสวินส่งกระติกน้ำให้หนิงเจ๋อพลางพูดด้วยความกลัดกลุ้ม "ถ้าเขาถูกเนรเทศไปด้วยล่ะก็ ยิ่งยุ่งยากเข้าไปใหญ่!"
"หาตัววันเดียวไม่เจอ ก็หาไปสองวัน เรื่องที่รับปากตงเป่าไว้ ฉันต้องทำตามให้ได้" หนิงเจ๋อเตรียมใจไว้ดีแล้ว เขาจิบน้ำในกระติกเบา ๆ
ขณะที่ทั้งคู่กำลังคุยกัน เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ซูบผอมคนหนึ่งก็มายืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา เธอจ้องมองขนมปังถั่วดำในมือทั้งสองคนพลางลอบกลืนน้ำลาย "คุณอาขา... ขออะไรกินหน่อยได้ไหมคะ!"
หลินสวินเห็นสภาพเด็กน้อยก็เตรียมจะบิขนมปังแบ่งให้ตามสัญชาตญาณ
"หมับ!"
หนิงเจ๋อคว้าแขนหลินสวินไว้แน่น "กินของแกไป อย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น!"
"พี่ แต่นี่มันแค่เด็ก..." หลินสวินพยายามจะอธิบาย
"ไสหัวไป!" หนิงเจ๋อตวาดไล่เด็กหญิงคนนั้นจนเธอวิ่งหนีไป ก่อนจะก้มหน้ากินต่อ "เด็กวัยขนาดนี้ที่รอดชีวิตในชุมชนตลาดได้ บางทีอาหารที่เธอขอมาได้ในแต่ละวันอาจจะมากกว่าที่แกมีเสียอีก พวกเราจะออกไปล่าสัตว์เองยังยากเลย ในสภาวะที่แกยังเอาตัวรอดไม่ได้ แกต้องเรียนรู้วิธีช่วยตัวเองก่อน ไม่ใช่เที่ยวมาแผ่ความเมตตา ไม่อย่างนั้นพอแกไม่มีอาหารและต้องไปขอทานบ้าง แกจะลำบากกว่าเด็กคนนั้นเยอะ เพราะไม่มีใครเขาสงสารผู้ใหญ่ที่แข็งแรงหรอก"
ในเขตผู้อพยพ เรื่องที่คนใจดีหยิบยื่นอาหารให้ขอทานแต่กลับถูกขอทานฆ่าชิงทรัพย์เพราะเห็นว่ามีเงินนั้นมีให้เห็นอยู่บ่อย ๆ ในยุคสมัยนี้ ความชั่วอาจไม่ได้มีผลกรรม และความดีก็อาจไม่ได้มีผลลัพธ์ที่สวยงามเสมอไป
หลินสวินฟังคำพูดของหนิงเจ๋อแล้วก็บิขนมปังครึ่งหนึ่งใส่กระเป๋าตัวเองไว้ แล้วรีบกินอีกครึ่งที่เหลือให้หมด
"เมื่อกี้ฉันลองถามคนแถวนี้ดู เขาบอกว่าคนที่เหลือรอดจากโรคระบาด หลายคนย้ายไปอยู่หมู่บ้านใหม่ทางตะวันออกแล้ว! ไปกันเถอะ เราลองไปสืบดูที่นั่น" หนิงเจ๋อกินขนมปังครึ่งหนึ่งที่เหลือ แล้วเดินฝ่าแดดอันร้อนระอุกลมกลืนไปกับฝูงชน
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งคู่ก็มาถึงขอบชุมชนตลาด พื้นที่รอยต่อระหว่างชุมชนกับทุ่งรกร้างแบบนี้เป็นแหล่งรวมคนทุกประเภทและเป็นพื้นที่ที่ไร้ระเบียบอย่างยิ่ง
หลินสวินยืนอยู่ที่ทางแยก เขามองไปที่เพิงพักหลังหนึ่งไกล ๆ ที่มีป้ายแขวนไว้ว่า "เนื้อย่างตงฟา" เขาจึงสะกิดแขนหนิงเจ๋อ "พี่! ป้ายนั่นชื่อเดียวกับน้องชายพี่ตงเป่าเลย พี่ว่าจะเป็นคนที่เราตามหาไหม?"
หนิงเจ๋อปรายตามองป้ายนั้นแล้วพยักหน้า "เข้าไปดูหน่อย!"
ขณะที่ทั้งคู่เดินอ้อมไปทางเพิงพัก ก็เห็นชายร่างท้วมยืนอยู่หลังแผงขายของที่ทำจากดินเหนียว บนแผงมีเตาถ่านและหนูถลกหนังเสียบไม้ปิ้งอยู่หลายไม้ แต่ความสนใจของเจ้าอ้วนไม่ได้อยู่ที่หนูเลย เขากำลังจ้องมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า
"อาฟา ฉันกำลังจะแต่งงานแล้วนะ... ฉันขอโทษ!" หญิงสาวร้องไห้พลางมองชายร่างท้วม "ฉันรอแกไม่ไหวแล้วจริง ๆ แกเอาแต่บอกฉันว่าแกจะประสบความสำเร็จ! แต่ฉันกับครอบครัวมองไม่เห็นความหวังในตัวแกเลย คนที่ฉันจะแต่งงานด้วยคือลูกชายของเป่าจ่าง หลังจากแต่งงานแล้ว พ่อเขาจะฝากให้พ่อกับน้องชายฉันเข้าไปทำงานในโรงงานน้ำได้! วันหลังแกเลิกตั้งแผงขายหนูย่างเถอะ ลำพังแค่ธุรกิจแบบนี้ ชีวิตแกไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้หรอก! ยิ่งไม่มีทางพ้นจากฐานะผู้อพยพไปได้ด้วย!"
"เสี่ยวเหมย คนที่ควรจะขอโทษคือฉันเอง! ฉันเองที่รั้งเธอไว้ตั้งหลายปี ขอบคุณที่เธอยอมอยู่เคียงข้างฉันมาจนถึงวันนี้ และหวังว่าเธอจะไปได้ไกลและสูงขึ้นกว่านี้นะ! ฉันจะอวยพรให้เธอตลอดไป ขอให้ชีวิตในอนาคตของเธอราบรื่นทุกอย่าง!" เจ้าอ้วนพยายามกลั้นน้ำลาย มือที่ซ่อนอยู่ใต้แผงกำหมัดแน่น
หญิงสาวเม้มริมฝีปาก แววตาแฝงความโศกเศร้า "แก... ยังมีอะไรอยากจะบอกฉันอีกไหม?"
"...ในงานแต่งของพวกเธอ เตรียมจะใช้หนูทำกับข้าวไหม? ตัวเดียวฉันก็ให้ราคาส่งนะ! รับรองว่าพวกเธอจะได้กินของดีราคาประหยัดจริง ๆ!" เจ้าอ้วนพูดออกมาทั้งน้ำตา
หญิงสาว "???"
หลินสวินที่อยู่ไม่ไกลได้ยินดังนั้นถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตบเข่าฉาด "บัดซบเอ๊ย! เจ้านี่มันยอดอัจฉริยะทางธุรกิจชัด ๆ ! ดูใจคอมันสิ! เมียจะหนีไปแต่งงานกับคนอื่นอยู่แล้ว ยังไม่ลืมเสนอขายหนูอีก!"