- หน้าแรก
- ฝืนชะตาฟ้า ข้าคือผู้ถูกลืม
- บทที่ 28 - อาถรรพ์
บทที่ 28 - อาถรรพ์
บทที่ 28 - อาถรรพ์
บทที่ 28 - อาถรรพ์
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ที่แท้ก่อนเกิดเรื่องกับสำนักหอคอยกระบี่ จงซินได้รับคำสั่งจากอาจารย์ ซือหม่า เจี้ยนอี ให้ไปร่วมงานประลองที่วังเมฆา และการตัดสินใจครั้งนั้นเองที่ทำให้จงซินรอดชีวิตมาได้ ทั้งยังเป็นการรักษาเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงหนึ่งเดียวของสำนักหอคอยกระบี่เอาไว้
สำนักหอคอยกระบี่ถูกฆ่าล้างสำนักในชั่วข้ามคืน เรื่องนี้สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหล้า การที่วังเมฆาส่งกง ซ่างอวี่และคณะมาในครั้งนี้ก็เพื่อจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ ในวันที่จงซินได้ทราบข่าว เขาแทบจะเป็นลมล้มพับ ตามคำบอกเล่าของเขา สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวให้เขามีชีวิตอยู่ต่อในตอนนี้คือการแก้แค้น สืบหาตัวฆาตกร แล้วจัดการสังหารมันด้วยมือของตนเอง!
ม่อ เฉินเจ๋อที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ มาตลอด ในที่สุดก็เอ่ยถามขึ้นว่า "ศิษย์พี่ ตอนท่านอยู่บนเขา ท่านเคยเจอมดยักษ์สีเลือดบ้างหรือไม่"
ทั้งสี่คนได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที นึกถึงความสยดสยองเมื่อคืน ฝันร้ายก็จู่โจมเข้ามาในจิตใจ แม้แต่หง เชี่ยนเสวี่ยที่เย็นชาดุจน้ำแข็งมาตลอด ก็ยังอดขมวดคิ้วไม่ได้
กง ซ่างอวี่อาวุโสกว่าใครเพื่อน ชั่วพริบตาก็ปรับอารมณ์ให้สงบลงได้ กล่าวเรียบๆ ว่า "ที่แท้มดแดงพวกนั้นเรียกว่ามดยักษ์สีเลือด ดีจริงๆ พวกข้าแม้จะพบเจอ แต่โชคดีที่เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี ไม่ได้รับอันตรายใดๆ"
ทั้งสามคนได้ยินกง ซ่างอวี่พูดอย่างสบายใจเช่นนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไป น้ำเสียงของตู้เจี๋ยดูตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "อ้อ มดยักษ์สีเลือดแห่งภูเขากระบี่มีนิสัยโหดเหี้ยม มดยักษ์ผ่านที่ใด กระดูกกองเป็นภูเขา เดรัจฉานพวกนั้นดุร้ายทารุณ รับมือยากยิ่งนัก"
กง ซ่างอวี่ฉลาดเฉลียวปานใด ฟังเพียงนิดเดียวก็รู้ว่าทั้งสามคนนี้คงจะปะทะกับมดยักษ์สีเลือดมาแล้วเช่นกัน เขาความคิดแล่นเร็ว แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะยาวๆ จากหลง เซี่ยวเทียนที่เดินมาจากด้านหลัง หลง เซี่ยวเทียนยิ้มให้ตู้เจี๋ยแล้วกล่าวว่า "ท่านอาจารย์ตู้เจี๋ย พูดเช่นนี้แสดงว่าพวกท่านก็เคยปะทะกับมดยักษ์สีเลือดพวกนั้นมาแล้วหรือ"
ตู้เจี๋ยพยักหน้า ยอมรับอย่างไม่ปิดบัง "ใช่แล้ว มดยักษ์พวกนั้นมีจำนวนมากเกินไป พวกอาตมาทำได้เพียงถอยหนี"
หลง เซี่ยวเทียนร้อง "อา" ออกมาคำหนึ่ง ถอนหายใจอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก "ไม่ปิดบังทุกท่าน เมื่อคืนพวกข้าก็เจอมดพวกนั้นเหมือนกัน เดิมทีคิดจะกำจัดภัยให้ชาวบ้าน นึกไม่ถึงว่าพวกข้าฆ่าพวกมันจนล้มตายระเนระนาด แต่ฆ่าเท่าไหร่ก็ไม่หมด สุดท้ายทำได้แค่ไล่พวกสัตว์ร้ายนั่นกลับเข้าป่าไป พูดไปแล้วก็น่าละอาย น่าละอายยิ่งนัก"
ทุกคนหน้าเปลี่ยนสี จงซินที่ยืนอยู่ข้างๆ เผยสีหน้าเลื่อมใสศรัทธา ก้าวออกมาข้างหน้า แล้วกล่าวอย่างนอบน้อมขึ้นมากว่า "วังเมฆามีวิชาอาคมล้ำเลิศนับหมื่น จงซินรู้สึกละอายใจที่มิอาจเทียบได้ มดยักษ์พวกนั้นนิสัยชั่วร้าย พี่น้องศิษย์สำนักหอคอยกระบี่ของข้าถูกพวกเดรัจฉานนั่นกัดกินจนหมดสิ้น ตอนที่ข้าเร่งกลับมาถึงหอคอยกระบี่ ก็เจอแต่กระดูกขาวโพลน ไม่เหลือร่องรอยใดๆ ให้สืบหา วันนี้ได้ยอดฝีมือจากวังเมฆามาช่วย จะต้องหาเบาะแสพบแน่ เพื่อปลอบประโลมดวงวิญญาณวีรชนแห่งหอคอยกระบี่"
กง ซ่างอวี่ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น เพียงแต่สายตากวาดมองสีหน้าท่าทางของทุกคนครู่หนึ่ง แล้วยิ้มกว้างกล่าวว่า "ศิษย์น้องจงซินวางใจเถิด วังเมฆาของข้าจะต้องสืบเรื่องนี้ให้กระจ่าง จะไม่ทำให้พวกท่านผิดหวังแน่นอน"
การทักทายปราศรัยของพวกเขาดูเหมือนจะไม่มีผลต่อหง เชี่ยนเสวี่ยเลยสักนิด หง เชี่ยนเสวี่ยปรายตามองทุกคน ไม่พูดจา แต่ไม่รู้ทำไมสายตาถึงได้กวาดผ่านใบหน้าของลู่ อี้ฟานแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินเลี่ยงไปอีกทางตามลำพัง
ลู่ อี้ฟานถูกนางมอง หัวใจก็พลันเย็นวาบ ความรู้สึกที่บอกไม่ถูกผุดขึ้นในใจ
เห็นว่าฟ้าเริ่มมืดแล้ว ตู้เจี๋ยจึงเสนอว่า "วันนี้ฟ้ามืดแล้ว พวกเราหาที่พักแรมกันก่อนเถิด รอพรุ่งนี้เช้าค่อยขึ้นเขาไปตรวจสอบ"
เมื่อถึงเวลานี้ ทุกคนย่อมไม่ขัดข้อง ดังนั้นตู้เจี๋ยจึงนำทาง ทุกคนขี่กระบี่ตามเขาไป มายังจุดที่เงียบสงบแห่งหนึ่งในภูเขากระบี่ ที่น่าประหลาดใจคือสถานที่เงียบสงบแห่งนี้กลับมีแอ่งน้ำใสสะอาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการพอดี ทุกคนจึงล้างหน้าล้างตาที่ริมน้ำ และหามุมสงบเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะกลับมารวมตัวกัน
หง เชี่ยนเสวี่ยเป็นสตรี ไม่ค่อยสะดวกนัก สถานที่เปลี่ยนเสื้อผ้าก็หาที่ไกลที่สุด ดังนั้นนางจึงเดินออกมาเป็นคนสุดท้าย ทุกคนมองไป ก็เห็นนางหลังจากล้างหน้าหวีผมแล้ว ใบหน้าเปล่งปลั่ง เดิมทีก็งดงามหมดจดอยู่แล้ว กลับดูมีเสน่ห์เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน ทำเอาทุกคนตาเป็นประกาย แม้แต่ตู้เจี๋ยผู้ละทางโลกยังอดมองนางไม่ได้
ทั้งเจ็ดคนนั่งล้อมวงกันในฐานะสำนักฝ่ายธรรมะ เริ่มสนทนากัน ลู่ อี้ฟานและคนอื่นๆ ได้รู้จากปากของจงซินว่า มดยักษ์สีเลือดในภูเขากระบี่นั้นเป็นของขึ้นชื่อของที่นี่ ว่ากันว่าได้รับผลกระทบจาก 'ผนึกสวรรค์' ในมหาสงครามเมื่อพันปีก่อน ไม่รู้ทำไมพวกมันถึงกลายพันธุ์ เติบโตขึ้น และดุร้ายป่าเถื่อน ชอบกินเนื้อเป็นอาหาร หลายปีมานี้ศิษย์สำนักหอคอยกระบี่พยายามกำจัดมดยักษ์พวกนี้มาโดยตลอด แต่อนิจจาความสามารถในการขยายพันธุ์ของพวกมันช่างแข็งแกร่งนัก จึงไม่ค่อยได้ผลเท่าใด ยิ่งพอเกิดเรื่องกับสำนักหอคอยกระบี่ มดยักษ์พวกนั้นก็ยิ่งกำเริบเสิบสาน จำนวนก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เพียงแต่มดยักษ์พวกนี้ดูเหมือนจะกลัวแสงแดด จึงออกหากินเฉพาะเวลากลางคืน กลางวันจะพักอาศัยอยู่ในถ้ำมดที่ภูเขากระบี่ เมื่อคืนคนของวังเมฆาบังเอิญไปเจอเข้าพอดี หากขึ้นเขาตอนกลางวัน ก็คงปลอดภัยไร้กังวล
ได้ฟังดังนั้น ทุกคนต่างขมวดคิ้ว นึกไม่ถึงว่าผลกระทบจากสงครามเมื่อพันปีก่อนจะยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้
ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้น กง ซ่างอวี่เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงโค้งตัวถามจงซินและตู้เจี๋ยว่า "เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ศิษย์วังเมฆาของข้า ศิษย์น้องเฟิง อี้เฉิน ได้ล่วงหน้ามาที่นี่ก่อน ไม่ทราบว่าพวกท่านพบเห็นหรือไม่"
ตู้เจี๋ยส่ายหน้า กล่าวว่า "อาตมาอยู่กับม่อ เฉินเจ๋อ และจงซิน ไม่เคยพบเห็นศิษย์พี่เฟิงเลย"
กง ซ่างอวี่ขมวดคิ้ว นิ่งเงียบไป
วันรุ่งขึ้น อาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า ลู่ อี้ฟานและพวกรวมเจ็ดคนก็ตามการนำของจงซินมุ่งหน้าสู่ที่ตั้งของสำนักหอคอยกระบี่ แต่เห็นภูเขากระบี่ยามนี้เต็มไปด้วยความแห้งแล้ง ทรายและหินปลิวว่อน ภูเขาใหญ่โตขนาดนี้ กลับไม่ได้ยินแม้แต่เสียงนกร้องธรรมดาๆ เกรงว่าสิ่งมีชีวิตบนภูเขากระบี่คงถูกพวกมดยักษ์จับกินจนเกลี้ยงแล้วกระมัง
ไม่ถึงสองชั่วยาม ทุกคนก็มาถึงสำนักหอคอยกระบี่ภายใต้การนำของจงซิน
สำนักหอคอยกระบี่ตั้งอยู่บนไหล่เขา มีพื้นที่กว้างขวาง มองไกลๆ เหมือนหอคอยลอยฟ้า สร้างอยู่กลางอากาศ หากมองให้ละเอียด ถึงจะสังเกตเห็นว่าในที่ลับตามีบันไดหินสีเขียวทอดตัวคดเคี้ยว เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ ดูเขียวขจีสมกับเป็นเขาโบราณ มองขึ้นไป เมฆขาวลอยล่อง ตึกรามบ้านช่องงดงามราวหยก เหมือนหอคอยบนยอดเขา แดนสวรรค์วิมานฟ้า
ทุกคนมองสำนักหอคอยกระบี่ ในใจรู้สึกสะเทือนใจยิ่งนัก
จงซินมองดูทุกคน หันกลับมาฝืนยิ้มกล่าวว่า "หอคอยกระบี่เป็นเพียงสถานที่เล็กๆ ขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาเยือน พวกเราขึ้นไปกันเถิด"
ทุกคนนิ่งเงียบ ตู้เจี๋ยพยักหน้ากล่าวว่า "ถูกต้อง หวังว่าพวกเราจะหาเบาะแสพบ หาตัวคนร้ายเจอ ล้างแค้นให้หอคอยกระบี่ได้"
เดินขึ้นไปตามบันได ยิ่งสูง ไอเย็นยะเยือกก็ยิ่งรุนแรง ความรู้สึกหนาวเหน็บทำให้ทุกคนเผลอกำอาวุธในมือแน่น ตู้เจี๋ยที่เดินอยู่ข้างหน้าดูเหมือนจะจงใจขยับเข้ามาใกล้ลู่ อี้ฟาน ลู่ อี้ฟานรู้สึกได้ จึงยิ้มให้เขา ตู้เจี๋ยยิ้มตอบ พลางกระซิบว่า "ศิษย์น้องลู่ หนทางข้างหน้าอันตราย เจ้าตามหลังอาตมาไว้"
ลู่ อี้ฟานชะงัก ตู้เจี๋ยเดินนำไปข้างหน้าแล้ว ชั่วขณะนั้นเขาก็คิดอะไรไม่ทัน มองเห็นทุกคนกำลังเร่งฝีเท้า ก็รีบตามขึ้นไป
ในที่สุด ทุกคนก็มาถึงหน้าประตูสำนักหอคอยกระบี่
เบื้องหน้า ตัวอักษรสามตัว 'สำนักหอคอยกระบี่' ดูร่วงโรยและเย็นชา ตัวอักษรสีทองบนป้ายหลุดลอกไปไม่น้อย ประตูใหญ่เปิดอ้าซ่า บนบันไดมีคราบเลือดจางๆ อยู่บ้าง สำนักหอคอยกระบี่ทั้งสำนักเงียบเชียบไร้เสียง ยามนี้เกรงว่าแค่เข็มตกเล่มเดียว ก็คงดังราวกับฟ้าผ่า ทุกคนมองความเสื่อมโทรมตรงหน้า ในใจรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาทันที
จงซินเดินนำเข้าไปในสำนักหอคอยกระบี่เป็นคนแรก ทุกคนตามเข้าไปติดๆ
ยามนี้สำนักหอคอยกระบี่เปรียบเสมือนเมืองผี ทุกหนแห่งวังเวงน่ากลัว สำนักหอคอยกระบี่อันกว้างใหญ่ นอกจากพวกเขาทั้งเจ็ดแล้ว ไม่มีเสียงอื่นใดอีก จงซินคุ้นเคยทางดี แนะนำอาคารสถานที่ต่างๆ ไม่หยุดปาก แต่ทว่าตอนนี้ทุกคนไม่มีกะจิตกะใจจะฟัง รู้สึกเพียงความอึดอัดในใจ สมองว่างเปล่า ประสาททุกส่วนตึงเครียด
วูบ! ลมพัดมาวูบหนึ่ง เสียงลมหนักหน่วงราวกับเสียงกระซิบของภูตผีปีศาจ ดังก้องอยู่ในอาคารต่างๆ ไม่ยอมจางหาย ทุกคนเผลอยกอาวุธวิเศษขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว มองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นตระหนก มองใกล้ไกล ก็ไม่พบสิ่งใด นอกจากสิ่งก่อสร้างอันเย็นเยียบ ยามนี้แม้แต่ดอกไม้สักดอกก็ยังไม่มีให้เห็น
เดินเช่นนี้ไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม กง ซ่างอวี่ที่อยู่หน้าสุดดูเหมือนจะพบอะไรบางอย่าง จึงกระซิบเสียงเบาว่า "ดูนั่น!"
ทุกคนหยุดเท้าทันที มองตามนิ้วของกง ซ่างอวี่ไป ที่ง่ามไม้ข้างหน้า ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่าง ทุกคนกลั้นหายใจ รีบเดินเข้าไปดู
เมื่อไปถึง ทุกคนก็พบหัว 'บูมเมอแรงสีดำ' ฝังอยู่ที่ง่ามไม้แห้งสูงหนึ่งวา บูมเมอแรงนั้นฝังเข้าไปในเนื้อไม้เกินครึ่ง หากไม่สังเกตให้ดีคงมองไม่เห็น จงซินกระโดดขึ้นไป ดึงบูมเมอแรงออกมา ตรวจดูอย่างละเอียด
จงซินดูอยู่ครู่หนึ่ง ก็ดูไม่ออกว่ามีอะไรผิดปกติ จึงส่งต่อให้ทุกคน บูมเมอแรงนี้มีขนาดเท่าฝ่ามือ หัวเป็นหนามแหลมคมกริบ มีหนามแหลมทั้งหมดสิบแปดอัน ตรงกลางมีรูวงกลม และในรูนั้นมีหนามเล็กๆ ถี่ยิบ บูมเมอแรงทั้งอันทำขึ้นอย่างประณีต หาดูได้ยากยิ่ง หากโดนเข้าไป ไม่ตายก็คางเหลือง
ตู้เจี๋ยพลิกดูไปมาอยู่ครู่หนึ่ง คิ้วขมวดมุ่น พึมพำว่า "ของสิ่งนี้ไม่เหมือนอาวุธในตงง้วน (ภาคกลาง) อาตมาท่องไปทั่วหล้าหลายปี พบเจออาวุธมาหลากหลาย บูมเมอแรงก็เห็นมาไม่น้อย แต่หัวแบบนี้ เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก แปลกจริง แปลกจริง"
กง ซ่างอวี่รับบูมเมอแรงไปพิจารณาอย่างละเอียด สุดท้ายก็กล่าวว่า "ของสิ่งนี้ข้าเหมือนเคยเห็นในตำราเล่มหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นอาวุธจากแดนเหนืออันหนาวเหน็บ แต่พอดูให้ละเอียดอีกที ก็เหมือนจะไม่ใช่..."
ทุกคนเงียบกริบไปอีกครั้ง ลมจากที่ไกลๆ ยังคงพัดมา พัดพาความคิดให้สับสนวุ่นวาย เรื่องของสำนักหอคอยกระบี่ แท้จริงแล้วเป็นฝีมือใคร? แล้วเหตุใดถึงมีอาวุธจากแดนเหนือมาอยู่ที่นี่? หรือจะเป็นฝีมือของสำนักเงาจริงๆ? เกรงว่าปริศนานี้ คงไม่อาจไขกระจ่างได้ในเร็ววัน...
[จบแล้ว]