- หน้าแรก
- ชีวิตใหม่ในฐานะจอมเวทเลเวลตัน
- บทที่ 16 - ขบวนรถ
บทที่ 16 - ขบวนรถ
บทที่ 16 - ขบวนรถ
แม้โลกนี้จะมีระบบราง แต่ผู้คนแทบไม่ได้ใช้มันสำหรับการเดินทางไปกลับในชีวิตประจำวัน และ ‘ขบวนรถ’ ก็ไม่ได้ครอบคลุมเหมือนระบบขนส่งสาธารณะที่วิวิคุ้นเคยจากบ้านเกิด ขบวนรถเชื่อมต่อเมืองต่างๆ ทั่วทวีป แต่เฉพาะเมืองใหญ่เท่านั้น และใช้สำหรับขนส่งสินค้าพอๆ กับขนส่งผู้คน เนื่องจากรถไฟมาถึงแล้ว เธอจึงเห็นคนงานกำลังขนลังสินค้าออกไปอย่างรีบเร่งเพื่อให้ทันตารางเวลาที่กระชั้นชิด
เมื่อถึงคิวของเธอที่ห้องจำหน่ายตั๋ว เธอก้าวเข้าไป เด็กหนุ่มหน้าสิววัยไม่เกินสิบหกปีกล่าวทักทายเธอ บทสนทนาสั้นๆ ตามมาเมื่อวิวิสอบถามเกี่ยวกับประเภทตั๋วต่างๆ
ไม่น่าแปลกใจที่ระดับต่ำสุดคือตั๋วชั้นประหยัดที่ชาวบ้านทั่วไปสามารถเบียดเสียดกันเดินทางข้ามเมืองได้ในราคาที่จับต้องได้—เมื่อเทียบกันตามสัดส่วน จากคำบอกเล่าของเด็กหนุ่ม วันนี้ตั๋วชั้นนี้คุ้มค่าเป็นพิเศษเพราะผู้โดยสารน้อย ทุกคนจะยืดแข้งยืดขาได้สบาย คนส่วนใหญ่ในพริสมาร์เชอยู่ร่วมงานเทศกาลจนจบ ไม่ได้กลับหลังจากวันแรก
สูงขึ้นมาคือระดับที่เทียบเท่าชั้นธุรกิจ จากนั้นก็ชั้นหนึ่ง และสุดท้ายคือสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘สิทธิ์เข้าใช้ห้องรับรอง’ ซึ่งเขาอธิบายก็ต่อเมื่อถูกซักถามเท่านั้น
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอมีเงินมากพอจนไม่ต้องกังวลเรื่องการใช้จ่าย และการนั่งรถไฟครั้งนี้ต้องใช้เวลากว่าสิบสองชั่วโมง ทำไมจะไม่เลือกเดินทางแบบสบายๆ ล่ะ? เธอมีเงินเหลือเฟือ
ราคาคือสองมิธริลต่อเที่ยว เธอต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในราคาใกล้เคียงกันนี้สำหรับช่วงการเดินทางถัดไปเช่นกัน
สองมิธริลมีค่าแค่ไหนในแง่ที่เธอเข้าใจได้? เนื่องจากเหรียญทั้งหมดแลกเปลี่ยนกันในอัตราส่วนสิบต่อหนึ่ง—แม้หน่วยย่อยต่างๆ จะมีขนาดไม่เท่ากัน—นั่นหมายถึงยี่สิบเหรียญทอง
ทองคำนั้นมีค่า ใครๆ ก็รู้ แต่บางคนไม่ตระหนักว่ามันมีค่ามากแค่ไหน ทองคำแท่งขนาดมาตรฐานที่หนักไม่ถึงสามสิบปอนด์มีมูลค่ามากกว่าหนึ่งล้านดอลลาร์ ตอนที่รู้เรื่องนี้ วิวิเคยค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตด้วยความอยากรู้ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าตกใจคือเหรียญควอเตอร์มาตรฐาน หากทำจากทองคำบริสุทธิ์ จะมีมูลค่ามากกว่าหนึ่งพันดอลลาร์ สำหรับโลหะชิ้นจิ๋วนั้น
เมื่อดูว่าเหรียญทองใน Seven Cataclysms มีขนาดใหญ่กว่าเหรียญควอเตอร์ประมาณสองเท่า ซึ่งหมายถึงปริมาตรสี่เท่า นั่นเท่ากับสี่พันดอลลาร์ต่อเหรียญ—หรืออาจจะมากกว่านั้น
แน่นอนว่าเธอไม่รู้ว่าเหรียญพวกนี้เป็นทองคำบริสุทธิ์หรือเปล่า มันคงผสมโลหะอื่นในสัดส่วนหนึ่ง เพราะความอ่อนของทองคำบริสุทธิ์ทำให้ไม่เหมาะกับการทำเหรียญกษาปณ์ และการพยายามเปรียบเทียบอำนาจการซื้อข้ามยุคสมัย ยิ่งข้ามโลก ยิ่งไม่สมเหตุสมผล เธอรู้เรื่องนั้นดีโดยไม่ต้องจบเศรษฐศาสตร์
แต่ถึงอย่างนั้น ถ้าลองคำนวณดูเล่นๆ ล่ะ? สองมิธริล เท่ากับยี่สิบเหรียญทองใหญ่ แต่ละเหรียญมีมูลค่าราวๆ สี่พัน?
แปดหมื่นดอลลาร์?
สำหรับ ค่านั่งรถไฟ? ต่อตั๋วหนึ่งใบ ต่อหนึ่งช่วงการเดินทางเนี่ยนะ
เธอหน้าซีดเผือด แต่ก็จ่ายเงินไปแล้ว เธอเพิ่งมาคำนวณตอนเดินออกมานี่เอง
มันอธิบายได้ว่าทำไมซาฟราถึงทำหน้าสยดสยอง “คุณซื้อให้ ฉัน ใบหนึ่งเหรอคะ? ทำไม?”
วิวิขมวดคิ้ว ถ้าเด็กสาวคิดในมุมมองที่ว่าเธอไม่ควรผลาญเงินไปกับพวกเธอทั้งคู่ ก็คงสมเหตุสมผล แต่ถ้าเธอซื้อให้ตัวเอง แล้วทำไมซาฟราถึงไม่สมควรได้รับการเดินทางที่สะดวกสบายด้วยล่ะ?
“เงินไม่ใช่ปัญหา” วิวิพูดปัดๆ และนั่นคือความจริง แม้ความงกในตัวเธอจะกรีดร้องกับสิ่งที่เพิ่งทำลงไปก็ตาม “อีกอย่าง เรื่องนี้ทำให้ฉันนึกขึ้นได้” เธอดึงถุงที่บรรจุเหรียญมิธริลสี่สิบเหรียญออกมา ในใจเซวูบเมื่อตระหนักว่าเงินจำนวนนั้นมหาศาลแค่ไหน “ส่วนแบ่งของเธอ” เธอจะยกเงินรางวัลทั้งหมดให้ แต่สงสัยว่าซาฟราคงคัดค้านแน่
ซาฟรารับถุงไปพร้อมขมวดคิ้ว แก้เชือกและชะโงกดูข้างใน เธอตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นของข้างใน
“ส่วนแบ่งของอะไรคะ?” เธอถาม เสียงตึงเครียดขึ้นมาทันที
“สองคนนั้นมีค่าหัวติดตัวอยู่น่ะ”
วิวิรู้ตัวว่าทำอะไรผิดไปเมื่อเห็นซาฟรานิ่งค้าง ปิดปากถุงแน่น และหันขวับมามองวิวิ
“แล้วทำไมคุณถึงให้ฉันครึ่งหนึ่ง?” เธอตวาด ดวงตาเบิกกว้าง ท่าทางตื่นตระหนก “ฉันเกือบทำตัวเอง ตาย นะคะ อัลเลนก็ด้วย ฉันไม่ได้ช่วย อะไรเลย สักนิด”
“เธอเป็นคน—” วิวิเริ่มพูด
“ฉันไม่ระวังตัวให้พอ ฉันไม่ได้ป้องกันตัวอย่างที่ควรทำ และสุดท้ายฉันก็นั่งเป็นภาระอยู่ตรงนั้น รอดมาได้เพราะปาฏิหาริย์ที่คนสติดีๆ ไม่มีทางคาดหวัง ครึ่งหนึ่งเหรอ? ทำไมฉันถึงต้องได้ครึ่งหนึ่ง?” เธอยัดถุงเงินใส่มือวิวิ “เอาไปเลยค่ะ เอาคืนไป ฉันไม่อยากได้!”
วิวิรับถุงมา เพียงเพราะสัมผัสได้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเถียงเรื่องนี้ ซาฟราตัวสั่นเล็กน้อยและดูพร้อมจะวิ่งหนีไปได้ทุกเมื่อ
วิวิเข้าสังคมไม่เก่ง และนี่คือหลักฐาน เธอทำเรื่องไร้หัวใจลงไปโดยไม่ตั้งใจ ไม่ใช่ครั้งแรกในชีวิตด้วย
เธอยังประเมินสูงไปมากว่าซาฟรา ‘ฟื้นตัว’ จากเหตุการณ์เมื่อวานได้เร็วแค่ไหน พอมองย้อนกลับไป เธอช่างโง่เง่าสิ้นดี การถูกทำร้ายและเกือบถูกจับเป็น ไม่ใช่เรื่องที่เด็กอายุสิบสามจะ ‘ก้าวข้าม’ ได้ในคืนเดียว
คนอื่นอาจจะมีคำพูดที่เหมาะสมเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ แต่ไม่ใช่เธอ และเธอเรียนรู้แล้วว่าการเงียบไว้ดีกว่าขุดหลุมฝังตัวเองให้ลึกขึ้น
“ขอโทษที” เธอพูด ได้แค่นั้นแหละ
ซาฟราสงบสติอารมณ์ได้เมื่อพวกเธอเดินไปถึงจุดหมาย แต่ก็ยังดูหดหู่ “ฉันก็ขอโทษเหมือนกันค่ะ” เธอพึมพำ
ขบวนรถ—ตัวรถไฟเอง—เป็นภาพที่น่าประทับใจ มันใหญ่กว่ารถไฟส่วนใหญ่ อย่างน้อยก็เท่าที่เธอรู้จัก ป้อมและเป็นทรงเหลี่ยม หุ้มเกราะหนาพอที่จะหยุดลูกกระสุนปืนใหญ่ได้
ซึ่งพอลองคิดดู ก็สมเหตุสมผล ยานพาหนะนี้แล่นผ่านดินแดนที่เต็มไปด้วยมอนสเตอร์เป็นระยะทางหลายพันไมล์ เมื่อดูจากเส้นทางรถไฟที่ทอดยาวไปยังพื้นที่ห่างไกลของพริสมาร์เช ขบวนรถย่อมต้องเดินทางผ่านพื้นที่ที่ อันตราย มากเช่นกัน สายตาของเธอเลื่อนไปที่สิ่งที่ดูเหมือนป้อมปืนที่ติดตั้งอยู่ทุกๆ สองสามตู้ เธอสัมผัสได้ถึงมานาที่แล่นผ่านอุปกรณ์เหล่านั้น ดูเหมือนพวกมันจะหมุนได้รอบทิศ และน่าจะควบคุมจากด้านล่าง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นปืนใหญ่เวทมนตร์สำหรับขับไล่มอนสเตอร์ที่ร้ายกาจที่สุด เธอสงสัยว่าพวกมันมีอานุภาพขนาดไหน
เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วของพวกเธอ สายตาตวัดไปมองเข็มกลัดบนหน้าอก—วิวิสวมเข็มกลัดระดับทองโดยหวังว่าจะไม่ถูกเหมาว่าเป็นเด็กโดยอัตโนมัติ—เขาฉีกหางตั๋วและยื่นส่วนที่เหลือคืน
“ขอให้พวกคุณผู้หญิงเดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ” เขาพูดพร้อมโค้งคำนับเล็กน้อย
วิวิสัมผัสได้ถึงความสับสนเจืออยู่ในคำพูด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นเพราะระดับของพวกเธอ ระดับทองกับระดับเงินไม่น่าจะขึ้นตู้โดยสารตู้นี้
ภายในห้องรับรองกว้างขวาง แต่ก็ไม่ได้กว้างเว่อร์วัง การจัดที่นั่งเติมเต็มพื้นที่: เก้าอี้นวมหนานุ่มจัดเป็นกลุ่ม พื้นที่ส่วนกลางมีโซฟากำมะหยี่ล้อมรอบโต๊ะไม้สีเข้มขัดเงา และที่นั่งตรงสุดตู้ที่มอบความเป็นส่วนตัวได้ในระดับหนึ่ง
ติดกับผนังด้านหนึ่งมีโต๊ะที่จัดวางอย่างหรูหราพร้อมขนมอบ ผลไม้ และของว่างอื่นๆ—โต๊ะของว่าง แม้คำนี้จะดูต่ำชั้นไปหน่อย พ่อบ้านที่แต่งตัวเนี๊ยบกริบสองคนยืนสแตนด์บายอยู่ใกล้ๆ พร้อมให้บริการลูกค้า
ห้องรับรองนี้มีกลิ่นอายของความร่ำรวย แม้วิวิจะไม่มีประสบการณ์เรื่อง ‘ไฮโซ’ พอจะแยกแยะของเทียมกับของแท้ แต่เธอมั่นใจว่านี่คือของจริง ผนังบุไม้เงาวับ พรมหรูหรา เบาะนั่งราคาแพง เธอรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทาง
ความรู้สึกยุกยิกจากสัมผัสที่หกของเธอดึงความสนใจไปทางอื่น สายตาของเธอทะลุผ่านผนัง ผ่านแผ่นไม้บุ เข้าไปถึงโครงสร้างโลหะของตัวรถ อาคม และไม่ใช่อาคมกระจอกๆ—เป็นอาคมที่ทำให้ห้องขังระดับมิธริลในพริสมาร์เชดูเหมือนกรงที่ทำจากกระดาษทิชชู
วิวิตระหนักได้ทันทีว่าราคาที่แพงหูฉี่ไม่ได้จ่ายเพื่อความหรูหรา อันที่จริง เมื่อพิจารณาทุกอย่างแล้ว ความหรูหรานี้เหนือกว่าตั๋วชั้นหนึ่งที่เธอคาดหวังแค่เล็กน้อยเท่านั้น หรืออาจจะน้อยกว่าด้วยซ้ำเพราะมันไม่มีความเป็นส่วนตัว
เปล่าเลย ราคานี้คือค่าความปลอดภัย ห้องนี้ได้รับการปกป้องอย่างแน่นหนาจนเธอสงสัยว่าแม้แต่มอนสเตอร์ที่เลเวลเกินหนึ่งพันจะเจาะเข้ามาได้ง่ายๆ หากเกิดเหตุร้ายกับรถไฟ ใครก็ตามที่อยู่ในตู้นี้จะได้รับการปกป้องอย่างสมบูรณ์แบบจนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง อย่างน้อยก็สำหรับภัยคุกคามในระดับที่สมเหตุสมผล
ในโลกของ Seven Cataclysms มีภัยคุกคามที่ ไม่สมเหตุสมผล อยู่เพียบ มอนสเตอร์ที่แม้แต่วิวิยังต้องออกแรงเหนื่อย—ยอมรับก็ได้ว่าแค่นิดหน่อย—ในการจัดการ มอนสเตอร์พวกนั้นคงฉีกแนวป้องกันพวกนี้เป็นชิ้นๆ ได้สบาย แต่อาคมระดับความแข็งแกร่งขนาดนี้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่คนทั่วไปจะหาได้แล้ว สร้างมาเพื่อขุนนางหรือชนชั้นนำอื่นๆ
นั่นอธิบายว่าทำไมแม้ราคาจะแพง แต่ห้องรับรองถึงมีที่นั่งจำกัด มันคือป้อมปราการเคลื่อนที่เป็นอันดับแรก และประสบการณ์หรูหราเป็นอันดับสอง
บางทีเธออาจจะเสียเงินเปล่า เพราะเธอแทบไม่ต้องการความปลอดภัย แต่เธอคิดว่าเพื่อความปลอดภัยของซาฟรา เธอก็พอใจที่จะจ่าย
ไม่ว่าจะยังไง นี่ก็เป็นที่พักระหว่างเดินทางที่ดีที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา ดังนั้นเธอจะทำตัวให้สนุกกับมัน
ซาฟราเองก็มองไปรอบห้องรับรองอย่างตื่นตาตื่นใจ เดินเข้ามาอย่างลังเลเคียงข้างวิวิ วิวิรู้ว่าเธอต้องเป็นผู้นำ แม้ว่าตัวเองจะรู้สึกอึดอัดพอกัน เธอเหมาะกับ ‘สังคมชั้นสูง’ พอๆ กับซาฟรานั่นแหละ
ผู้โดยสารคนอื่นขึ้นมาแล้ว และพวกเขาก็ดูเหมือนภาพลักษณ์ของ ‘ชนชั้นนำผู้มั่งคั่ง’ ทุกกระเบียดนิ้ว คนเดียวที่มีสถานะระดับนี้ที่เธอเคยคุยด้วยคือหัวหน้ากองกำลังรักษาการณ์ และถึงเขาจะมีมาดขุนนาง แต่เขาก็มีความเป็นทหารมากกว่า
แต่พวกนี้คือขุนนางของแท้ ห้าคนกำลังนั่งผ่อนคลายบนโซฟาในพื้นที่ส่วนกลาง ผู้ใหญ่สี่และเด็กหนึ่ง ทั้งหมดเป็นผู้ชาย มีเมด—เมดส่วนตัว—ยืนเฝ้าดูอยู่เงียบๆ ความสนใจของพวกเขาอยู่ที่ชายคนหนึ่งเป็นพิเศษ ชายรูปร่างท้วมที่ชุดสูทของเขาควรจะได้รับการแก้ทรงเมื่อวานนี้ เพราะมันรัดติ้วจนแทบปริ ดูจากที่ทุกคนตั้งใจฟังคำพูดของเขา เขาคงมีตำแหน่งสูงสุด เขาทำไม้ทำมือขณะพูด เสียงขึ้นจมูก และเห็นได้ชัดว่ากำลังเพลิดเพลินกับการเป็นจุดสนใจ วิวิบอกไม่ได้ว่าทำไม แต่เธอไม่ชอบหน้าเขาในทันที
สายตาของกลุ่มคนเหล่านั้นหันมามองวิวิและซาฟราขณะเดินเข้ามา อาจเป็นเพราะใครก็ตามที่เดินเข้ามาในห้องรับรองย่อมได้รับความสนใจโดยอัตโนมัติ ราคาตั๋วคัดกรองคนจนเหลือแต่ผู้มั่งคั่งที่สุด ต้องเป็นคนประเภทไหนถึงจะยอมจ่ายเงินมหาศาลขนาดนี้
ขุนนางที่เป็นหัวโจกย่นจมูกระหว่างสำรวจพวกเธอ วิวิสวมชุดคลุมปกติของเธอ ซึ่งภายใต้ผลของ [ภาพลวงตา] ถาวรเพื่อซ่อนความจริงที่ว่ามันคือ ‘อาภรณ์แห่งผู้ท่องความว่างเปล่า’ มันจึงดูเรียบๆ ธรรมดา
ชุดของซาฟราเปิดเผยสถานะในลำดับชั้นทางสังคมอย่างชัดเจนกว่ามาก เธอสวมชุดนักผจญภัย: อุปกรณ์ที่ใช้งานได้จริงและผ่านการใช้งานมาแล้ว รองเท้าบูท กางเกง เสื้อเชิ้ตหลวมๆ กับผ้าคลุมไหล่ เข็มขัดที่มีกระเป๋าห้อย และเป้ใบใหญ่สะพายหลัง เธอดูเหมือนสิ่งที่เข็มกลัดบนอกระบุเป๊ะๆ: นักผจญภัยระดับเงิน
ริมฝีปากของขุนนางหนุ่มเหยียดออก แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนกับภาพที่เห็น แต่เขายังคงรักษาหน้ากากแห่งมารยาทเอาไว้
“ยินดีต้อนรับ คุณผู้หญิง เป็นความยินดีที่หาได้ยากที่ได้เห็น... ผู้ร่วมทางที่แปลกตาเช่นนี้ในตู้โดยสารของเรา”
น้ำเสียงของเขาเป็นการหยั่งเชิง—เขาอยากรู้ว่าระดับเงินและระดับทอง ซึ่งเห็นชัดว่าไม่ใช่ลูกท่านหลานเธอ จ่ายค่าตั๋วไหวได้ยังไง
วิวิแอบสงสัยว่ามันสายเกินไปไหมที่จะขอเงินคืน ที่พักดูดีทีเดียว แต่เธอไม่รู้ว่าจะต้องมาเจอกับการปฏิบัติแบบขุนนางขี้โอ่แบบนี้
“ยินดีที่ได้เจอเช่นกัน” เธอพูดค่อนข้างห้วน เธอหันหน้าหนีและดึงซาฟราให้เดินตาม มุ่งหน้าไปยังฝั่งตรงข้ามของห้อง สู่ที่นั่งที่เป็นส่วนตัวกว่า
เธอเดินไปได้สามก้าว ผู้ติดตามที่ดูไม่พอใจก็ร้องทักขึ้นมา “นั่นท่านลอร์ดบาร์นาบี คาลดิมอร์ เป็นผู้กล่าวทักทายพวกเจ้านะ เผื่อพวกเจ้าจะไม่รู้”
ซาฟราตัวแข็งทื่ออยู่ข้างเธอ ดูเหมือนเธอจะรู้จักชื่อนั้น แปลกที่มันสะกิดความทรงจำบางอย่างของวิวิเหมือนกัน คาลดิมอร์ เคยเป็นตระกูลที่มีบทบาทในเนื้อเรื่อง Seven Cataclysms หรือเปล่านะ? ถ้าใช่ ก็คงไม่ได้สำคัญอะไรมาก เพราะเธอนึกไม่ออก
คงจะดีที่สุดถ้าเธอตอบรับไปตามมารยาท เธอกลั้นถอนหายใจแล้วหันกลับไป “วิเวียน ซาฟรา” เธอผายมือแนะนำตัวเองและเด็กสาว “อย่างที่บอก ยินดีที่ได้เจอ”
“วิเวียน? ชื่อเหมือนมนุษย์จังเลยนะ สำหรับปีศาจ” ลอร์ดคาลดิมอร์กล่าวเรียบๆ
งั้นเหรอ? นั่นเป็นเกร็ดความรู้ที่มีประโยชน์ แม้การสนทนานี้จะทำให้เธอรำคาญก็ตาม เธอไม่รู้มาก่อนว่าคนจะคิดว่าชื่อเธอแปลก พอมองย้อนกลับไป ก็สมเหตุสมผลอยู่
“อาจจะ” วิวิตอบ แล้วหันหลังเดินหนีอีกครั้ง
เธอคาดว่าพวกเขาจะตอแยต่อ แต่พวกเขาไม่ทำ พวกเขาเริ่มซุบซิบกันเรื่องความหยาบคายของเธอ และอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ ‘นักผจญภัยชั้นต่ำ’ เธอเดาว่าเธอคงต้องให้เครดิตพวกเขาที่ไม่ขยายความเรื่องนี้ให้บานปลายอย่างไร้สาระ
เธอนั่งลงกับซาฟราที่มุมตู้โดยสาร บนเก้าอี้นวมคู่ วิวิขยับตัวไปมาอย่างประทับใจขณะจัดท่านั่ง นี่สินะความสบายของเฟอร์นิเจอร์ไฮโซ เธอคงจะชินกับมันได้ไม่ยาก
ซาฟราดูไม่สบายใจ เธอมองกลุ่มขุนนางด้วยสายตากังวล “เอ่อ... คุณควรทำแบบนั้นเหรอคะ?”
วิวิพิจารณา เธอจ้องมองกลุ่มชายเหล่านั้น แล้วร่ายเวทเก็บเสียงเพื่อที่พวกเธอจะได้คุยกันโดยไม่ต้องกังวล
“เธอรู้จักชื่อนั้น คาลดิมอร์ เขาเป็นใคร?”