เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 ใส่ร้ายป้ายสี

บทที่ 7 ใส่ร้ายป้ายสี

บทที่ 7 ใส่ร้ายป้ายสี


บทที่ 7 ใส่ร้ายป้ายสี

เพราะไม้เป็นของหายาก บ้านส่วนใหญ่ในชุมชนตลาดจึงไม่มีประตู บ้านของหนิงเจ๋อก็เช่นกัน มีเพียงผ้าห่มเก่าขาด ๆ ห่อด้วยแผ่นพลาสติกแขวนไว้เพื่อกันลมหนาว

ในโลกเก่า พลาสติกถูกเรียกว่า "มลพิษสีขาว" แต่บนดินแดนรกร้าง วัสดุที่ย่อยสลายยากและหลงเหลืออยู่มหาศาลเหล่านี้กลับกลายเป็นทรัพยากรที่ใช้งานได้จริงที่สุด

"พรึ่บ!"

ม่านหน้าบ้านดินถูกเลิกขึ้นอย่างรุนแรง ทหารรับจ้างพร้อมอาวุธครบมือพุ่งพรวดเข้ามาในห้อง ภายใต้แสงไฟจากไฟฉาย ทหารรับจ้างในหน้ากากกันพิษดูดุร้ายและน่าสยดสยอง

"เฮ้ย! พวกแกจะทำอะไร?" หลินสวินที่กำลังจะจุดเตาถ่านถึงกับตาเหลือกด้วยความตกใจ

"อย่าพล่าม! หมอบลงกับพื้นให้หมด!" ปลายกระบอกปืนหลายกระบอกจ่อมาที่ทั้งคู่ หนิงเจ๋อที่นอนอยู่บนเตียงเตาถูกพานท้ายปืนฟาดเข้าอย่างจัง ก่อนจะถูกลากตัวออกมาที่ห้องโถงเล็ก ๆ

"ตึก ตึก!"

หัวหน้าหน่วยทหารรับจ้างเดินไปที่ขอบเตียงเตา เขาถอดถุงมือหนังออกแล้วลูบไปบนฟางที่แทบไม่มีความร้อน ก่อนจะหันมามองหนิงเจ๋อ "นี่แกทำอะไร? พยายามใช้ความร้อนจากร่างกายทำให้ที่นอนอุ่น เพื่อสร้างภาพว่าพวกแกนอนอยู่บ้านตลอดงั้นเหรอ?"

"ผู้กอง! ท่านเข้าใจผิดแล้ว ที่ผมถอดเสื้อผ้าเพราะเพิ่งฉี่ราดกางเกง เลยกะจะถอดมาย่างไฟให้แห้ง!" หนิงเจ๋อคุกเข่าอยู่บนพื้น พยายามข่มความปวดหนึบที่ศีรษะพลางชี้ไปที่เสื้อผ้าบนเตียง "ผมมีโรคประจำตัว ถ้าอาการกำเริบผมจะหมดสติและควบคุมตัวเองไม่ได้ เรื่องนี้เพื่อนบ้านเป็นพยานให้ผมได้ทุกคน!"

"สวบ!"

ทหารรับจ้างลองสัมผัสกางเกงที่เปียกชุ่มไปด้วยปัสสาวะ แล้วถามต่อ "คืนนี้พวกแกไปไหนมา?"

"ผมไม่ได้ไปไหน อยู่บ้านตลอด!" หนิงเจ๋อตอบกลับทันควันโดยไม่ลังเล

"มันโกหก! คืนนี้มันไม่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้!" เสียงหนึ่งดังมาจากนอกประตู ก่อนที่ผู้อพยพเนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่งจะเดินเข้ามาในห้อง เขาค้อมตัวประจบประแจงหัวหน้าหน่วยทหารรับจ้าง "ผู้กอง! เมื่อกี้ตอนผมได้รับแจ้ง ผมเดินตรวจรอบสวนแล้ว พบว่าบ้านของพวกมันว่างเปล่า ผมเลยรีบไปรายงานพวกท่านทันที! ไอ้เด็กนี่มันโกหก!"

"หูจื้อต๋า! แกมัน...!" หลินสวินได้ยินคำพูดของชายวัยกลางคนก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเตรียมจะลุกขึ้น แต่ถูกทหารรับจ้างใช้รองเท้าบูทเตะจนล้มลงอีกครั้ง

วินาทีที่เห็นชายคนนี้ปรากฏตัว หนิงเจ๋อก็รู้สึกถึงความสิ้นหวังที่จู่โจมเข้ามา ดูท่าคืนนี้เขาคงหนีไม่พ้นเงื้อมมือมัจจุราช

"ยังมีอะไรจะพูดอีกไหม?" หัวหน้าหน่วยจ้องหนิงเจ๋อแล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"ผมถูกใส่ร้าย! คืนนี้ผมอยู่บ้านตลอด ไม่เคยไปไหน! ไอ้คนนี้มันมีเรื่องบาดหมางกับผม มันกำลังหาเรื่องแกล้งผม!" หนิงเจ๋อเถียงสุดใจ แม้จะรู้ดีว่าคำแก้ตัวของเขามันช่างเบาหวิวเหลือเกิน

"จะถูกใส่ร้ายหรือไม่ แกไม่มีสิทธิ์ตัดสิน! ลากตัวมันไป!" หัวหน้าหน่วยดีดนิ้วส่งสัญญาณ หนิงเจ๋อและหลินสวินจึงถูกปืนจ่อหัวและคุมตัวออกจากห้อง

เมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของกระบอกปืนที่จ่อท้ายทอย หนิงเจ๋อเหลือบมองไปที่แผ่นกระเบื้องตรงกำแพงสวน เขาซ่อนมีดกระดูกหัก ๆ ไว้ใต้แผ่นนั้น หากพวกมันจะคุมตัวเขาออกจากสวน เขาต้องผ่านจุดนั้นแน่นอน

เดิมพันด้วยชีวิต เพื่อดิ้นรนหาทางรอด คือหนทางเดียวที่เหลืออยู่

แม้ความหวังจะริบหรี่เต็มที

"ฮ่าๆๆ! หนิงเจ๋อ! แกเองก็คงนึกไม่ถึงล่ะสิว่าจะมีวันนี้?" หูจื้อต๋ามองสภาพล่อนจามอันน่าสมเพชของหนิงเจ๋อแล้วแสยะยิ้มอย่างคนเสียสติ

"แกอย่าเพิ่งดีใจไป!" หนิงเจ๋อสบตากับหูจื้อต๋าด้วยความโกรธแค้น

หูจื้อต๋าคนนี้คือ "เป่าจ่าง" หรือหัวหน้าเขตดูแลผู้อพยพในละแวกนี้ และเป็นตำแหน่งเดียวในชนชั้นผู้อพยพที่ป้อมปราการให้การยอมรับ

ป้อมปราการหมายเลข 87 มีขนาดใหญ่มาก มีประตูทางออกสู่โลกภายนอกกว่าหกสิบจุด หากจะเดินเท้าเลาะตามกำแพงจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งอาจต้องใช้เวลาทั้งวัน

ดังนั้น คนที่ต้องการเข้าเมืองไปทำงานจึงต้องเลือกประตูที่ใกล้ที่สุด ซึ่งประตูแถวที่พักของหนิงเจ๋อนั้นอยู่ใกล้กับโรงงานผลิตน้ำ สวัสดิการของคนงานที่นี่จึงดีกว่าแคมป์ผู้อพยพจุดอื่นเล็กน้อย

แน่นอนว่า "ดีกว่า" ในที่นี้หมายถึงคนงานอาจจะแอบดื่มน้ำได้บ้าง หรือแม้แต่เสี่ยงโดนโทษแขวนคอเพื่อขโมยน้ำออกมาขาย

รอบป้อมปราการหมายเลข 87 มีแต่ทะเลทราย ทรัพยากรน้ำจึงล้ำค่ายิ่งกว่าทอง

ในสภาพแบบนี้ ใคร ๆ ก็อยากมาทำงานที่โรงงานน้ำ คนที่อยู่ใกล้ประตูเมืองจึงไม่อยากให้คนนอกเข้ามาแย่งชิง เพราะคนนอกที่เพิ่มมาหนึ่งคน หมายถึงโอกาสทำงานที่ลดลงของคนในพื้นที่

หลังจากการปะทะกันหลายครั้ง คนนอกถูกผู้อพยพแถวประตูเมืองฆ่าตายไปนับร้อย จนคนท้องถิ่นเริ่มชูสโลแกนว่า "น้ำดีไม่ไหลไปนาคนอื่น"

ทั้งที่ความจริงแล้วไม่มีใครมีนากันสักคน

ด้วยเหตุที่มีการนองเลือดในหมู่ผู้อพยพไม่หยุดหย่อน ศูนย์จัดการของป้อมปราการหมายเลข 87 จึงจำเป็นต้องตั้งกฎ เลือก "เป่าจ่าง" ขึ้นมาหนึ่งคนเพื่อดูแลผู้อพยพหนึ่งร้อยครัวเรือน รับหน้าที่จัดสรรแรงงานเข้าโรงงานตามที่กำหนด ป้อมปราการทำแบบนี้ไม่ใช่เพื่อคุ้มครองผู้อพยพ แต่เพราะกลัวจะกระทบต่อการผลิตในโรงงาน

ป้อมปราการใช้เพียงเงื่อนไขพื้นฐานที่แทบจะเลี้ยงปากท้องไม่ได้ ผูกมัดผู้อพยพนับแสนคนให้ยอมถวายแรงงานทั้งวันทั้งคืน โดยที่ผู้อพยพเหล่านี้ไม่เคยเคียดแค้นป้อมปราการเลย แต่กลับเข่นฆ่าพวกเดียวกันเองเพียงเพื่อรักษาเศษเสี้ยวผลประโยชน์อันน่าสมเพชนั้นไว้

ไม่มีใครรู้สึกว่านี่คือความอัปยศของยุคสมัย เพราะโลกที่เป็นอยู่ตั้งแต่พวกเขาเกิดมาก็เป็นเช่นนี้ ในเมื่อไม่เคยเห็นยอดเขา พวกเขาก็ย่อมไม่รังเกียจที่จะจมปลักอยู่ที่ก้นบึ้ง

ตามหลักแล้ว หนิงเจ๋อที่เป็นพรานป่าไม่เคยแยแสโอกาสเข้าเมืองไปเป็นแรงงานทาส เขาไม่มีเหตุผลที่จะต้องขัดแย้งกับหูจื้อต๋า แต่ความจริงแล้ว หูจื้อต๋ากลับเกลียดเขาเข้าไส้

ริษยาในสิ่งที่คนอื่นมี และซ้ำเติมในสิ่งที่คนอื่นขาด อาจเป็นหนึ่งในกมลสันดานที่สลัดทิ้งยากที่สุดของมนุษย์

หนิงเจ๋อไม่ใช่คนชอบระรานใคร และไม่เคยทำร้ายใครก่อน แต่ในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายเช่นนี้ คนแข็งแกร่งที่สามารถทำให้อิ่มท้องและดูน่าเกรงขามอย่างเขาย่อมดึงดูดความอิจฉาและเกลียดชังได้มากเกินพอ หลายปีมานี้เขาไม่รู้ว่าต้องฆ่าพวกผู้อพยพที่จ้องจะชิงเหยื่อของเขาไปเท่าไหร่แล้ว

และลูกชายของหูจื้อต๋าก็คือหนึ่งในนั้น

"บ้านที่มีของกิน ต้องสลับกันเฝ้ายาม" นี่คือกฎที่หนิงเจ๋อตั้งไว้

บนดินแดนรกร้าง เรื่องที่พรานป่ากลับจากการล่าแล้วถูกแทงตายคาที่นอนเพื่อชิงเหยื่อไปนั้นเกิดขึ้นบ่อยจนเป็นเรื่องปกติ

เมื่อครึ่งปีก่อน ในคืนที่มืดมิด ลูกชายของหูจื้อต๋าได้กลิ่นเนื้อย่างจากบ้านหนิงเจ๋อ จึงลอบเข้ามาหมายจะฆ่าชิงทรัพย์ แต่กลับถูกหนิงเจ๋อที่เฝ้ายามอยู่ฆ่าตายเสียเอง

หนิงเจ๋อขึ้นชื่อเรื่องความโหดในย่านนี้ หูจื้อต๋าจึงไม่กล้าไปล้างแค้นตรง ๆ

แต่ความแค้นจากการสูญเสียลูกชาย ทำให้ทั้งคู่กลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันตั้งแต่นั้นมา!

รอมาครึ่งปี ในที่สุดเขาก็สบโอกาสล้างแค้น!

เพียงไม่กี่วินาที หนิงเจ๋อก็ถูกลากมาถึงริมกำแพง เขามองแผ่นกระเบื้องที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งเขม็ง เตรียมจะระเบิดพลังสู้ตาย

"ผู้กอง! เดี๋ยวก่อน! ผมมีเรื่องจะพูด!" ก่อนที่หนิงเจ๋อจะลงมือเพียงเสี้ยววินาที ชายสกปรกที่ไร้ขาทั้งสองข้างก็ตะเกียกตะกายคลานออกมาจากซอยแคบด้านหน้า เขาหมอบลงบนพื้นที่มีแต่สิ่งปฏิกูลแห้งกรังพลางเงยหน้ามองหัวหน้าหน่วยทหารรับจ้าง "ผมช่วยยืนยันให้หนิงเจ๋อได้ เขาถูกใส่ร้าย!"

จบบทที่ บทที่ 7 ใส่ร้ายป้ายสี

คัดลอกลิงก์แล้ว