- หน้าแรก
- เป้าหมายคือการเป็นปรมาจารย์ไลท์โนเวล
- บทที่ 4: นายนี่มันเกินเยียวยาแล้วจริงๆ!
บทที่ 4: นายนี่มันเกินเยียวยาแล้วจริงๆ!
บทที่ 4: นายนี่มันเกินเยียวยาแล้วจริงๆ!
White Album บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์อันซับซ้อนของมิตรภาพและความรักระหว่างกลุ่มตัวเอกชายหญิงที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคท่ามกลางหิมะในฤดูหนาว ด้วยความสมบูรณ์แบบของเนื้อหาและคุณภาพบทที่สูงลิบ ทำให้มันกลายเป็นผลงานระดับขึ้นหิ้งที่หาตัวจับยาก พาผู้คนดำดิ่งไปกับวังวนอารมณ์ความรู้สึกชนิดที่ว่า "ปวดตับจนแก้ไม่ตก" เวอร์ชั่นอนิเมะก็ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมจนเกิดเป็นตำนานมีม (Meme) แพร่หลายมากมาย
สิ่งที่ อิซึมิ จิฮิโระ ต้องทำในตอนนี้ คือการรวบรวมพล็อตเรื่องเหล่านั้นในหัว แล้วถ่ายทอดออกมาด้วยสำนวนภาษาของเขาเอง ในสไตล์ของไลท์โนเวล ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แม้เขาจะรู้โครงเรื่องทั้งหมดอยู่แล้ว แต่การแปลงมันออกมาเป็นตัวหนังสือของตัวเองให้คนอ่านยอมรับได้นั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก เพราะแม้แต่เรื่องราวเดียวกัน พอถูกแปลหรือถ่ายทอดข้ามวัฒนธรรม ความหมายก็อาจผิดเพี้ยนไปได้อย่างมหาศาล
"ได้แต่ทำให้เต็มที่ล่ะนะ" อิซึมิ จิฮิโระพึมพำกับตัวเอง แล้วเริ่มรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับ White Album
โชคดีที่ความจำในชาตินี้ของเขาดีเยี่ยม เพียงแค่นึกย้อนกลับไป ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ ทำให้เขาคันไม้คันมืออยากจะจับปากกาขึ้นมาบรรยายมันเสียเดี๋ยวนี้ แม้ทักษะการเขียนของเขาจะแค่ระดับพอถูไถ แต่เขาเชื่อมั่นว่าด้วย 'แพชชั่น' อันแรงกล้า เขาจะสามารถทลายกำแพงอุปสรรคนี้ไปได้อย่างแน่นอน!
ไม่นาน เขาก็จมดิ่งอยู่กับการทำงาน เหลือเวลาปิดเทอมอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ อิซึมิ จิฮิโระทุ่มเทพลังงานเกือบทั้งหมดไปกับการปั่นต้นฉบับเล่มแรกของ White Album
โดยปกติแล้ว ไลท์โนเวลหนึ่งเล่มจะมีความยาวประมาณ 70,000 ถึง 100,000 ตัวอักษร การปั่นให้จบภายในหนึ่งสัปดาห์นั้น หากเป็นวงการนิยายเน็ตของประเทศจีนในชาติก่อนถือว่าเป็นเรื่องปกติ (Normal Operation) มาก แต่สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน มีน้อยคนนักที่จะทำแบบนั้นได้
งานเขียนต้องอาศัยแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะสำหรับนักเขียนไลท์โนเวล สิ่งนี้สำคัญเป็นพิเศษ หากฝืนเขียนโดยไร้อารมณ์ร่วม เว้นแต่จะมีฝีมือที่แข็งแกร่งจริงๆ เนื้อหาที่ออกมาก็จะจืดชืดน่าเบื่อ
"เรื่องแรงบันดาลใจฉันไม่ขาดหรอก กุญแจสำคัญมันอยู่ที่ว่าสำนวนการเขียนของฉัน คนอ่านจะยอมรับได้รึเปล่านี่สิ"
อิซึมิ จิฮิโระพึมพำกับตัวเองเบาๆ ขณะหยุดมือจากการรัวแป้นพิมพ์
ในใจของเขาอัดแน่นไปด้วยไอเดียนับไม่ถ้วน เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ล้ำค่า ทว่าการจะขุดพวกมันขึ้นมาใช้นั้น จำเป็นต้องพึ่งพาความสามารถของตัวเขาเองเท่านั้น
"วันนี้เป็นวันนัดสินะ... อีกเดี๋ยวเอริริก็คงมาถึง ต้องทำให้ยัยนั่นเห็นฝีมือฉันสักหน่อยแล้ว"
อิซึมิ จิฮิโระเปรยออกมา ก่อนจะหันกลับไปจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง
ว่ากันตามตรง ตัวอักษรที่ปรากฏอยู่บนนั้นดูไม่ค่อยเข้าท่านัก แต่ด้วยทฤษฎีที่ว่า 'คนนอกมองเห็นชัดกว่าคนใน' ทำให้เขาไม่อาจชี้จุดบกพร่องของตัวเองออกมาได้ชัดเจนนัก
ดังนั้น เขาจึงได้แต่หวังว่าเอริริจะช่วยมอบคำตอบที่เหมาะสมให้ แม้ว่าคำวิจารณ์นั้นจะเผ็ดร้อนแสบทรวงแค่ไหนก็ตาม...
ผ่านมาหลายปีขนาดนี้ เขาชินชาจนเลิกเก็บมาใส่ใจไปนานแล้ว
ช่วงบ่าย เสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้น
"จิฮิโระ! มาเปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ!"
ตามมาด้วยเสียงตะโกนโหวกเหวกของเอริริ
เมื่อเขาเปิดประตูออกไป ก็พบเอริริยืนจูงจักรยานรออยู่ เธออยู่ในชุดเก่งสำหรับวันหยุดที่บ้าน... ชุดวอร์มสีเขียว ผมสีทองที่เป็นลอนม้วนขึ้นเล็กน้อยดูยุ่งเหยิง ให้ความรู้สึกพยศนิดๆ ตามสไตล์ของเธอ
"มาเร็วกว่าที่คิดไว้นะเนี่ย"
อิซึมิ จิฮิโระทักขึ้นอย่างมีนัยแอบแฝง
"ก็... ก็วันนี้งานฉันเยอะนี่นา ถ้ามัวชักช้า เดี๋ยวจะปั่นต้นฉบับไม่ทันกำหนดเอาน่ะสิ"
เอริรินำจักรยานไปจอดไว้อีกฝั่งของสวน ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบเมาส์ปากกาออกมาจากตะกร้าหน้ารถ เธอยกมือกุมหน้าอกพลางอธิบายแก้ตัว
"จริงเหรอ?"
เขาถามเสียงสูงอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อ
"เชอะ!" เอริริสะบัดหน้า "ถ้านายอยากจะเป็นครีเอเตอร์ เดี๋ยวสักวันนายก็จะเข้าใจเองแหละ ยิ่งตอนที่เดดไลน์ไล่จี้ตูดเข้ามานะ นายได้ร้องไห้น้ำตาเช็ดหัวเข่าแน่"
ทั้งสองเดินเข้ามาในตัวบ้าน
"แล้วไลท์โนเวลของนายไปถึงไหนแล้วล่ะ? อย่าบอกนะว่ายังไม่ได้เริ่มเขียนสักตัว? ฉันรู้นะว่ามือใหม่มักจะเป็นแบบนี้กันหมด ลองเขียนนิดๆ หน่อยๆ แล้วถอดใจเลิกไปก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกน่า..."
พอเข้ามาในห้องนั่งเล่น เอริริก็เปิดประเด็นขึ้นมาเหมือนจะถามไปอย่างนั้นเอง
ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ
"เล่มแรกเขียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว"
อิซึมิ จิฮิโระก็สวนกลับด้วยคำตอบที่คาดไม่ถึง
"หา!?"
สีหน้าของเอริริฉายแววตกตะลึง
เพื่อนสมัยเด็กของเธอคนนี้ไปเอาความมุมานะแบบนี้มาจากไหนกัน?
"กี่ตัวอักษร?"
เธอพยายามตั้งสติแล้วถามเสียงเบา
"ประมาณเจ็ดหมื่นคำได้มั้ง"
อิซึมิ จิฮิโระกะประมาณตัวเลขไว้แล้ว
"เพิ่งเริ่มเขียนแท้ๆ แต่ปั่นได้ขนาดนี้ ความพยายามนี้... อื้ม ก็งั้นๆ แหละ" เอริริแสร้งทำเป็นเมินเฉย "แต่การเขียนไลท์โนเวลมันไม่ได้วัดกันที่ความเร็วนะยยะ ถ้าเขียนมาแบบน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง คนอ่านเขาไม่ซื้อหรอกย่ะ"
"เรื่องนั้นฉันรู้อยู่แล้วน่า"
อิซึมิ จิฮิโระพยักหน้ารับ
เอริริเอียงคอมองสบตาเขา สัมผัสได้ถึงความจริงจังในแววตานั้น จึงถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วพูดว่า
"งั้น... ไหนเอามาให้ฉันดูหน่อยซิว่า 'คุณมือใหม่' จะมีฝีมือสักแค่ไหนกันเชียว"
ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา
"เฮ้อ..."
เอริริถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปิดต้นฉบับลงแล้ววางไว้ข้างตัว
"เป็นไงบ้าง?"
"ไม่ผ่าน! บอกเลยว่า... ไม่ผ่านอย่างแรง!"
เธอส่ายหน้า กางมือออก พร้อมกับพูดด้วยสีหน้าจริงจังสุดขีด
แม้จะคาดเดาคำตอบนี้ไว้บ้างแล้ว แต่หัวใจเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกห่อเหี่ยวลง
'พูดน่ะง่าย แต่ทำน่ะยาก' เรื่องพรรค์นี้มันเป็นธรรมดาโลก
ดูเหมือนว่าเขาจะปากดีเร็วเกินไปจริงๆ
"ตรงไหนไม่ผ่านงั้นเหรอ? ก็หลายตรงนั่นแหละ! ไหนนายคุยโวว่าจะจะเป็นปรมาจารย์ไลท์โนเวลไง แค่นี้ยังมองไม่ออกอีกเหรอ น่าผิดหวังชะมัด! เจ้าบ้าจิฮิโระ"
เอริริเทศนาเขาชุดใหญ่ ก่อนจะเปิดต้นฉบับขึ้นมาอีกครั้ง แล้วเริ่มวิเคราะห์เจาะลึกทีละจุด
"จากตรงนี้ถึงตรงนี้ การเชื่อมโยงพล็อตเรื่องของนายมีปัญหาเยอะมาก..."
"ส่วนตรงนี้ การบรรยายอารมณ์ของ 'โทมะ' มันเวิ่นเว้อเกินไปย่ะ!"
"แล้วก็ตรงนี้อีก..."
เธออ่านมันอย่างละเอียดถี่ถ้วนจริงๆ ไม่อย่างนั้นด้วยจำนวนคำหลายหมื่นคำ แค่อ่านผ่านๆ ครึ่งชั่วโมงก็นับว่าช้าไปแล้วด้วยซ้ำ
"เข้าใจแล้ว"
อิซึมิ จิฮิโระพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม หัวใจดิ่งวูบลง
เขาติดกับดักประเภท 'ความทะเยอทะยานสูงแต่ฝีมือไม่ถึงขั้น' เข้าเต็มเปา แต่ไม่เป็นไร เขายังมีเวลาอีกมากให้ปรับปรุง
ตอนนี้เขาเพิ่งอยู่แค่มัธยมต้นปีหนึ่ง อนาคตยังอีกยาวไกล
"เอาล่ะ ฉันจะไปทำงานต่อแล้วนะ..."
เมื่อเห็นสีหน้าของเขา เอริริก็รู้ว่าไม่จำเป็นต้องซ้ำเติมอะไรอีก เธอจึงหันหลังเดินเข้าห้องไปเพื่อจัดการงานวาดของเธอให้เสร็จ
"เดี๋ยวก่อนเอริริ เกือบลืมบอกไปเลย ตั้งแต่นี้ไปเธอมาปั่นงานหนีเดดไลน์ในห้องฉันได้นะ..."
จู่ๆ อิซึมิ จิฮิโระก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงร้องเรียกเธอไว้
"หือ?" เอริริชะงักฝีเท้า สีหน้าดูงุนงงไปชั่วขณะ ก่อนที่ใบหน้าจะแดงซ่านขึ้นมาทันที
เมื่อก่อนเธอมักจะใช้ห้องว่างทำงานเสมอ หรือว่านี่จะเป็นสัญญาณบอกใบ้อะไรบางอย่าง?
...
ทว่า จังหวะนั้นเอง เสียงเปิดประตูก็ดังมาจากชั้นสอง