- หน้าแรก
- พยัคฆ์ทมิฬแห่งแดนรกร้าง
- บทที่ 7 ใส่ร้ายป้ายสี
บทที่ 7 ใส่ร้ายป้ายสี
บทที่ 7 ใส่ร้ายป้ายสี
บทที่ 7 ใส่ร้ายป้ายสี
เพราะไม้เป็นของหายาก บ้านส่วนใหญ่ในชุมชนตลาดจึงไม่มีประตู บ้านของหนิงเจ๋อก็เช่นกัน มีเพียงผ้าห่มเก่าขาด ๆ ห่อด้วยแผ่นพลาสติกแขวนไว้เพื่อกันลมหนาว
ในโลกเก่า พลาสติกถูกเรียกว่า "มลพิษสีขาว" แต่บนดินแดนรกร้าง วัสดุที่ย่อยสลายยากและหลงเหลืออยู่มหาศาลเหล่านี้กลับกลายเป็นทรัพยากรที่ใช้งานได้จริงที่สุด
"พรึ่บ!"
ม่านหน้าบ้านดินถูกเลิกขึ้นอย่างรุนแรง ทหารรับจ้างพร้อมอาวุธครบมือพุ่งพรวดเข้ามาในห้อง ภายใต้แสงไฟจากไฟฉาย ทหารรับจ้างในหน้ากากกันพิษดูดุร้ายและน่าสยดสยอง
"เฮ้ย! พวกแกจะทำอะไร?" หลินสวินที่กำลังจะจุดเตาถ่านถึงกับตาเหลือกด้วยความตกใจ
"อย่าพล่าม! หมอบลงกับพื้นให้หมด!" ปลายกระบอกปืนหลายกระบอกจ่อมาที่ทั้งคู่ หนิงเจ๋อที่นอนอยู่บนเตียงเตาถูกพานท้ายปืนฟาดเข้าอย่างจัง ก่อนจะถูกลากตัวออกมาที่ห้องโถงเล็ก ๆ
"ตึก ตึก!"
หัวหน้าหน่วยทหารรับจ้างเดินไปที่ขอบเตียงเตา เขาถอดถุงมือหนังออกแล้วลูบไปบนฟางที่แทบไม่มีความร้อน ก่อนจะหันมามองหนิงเจ๋อ "นี่แกทำอะไร? พยายามใช้ความร้อนจากร่างกายทำให้ที่นอนอุ่น เพื่อสร้างภาพว่าพวกแกนอนอยู่บ้านตลอดงั้นเหรอ?"
"ผู้กอง! ท่านเข้าใจผิดแล้ว ที่ผมถอดเสื้อผ้าเพราะเพิ่งฉี่ราดกางเกง เลยกะจะถอดมาย่างไฟให้แห้ง!" หนิงเจ๋อคุกเข่าอยู่บนพื้น พยายามข่มความปวดหนึบที่ศีรษะพลางชี้ไปที่เสื้อผ้าบนเตียง "ผมมีโรคประจำตัว ถ้าอาการกำเริบผมจะหมดสติและควบคุมตัวเองไม่ได้ เรื่องนี้เพื่อนบ้านเป็นพยานให้ผมได้ทุกคน!"
"สวบ!"
ทหารรับจ้างลองสัมผัสกางเกงที่เปียกชุ่มไปด้วยปัสสาวะ แล้วถามต่อ "คืนนี้พวกแกไปไหนมา?"
"ผมไม่ได้ไปไหน อยู่บ้านตลอด!" หนิงเจ๋อตอบกลับทันควันโดยไม่ลังเล
"มันโกหก! คืนนี้มันไม่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้!" เสียงหนึ่งดังมาจากนอกประตู ก่อนที่ผู้อพยพเนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่งจะเดินเข้ามาในห้อง เขาค้อมตัวประจบประแจงหัวหน้าหน่วยทหารรับจ้าง "ผู้กอง! เมื่อกี้ตอนผมได้รับแจ้ง ผมเดินตรวจรอบสวนแล้ว พบว่าบ้านของพวกมันว่างเปล่า ผมเลยรีบไปรายงานพวกท่านทันที! ไอ้เด็กนี่มันโกหก!"
"หูจื้อต๋า! แกมัน...!" หลินสวินได้ยินคำพูดของชายวัยกลางคนก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเตรียมจะลุกขึ้น แต่ถูกทหารรับจ้างใช้รองเท้าบูทเตะจนล้มลงอีกครั้ง
วินาทีที่เห็นชายคนนี้ปรากฏตัว หนิงเจ๋อก็รู้สึกถึงความสิ้นหวังที่จู่โจมเข้ามา ดูท่าคืนนี้เขาคงหนีไม่พ้นเงื้อมมือมัจจุราช
"ยังมีอะไรจะพูดอีกไหม?" หัวหน้าหน่วยจ้องหนิงเจ๋อแล้วถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ผมถูกใส่ร้าย! คืนนี้ผมอยู่บ้านตลอด ไม่เคยไปไหน! ไอ้คนนี้มันมีเรื่องบาดหมางกับผม มันกำลังหาเรื่องแกล้งผม!" หนิงเจ๋อเถียงสุดใจ แม้จะรู้ดีว่าคำแก้ตัวของเขามันช่างเบาหวิวเหลือเกิน
"จะถูกใส่ร้ายหรือไม่ แกไม่มีสิทธิ์ตัดสิน! ลากตัวมันไป!" หัวหน้าหน่วยดีดนิ้วส่งสัญญาณ หนิงเจ๋อและหลินสวินจึงถูกปืนจ่อหัวและคุมตัวออกจากห้อง
เมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของกระบอกปืนที่จ่อท้ายทอย หนิงเจ๋อเหลือบมองไปที่แผ่นกระเบื้องตรงกำแพงสวน เขาซ่อนมีดกระดูกหัก ๆ ไว้ใต้แผ่นนั้น หากพวกมันจะคุมตัวเขาออกจากสวน เขาต้องผ่านจุดนั้นแน่นอน
เดิมพันด้วยชีวิต เพื่อดิ้นรนหาทางรอด คือหนทางเดียวที่เหลืออยู่
แม้ความหวังจะริบหรี่เต็มที
"ฮ่าๆๆ! หนิงเจ๋อ! แกเองก็คงนึกไม่ถึงล่ะสิว่าจะมีวันนี้?" หูจื้อต๋ามองสภาพล่อนจามอันน่าสมเพชของหนิงเจ๋อแล้วแสยะยิ้มอย่างคนเสียสติ
"แกอย่าเพิ่งดีใจไป!" หนิงเจ๋อสบตากับหูจื้อต๋าด้วยความโกรธแค้น
หูจื้อต๋าคนนี้คือ "เป่าจ่าง" หรือหัวหน้าเขตดูแลผู้อพยพในละแวกนี้ และเป็นตำแหน่งเดียวในชนชั้นผู้อพยพที่ป้อมปราการให้การยอมรับ
ป้อมปราการหมายเลข 87 มีขนาดใหญ่มาก มีประตูทางออกสู่โลกภายนอกกว่าหกสิบจุด หากจะเดินเท้าเลาะตามกำแพงจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งอาจต้องใช้เวลาทั้งวัน
ดังนั้น คนที่ต้องการเข้าเมืองไปทำงานจึงต้องเลือกประตูที่ใกล้ที่สุด ซึ่งประตูแถวที่พักของหนิงเจ๋อนั้นอยู่ใกล้กับโรงงานผลิตน้ำ สวัสดิการของคนงานที่นี่จึงดีกว่าแคมป์ผู้อพยพจุดอื่นเล็กน้อย
แน่นอนว่า "ดีกว่า" ในที่นี้หมายถึงคนงานอาจจะแอบดื่มน้ำได้บ้าง หรือแม้แต่เสี่ยงโดนโทษแขวนคอเพื่อขโมยน้ำออกมาขาย
รอบป้อมปราการหมายเลข 87 มีแต่ทะเลทราย ทรัพยากรน้ำจึงล้ำค่ายิ่งกว่าทอง
ในสภาพแบบนี้ ใคร ๆ ก็อยากมาทำงานที่โรงงานน้ำ คนที่อยู่ใกล้ประตูเมืองจึงไม่อยากให้คนนอกเข้ามาแย่งชิง เพราะคนนอกที่เพิ่มมาหนึ่งคน หมายถึงโอกาสทำงานที่ลดลงของคนในพื้นที่
หลังจากการปะทะกันหลายครั้ง คนนอกถูกผู้อพยพแถวประตูเมืองฆ่าตายไปนับร้อย จนคนท้องถิ่นเริ่มชูสโลแกนว่า "น้ำดีไม่ไหลไปนาคนอื่น"
ทั้งที่ความจริงแล้วไม่มีใครมีนากันสักคน
ด้วยเหตุที่มีการนองเลือดในหมู่ผู้อพยพไม่หยุดหย่อน ศูนย์จัดการของป้อมปราการหมายเลข 87 จึงจำเป็นต้องตั้งกฎ เลือก "เป่าจ่าง" ขึ้นมาหนึ่งคนเพื่อดูแลผู้อพยพหนึ่งร้อยครัวเรือน รับหน้าที่จัดสรรแรงงานเข้าโรงงานตามที่กำหนด ป้อมปราการทำแบบนี้ไม่ใช่เพื่อคุ้มครองผู้อพยพ แต่เพราะกลัวจะกระทบต่อการผลิตในโรงงาน
ป้อมปราการใช้เพียงเงื่อนไขพื้นฐานที่แทบจะเลี้ยงปากท้องไม่ได้ ผูกมัดผู้อพยพนับแสนคนให้ยอมถวายแรงงานทั้งวันทั้งคืน โดยที่ผู้อพยพเหล่านี้ไม่เคยเคียดแค้นป้อมปราการเลย แต่กลับเข่นฆ่าพวกเดียวกันเองเพียงเพื่อรักษาเศษเสี้ยวผลประโยชน์อันน่าสมเพชนั้นไว้
ไม่มีใครรู้สึกว่านี่คือความอัปยศของยุคสมัย เพราะโลกที่เป็นอยู่ตั้งแต่พวกเขาเกิดมาก็เป็นเช่นนี้ ในเมื่อไม่เคยเห็นยอดเขา พวกเขาก็ย่อมไม่รังเกียจที่จะจมปลักอยู่ที่ก้นบึ้ง
ตามหลักแล้ว หนิงเจ๋อที่เป็นพรานป่าไม่เคยแยแสโอกาสเข้าเมืองไปเป็นแรงงานทาส เขาไม่มีเหตุผลที่จะต้องขัดแย้งกับหูจื้อต๋า แต่ความจริงแล้ว หูจื้อต๋ากลับเกลียดเขาเข้าไส้
ริษยาในสิ่งที่คนอื่นมี และซ้ำเติมในสิ่งที่คนอื่นขาด อาจเป็นหนึ่งในกมลสันดานที่สลัดทิ้งยากที่สุดของมนุษย์
หนิงเจ๋อไม่ใช่คนชอบระรานใคร และไม่เคยทำร้ายใครก่อน แต่ในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายเช่นนี้ คนแข็งแกร่งที่สามารถทำให้อิ่มท้องและดูน่าเกรงขามอย่างเขาย่อมดึงดูดความอิจฉาและเกลียดชังได้มากเกินพอ หลายปีมานี้เขาไม่รู้ว่าต้องฆ่าพวกผู้อพยพที่จ้องจะชิงเหยื่อของเขาไปเท่าไหร่แล้ว
และลูกชายของหูจื้อต๋าก็คือหนึ่งในนั้น
"บ้านที่มีของกิน ต้องสลับกันเฝ้ายาม" นี่คือกฎที่หนิงเจ๋อตั้งไว้
บนดินแดนรกร้าง เรื่องที่พรานป่ากลับจากการล่าแล้วถูกแทงตายคาที่นอนเพื่อชิงเหยื่อไปนั้นเกิดขึ้นบ่อยจนเป็นเรื่องปกติ
เมื่อครึ่งปีก่อน ในคืนที่มืดมิด ลูกชายของหูจื้อต๋าได้กลิ่นเนื้อย่างจากบ้านหนิงเจ๋อ จึงลอบเข้ามาหมายจะฆ่าชิงทรัพย์ แต่กลับถูกหนิงเจ๋อที่เฝ้ายามอยู่ฆ่าตายเสียเอง
หนิงเจ๋อขึ้นชื่อเรื่องความโหดในย่านนี้ หูจื้อต๋าจึงไม่กล้าไปล้างแค้นตรง ๆ
แต่ความแค้นจากการสูญเสียลูกชาย ทำให้ทั้งคู่กลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันตั้งแต่นั้นมา!
รอมาครึ่งปี ในที่สุดเขาก็สบโอกาสล้างแค้น!
เพียงไม่กี่วินาที หนิงเจ๋อก็ถูกลากมาถึงริมกำแพง เขามองแผ่นกระเบื้องที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งเขม็ง เตรียมจะระเบิดพลังสู้ตาย
"ผู้กอง! เดี๋ยวก่อน! ผมมีเรื่องจะพูด!" ก่อนที่หนิงเจ๋อจะลงมือเพียงเสี้ยววินาที ชายสกปรกที่ไร้ขาทั้งสองข้างก็ตะเกียกตะกายคลานออกมาจากซอยแคบด้านหน้า เขาหมอบลงบนพื้นที่มีแต่สิ่งปฏิกูลแห้งกรังพลางเงยหน้ามองหัวหน้าหน่วยทหารรับจ้าง "ผมช่วยยืนยันให้หนิงเจ๋อได้ เขาถูกใส่ร้าย!"