- หน้าแรก
- เป็นลอร์ดทั้งที แต่เก็บภาษียังไม่เป็น
- บทที่ 2 หัวหน้ากองอัศวิน
บทที่ 2 หัวหน้ากองอัศวิน
บทที่ 2 หัวหน้ากองอัศวิน
บทที่ 2 หัวหน้ากองอัศวิน
หลังจากการแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้น เวลาในการเชื่อมต่อยังเหลืออยู่อีกนาตีกว่าๆ
ที่ฝั่งตรงข้าม มอนโรยิ้มจนแก้มปริ ประคองหลอดสารละลายสีฟ้าสามหลอดนั้นไว้ราวกับสมบัติล้ำค่า ก่อนจะรีบหาผ้าฝ้ายมาห่อหุ้มกันกระแทกอย่างทะนุถนอม
"จริงด้วย!" เขาตบหน้าผากฉาดใหญ่ ราวกับเพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นได้
"คุณอยากจะเพิ่มเพื่อนกันไว้ไหมครับ?" มอนโรเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มประจบประแจง
"เพื่อนเหรอ?" แคลร์ทำหน้างง
"ใช่ครับ ถ้าเราจ่ายค่าธรรมเนียมคนละหนึ่งแต้มธุรกรรม เราก็จะเป็นเพื่อนกันถาวร ครั้งหน้าที่จับคู่แลกเปลี่ยน เราจะสามารถระบุตัวตนของอีกฝ่ายได้ นี่เป็นเรื่องที่พ่อค้าคนก่อนที่ผมเคยเจอเขาบอกมาครับ"
แคลร์ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน แต่ประเด็นคือเขาไม่มีแต้มธุรกรรมเหลือเลยแม้แต่แต้มเดียวหลังจากการแลกเปลี่ยนเมื่อครู่ จึงไม่มีตัวเลือกให้เพิ่มเพื่อนถาวรเด้งขึ้นมา
"ขอโทษที ผมไม่มีแต้มเหลือแล้ว"
สีหน้าเสียดายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของมอนโรทันที เขาอยากจะเกาะติดคู่ค้าอย่างแคลร์เอาไว้จริงๆ
ถึงแคลร์จะพูดไปแบบนั้น แต่ต่อให้เขามีแต้มเหลือ เขาก็คงไม่แลกเปลี่ยนเพื่อเป็นเพื่อนกับอีกฝ่ายอยู่ดี ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใด แต่เป็นเพราะระดับโลกของอีกฝ่ายต่ำเกินไป ไม่คุ้มค่าที่จะเสียหนึ่งแต้มธุรกรรมเพื่อเป็นเพื่อนด้วย
แคลร์พอจะรู้เรื่องราวของโลกฝั่งนั้นจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เมื่อนักรบเหล่านั้นฝึกฝนไปถึงระดับ 'โกลด์ไนท์' (อัศวินทองคำ) กระสุนปืนในความทรงจำของเขาคงทำอันตรายอะไรพวกนั้นไม่ได้มากนัก เว้นเสียแต่ว่าเขาจะใช้เครื่องยิงจรวด RPG นั่นก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
และดูจากยุคสมัยของอีกฝ่าย เห็นได้ชัดว่าคงไม่มีเครื่องยิงจรวด RPG ให้แลกแน่ๆ
การนับถอยหลังห้านาทีสิ้นสุดลง และสายสนทนาข้ามพรมแดนความคมชัดสูงก็ถูกตัดไปโดยอัตโนมัติ
แคลร์หยิบปืนและกระสุนออกมาจากพื้นที่แลกเปลี่ยน เนื่องจากพื้นที่นี้จะไม่สามารถใช้งานได้หลังจบการซื้อขาย
หลังจากทิ้งปืนลูกโม่หนึ่งกระบอกและกระสุนหนึ่งนัดไว้ข้างนอก แคลร์ก็โยนของที่เหลือเข้าไปในแหวนมิติ
แหวนมิติเป็นสิ่งที่เหล่าจอมเวทผู้แสวงหาความจริงในโลกนี้วิจัยกันมานานจนสามารถผลิตจำนวนมากได้ วงที่อยู่ในมือแคลร์เป็นแหวนมิติขนาดสิบบูกบาศก์เมตร มูลค่านับแสนเหรียญทอง มันถูกซื้อมาตั้งแต่สมัยที่บรรพบุรุษยังมั่งคั่ง ซึ่งแคลร์ในตอนนี้คงไม่มีปัญญาซื้อหามาได้
ทุกครั้งที่ใช้แหวนวงนี้ แคลร์ต้องถอนหายใจและนึกขอบคุณที่พ่อราคาถูกของเขาไม่ได้เอามันไปจำนองเสียก่อน
หลังจากเปิดลูกโม่ปืนออกมา แคลร์ก็บรรจุกระสุนที่ถือไว้ลงไป หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็หยิบมีดสั้นออกจากแหวนมิติมาขีดทำสัญลักษณ์สีขาวไว้ตรงตำแหน่งรังเพลิงที่บรรจุกระสุน
มีดสั้นและน้ำยาฟื้นฟูระดับต้นสามหลอดล้วนถูกนำออกมาจากแหวนมิติ ที่เขาล้วงออกมาจากกระเป๋าเสื้อตอนแลกเปลี่ยนก็เพื่อตบตาคนอื่นเท่านั้น
หลังจากทำสัญลักษณ์เสร็จ แคลร์ก็สะบัดลูกโม่กลับเข้าที่ สีหน้าดูตื่นเต้นเล็กน้อย ในชาติก่อนช่วงวัยยี่สิบกว่าปี เขาอาศัยอยู่ในประเทศสังคมนิยมที่มั่นคงและเข้มแข็ง จึงไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสปืนของจริงเลย
หลังจากชื่นชมอยู่พักหนึ่ง แคลร์ก็ลูบคลำปืนลูกโม่ในมืออย่างหลงใหล สมแล้วที่ปืนผาหน้าไม้เป็นของเล่นลูกผู้ชาย จับแป๊บเดียวก็รู้สึกติดใจ
"อย่างที่เขาว่ากัน ในระยะเจ็ดก้าว ปืนเร็วกว่าทุกสิ่ง..."
อย่างไรก็ตาม แคลร์ไม่ได้ตื่นเต้นจนถึงขั้นจะลองยิงทดสอบดูเดี๋ยวนั้น ในอนาคตยังมีโอกาสอีกมาก ขืนยิงตอนนี้ เดี๋ยวจะทำเอาพ่อบ้านเรแกนที่อยู่หน้ารถม้าตกใจเปล่าๆ
พ่อบ้านเรแกนรับใช้ตระกูลกริฟฟินมาตั้งแต่รุ่นพ่อของเขา แม้ตระกูลจะตกอับ แต่เขาก็ยังเต็มใจติดตามกลับมายังเมืองชายฝั่งอันห่างไกลนี้ด้วย นับว่าเป็นคนที่มีความจงรักภักดีและซื่อสัตย์อย่างยิ่ง
...
ณ ที่ทำการกองอัศวินเมืองนาวฟู เหล่าอัศวินที่นี่ต่างเมามาย นอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นและบนโต๊ะในท่วงท่าที่ไร้ความสง่างาม ปล่อยให้เหล้าหกเลอะเทอะรดตัวไหลนองเต็มพื้น
"หัวหน้า ท่านไวเคานต์ดูเหมือนจะกลับมาแล้วนะขอรับ" รองหัวหน้าฮันต์เอ่ยอย่างระมัดระวัง
ดีนขมวดคิ้วเมื่อได้ยินดังนั้น เขากำลังดื่มด่ำอย่างมีความสุข ทำไมต้องพูดเรื่องขัดหูด้วย!
เขาจึงตวาดลั่นทันที "พวกแกจะกลัวอะไรกันนักหนา! กลับมาแล้วไง มันไม่คุ้นที่คุ้นทาง สุดท้ายก็ต้องพึ่งพาพวกเราอยู่ดี! ไม่งั้นลำพังแค่เด็กเมื่อวานซืนอย่างมัน คงโดนพวกขุนนางในเมืองรุมทึ้งจนไม่เหลือซาก!"
ในฐานะหัวหน้ากองอัศวินเมืองนาวฟู ดีนรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก ตั้งแต่ไอ้ตัวนั้น... อะไรนะ... ย้ายไปเมืองหลวง ตระกูลของเขาตลอดสามรุ่นก็อยู่อย่างสุขสบายในเมืองนาวฟูมาตลอด แต่จู่ๆ ไอ้เด็กที่เพิ่งรับสืบทอดตำแหน่งไวเคานต์ดันจะกลับมา แล้วเขาจะเสวยสุขต่อไปได้อย่างไร
รองหัวหน้าฮันต์ฝืนยิ้มกล่าวว่า "ใช่ครับๆ แต่ยังไงเขาก็เป็นไวเคานต์ พวกเขาแจ้งล่วงหน้ามาแล้ว อย่างน้อยเราก็ควรไปรับหน้าหน่อย..."
"เพียะ!" ดีนที่อารมณ์เสียอยู่แล้วตบหน้าฮันต์ฉาดใหญ่
"ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่แกมีสิทธิ์ตัดสินใจ? เมืองนาวฟูนี้ขึ้นอยู่กับแกหรือข้า? แกเป็นหัวหน้าหรือข้าเป็นหัวหน้า แกมันก็แค่รองหัวหน้า ยังจะมาสอนข้าทำงานอีกรึ?!"
ดีนลุกขึ้นชี้หน้าด่ากราด ฮันต์ทำได้เพียงกุมแก้มหลบเข้ามุม ไม่กล้าปริปากเถียงสักคำ เขาแค่หวังดีเตือนสติ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเห็นความหวังดีเป็นสิ่งไร้ค่า
"ฮึ!" ดีนแค่นเสียงเย็น "จะไปรับหรือไม่ไปรับแล้วมันจะทำไม? ข้ากะจะจัดหนัก 'รับน้อง' ข่มขวัญมันสักหน่อย ให้มันรู้ซะบ้างว่าตอนนี้เมืองนาวฟูใครใหญ่ พอมันกลับมาแล้วเห็นว่าทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องซมซานมาพึ่งข้าอยู่ดี!"
แน่นอนว่าเขาไม่มีความกล้าพอที่จะสังหารแคลร์ แต่แคลร์ยังไงก็ยังเป็นแค่เด็ก แม้จะไม่กล้าก่อกบฏอย่างเปิดเผย แต่เขามีลูกไม้สกปรกในที่ลับอีกเยอะแยะที่ทำได้
เมื่อเห็นลูกน้องเงียบกริบ ดีนจึงกวาดสายตาเย็นเยียบมองไป "พวกแกเงียบทำไม? ไม่อยากจะตามข้าแล้วรึไง!"
เหล่าอัศวินด้านล่างต่างรีบผสมโรงทันที "หัวหน้าพูดถูกแล้ว ท่านอยู่ที่เมืองนาวฟูมาตั้งนาน ท่านเจ้าเมืองคนใหม่ยังเด็กนัก ต้องพึ่งพาท่านแน่นอน"
"ใช่ๆๆ เขาควรจะขอบคุณท่านด้วยซ้ำ"
คนด้านล่างต่างเออออห่อหมกกันยกใหญ่ แม้พวกเขาจะรู้สึกหวั่นใจกับเจ้าเมืองคนใหม่ที่จะมาถึง แต่ความหวาดกลัวต่อขุนนางนั้นฝังรากลึกอยู่ในสายเลือดของสามัญชน ทว่าอำนาจบาตรใหญ่ของดีนนั้นมีอิทธิพลต่อจิตใจพวกเขามากกว่า อีกทั้งดีนยังเป็นถึง 'ซิลเวอร์ไนท์' (อัศวินเงิน) ต่อให้พวกเขารวมหัวกันก็สู้ไม่ได้ แล้วจะให้ทำอย่างไรได้นอกจากเห็นด้วย?
รองหัวหน้าฮันต์ที่ขดตัวอยู่มุมห้องถอนหายใจเบาๆ มองดูดีนที่กำลังลำพองใจ ตั้งแต่ท่านไวเคานต์ย้ายครอบครัวไปเมืองหลวงเมื่อห้าสิบปีก่อน ใช้เวลาไม่กี่ปีเมืองนาวฟูก็กลายเป็นของเล่นในมือคนอย่างดีน แม้เขาจะคอยตามน้ำและได้เศษเนื้อข้างเขียงมาบ้าง แต่เขาก็ไม่กล้าพูดว่าตัวเองเป็นคนดี กระนั้นเขาก็ยังมีเส้นศีลธรรมมากกว่าดีนอยู่บ้าง
ตอนนี้ เขาได้แต่ภาวนาขอให้เจ้าเมืองคนใหม่โชคดี
...
บนรถม้าที่โคลงเคลง แคลร์ลืมตาตื่นขึ้นหลังจากงีบหลับไปเกือบสี่ห้าชั่วโมง
"เฮ้อ!" เขาบิดขี้เกียจและหาวฟอดใหญ่ "รถม้านี่ไม่ใช่ที่ที่เหมาะกับการนอนเลยจริงๆ"
แคลร์ขยี้ตาที่งัวเงียแล้วตะโกนเรียก "เรแกน!"
สักพัก เรแกนในชุดพ่อบ้านก็เลิกม่านรถม้าและชะโงกหน้าเข้ามา ผมและเคราของเขาเป็นสีขาวโพลน ใบหน้าเหลี่ยมดูมั่นคงและพึ่งพาได้
แคลร์ถาม "เราเข้าเขตแดนไวเคานต์หรือยัง?"
"ครับนายน้อย เราเข้าสู่เขตแดนไวเคานต์ของท่านแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงเราก็น่าจะถึงตัวเมืองนาวฟู" เรแกนตอบอย่างนอบน้อม
แคลร์ไม่ได้ไม่พอใจกับความเร็วนี้ แม้เขาจะขายทรัพย์สินของตระกูลไปมาก แต่พวกเฟอร์นิเจอร์ที่ขายไม่ได้ราคาก็ยังเหลืออยู่ และถูกขนกลับมายังเมืองนาวฟูตามคำแนะนำของเรแกน เพราะที่เมืองนาวฟูไม่มีที่ไหนขายเฟอร์นิเจอร์หรูหราที่มีเฉพาะในเมืองหลวงแบบนี้
ดังนั้นด้วยสัมภาระพะรุงพะรัง ความเร็วในการเดินทางจึงไม่อาจเรียกได้ว่าเร็วมากนัก อีกทั้งม้าที่ซื้อมาก็เป็นม้าธรรมดา หากเปลี่ยนเป็นสัตว์เวทที่มีราคานับร้อยเหรียญทอง ความเร็วคงจะเร็วกว่านี้มาก
ทว่าแคลร์และเรแกนต่างก็ทำใจจ่ายไม่ลง ด้วยทรัพย์สินที่มีอยู่ในตอนนี้ ต่อให้ซื้อมาได้ ก็คงเลี้ยงสัตว์เวทจนผอมโซเป็นโรคขาดสารอาหารแน่
"ตอนนี้เราอยู่ที่ไหน?" แคลร์ถาม
"นี่คือหมู่บ้านที่ใกล้เมืองนาวฟูที่สุดครับ ส่วนใหญ่มีหน้าที่ปลูกข้าวสาลี และเลี้ยงสัตว์จำพวกม้า วัว และแกะบ้าง" พูดถึงตรงนี้ เรแกนก็เสริมว่า "ที่ดินแถบนี้ล้วนเป็นของนายน้อยทั้งหมดครับ"
"หือ?" แคลร์เริ่มสนใจ "ฟังดูเหมือนพวกเจ้าที่ดินหน้าเลือดเลยแฮะ"
หลังจากยืดเส้นยืดสายอีกครั้งในรถม้า แคลร์ก็หาวอีกรอบ "นั่งรถม้านานๆ แล้วเพลียจัง หยุดพักตรงนี้สักหน่อยเถอะ ฉันอยากลงไปดูข้างล่าง..."
เรแกนดูร้อนรนเล็กน้อย "นายน้อย ตรงนี้เป็นที่อยู่ของพวกไพร่ชั้นต่ำ ทางที่ดีเรารีบกลับเข้าเมืองนาวฟู..."
แคลร์ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเพิ่งจะข้ามภพมาได้ไม่นาน พอได้ยินอีกฝ่ายเรียกชาวบ้านเหล่านี้ว่า 'ไพร่ชั้นต่ำ' ก็รู้สึกรับไม่ค่อยได้
เขาจึงลุกขึ้น เดินไปข้างกายเรแกน ตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ แล้วพูดเสียงนุ่มนวล "พวกเขาไม่ใช่ไพร่ชั้นต่ำ แต่เป็นคนของฉัน ในอนาคตฉันจะทำให้พวกเขาอยู่ดีกินดีกว่าที่ไหนๆ ในโลก ลงไปกันเถอะ ฉันอยากจะสำรวจอาณาเขตของฉัน"
น้ำเสียงของแคลร์แฝงไว้ด้วยคำสั่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เรแกนขยับหลีกทางโดยสัญชาตญาณ และแคลร์ก็ก้าวลงจากรถม้าเพื่อสูดอากาศภายนอกให้เต็มปอด
แคลร์กระโดดลงจากรถม้าอย่างคล่องแคล่ว เดินไปด้านข้างและเริ่มบริหารร่างกาย การนั่งรถม้านานๆ ทำให้ตัวเขาแข็งไปหมด
เมื่อเห็นนายน้อยลงมาแล้ว เรแกนก็จำต้องสั่งให้ขบวนหยุดพัก แต่ในระหว่างนั้น เขาแอบลอบมองแคลร์เป็นระยะด้วยความรู้สึกหลากหลาย
นายน้อยของเขาดูเหมือนจะเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน ดูมั่นใจมากขึ้น และคำพูดคำจาก็ชวนให้เลือดลมสูบฉีด สมกับที่เป็นนายน้อยแห่งตระกูลกริฟฟิน! ปณิธานช่างยิ่งใหญ่และสูงส่งนัก!
ในขณะที่เรแกนกำลังปลื้มปริ่มอยู่นั้น แคลร์ก็เดินทอดน่องไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับดินแดนแห่งใหม่นี้ เขาเคยใช้ชีวิตอยู่แต่ทางใต้และเรียนหนังสือที่นั่น แม้จะเคยเห็นนาข้าวเจ้า แต่ก็นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นทุ่งข้าวสาลี
สายลมพัดโชยมา เขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของข้าวสาลี
ระหว่างที่เดินอยู่นั้น ความสนใจของแคลร์ก็ถูกดึงดูดด้วยเงาดำเล็กๆ เมื่อมองดูดีๆ ก็พบว่าเป็นลูกแกะตัวน้อย ขนที่เดิมควรจะขาวสะอาดกลับมอมแมมสกปรก เหมือนไปกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นดินที่ไหนสักแห่ง