- หน้าแรก
- นักล่าอสูรกลางกรุง
- บทที่ 19 อิฐเขียว
บทที่ 19 อิฐเขียว
บทที่ 19 อิฐเขียว
ณ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ภายในโถงใหญ่ หวังเชียนเฉินหลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ ตื่นมาด้วยความมึนงง พอลืมตาก็เห็นโจวจวิ้นเสียนนั่งมองด้วยสายตาเอ็นดูและรอยยิ้ม เหมือนกำลังมองสุนัขของตัวเอง
ตื่นแล้วเหรอ โจวจวิ้นเสียนก้มหน้าลง ลูบหัวหวังเชียนเฉินอย่างรักใคร่
หวังเชียนเฉินถึงกับพูดไม่ออก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอเทพเจ้าที่ติดดินขนาดนี้ แม้จะไม่เคยเจอเทพองค์อื่นมาก่อน แต่เขาก็คิดว่าเทพไม่น่าจะเป็นแบบนี้
ผมหลับไปนานแค่ไหน หวังเชียนเฉินลุกขึ้นนั่ง นวดขมับที่ยังปวดตุบๆ นานพอสมควร แต่ไม่เป็นไรหรอก ศึกหนักครั้งแรก ร่างกายอ่อนล้าก็เป็นเรื่องธรรมดา
ในสายตาของโจวจวิ้นเสียน ดูเหมือนว่าไม่ว่าหวังเชียนเฉินจะทำอะไรก็ดูสมเหตุสมผลและให้อภัยได้เสมอ มิน่าล่ะ ผมรู้สึกเหมือนกระเพาะปัสสาวะจะระเบิด ห้องน้ำอยู่ไหนครับ หลังบ้าน เลี้ยวซ้าย หวังเชียนเฉินดีดตัวลุกขึ้น วิ่งพรวดพราดออกจากโถงใหญ่ตรงไปยังหลังบ้านทันที
หลังจากปลดทุกข์เสร็จสรรพ หวังเชียนเฉินถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก แล้วเดินกลับมายังโถงใหญ่
ช่วยด้วย... ช่วยด้วย… ขณะเดินผ่านโอ่งน้ำที่คว่ำอยู่ หวังเชียนเฉินพลันได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือแผ่วเบา มีคนอยู่เหรอ หวังเชียนเฉินตกใจ รีบเอามือตบข้างโอ่ง
มีคนไหม มีใครอยู่ข้างในหรือเปล่า เขาถามไปตบไป มี... ช่วยข้าด้วย... ช่วยข้า...เสียงนั้นยังคงดังต่อเนื่อง
มีคนอยู่จริงๆ หวังเชียนเฉินไม่รู้ว่าคนเข้าไปอยู่ในนั้นได้ยังไง แถมยังถูกโอ่งทับไว้อีก แต่การช่วยชีวิตคนสำคัญที่สุด เขาจึงไม่ทันได้คิดอะไรมาก รีบเอื้อมมือไปยกโอ่งสีดำสูงท่วมหัวใบนั้น
ต้องยอมรับว่าตอนนี้หวังเชียนเฉินมีพละกำลังมหาศาล โดยเฉพาะหลังจากเข้าสู่ขอบเขตเม็ดทราย แรงของเขาก็เพิ่มขึ้นอีกโข โอ่งใบนี้ดูเก่าแก่ ผิวดำสนิท ไม่รู้ทำจากวัสดุอะไร แต่น้ำหนักไม่ต่ำกว่าร้อยห้าสิบกิโลกรัมแน่นอน
ฮึบ ย้าก หวังเชียนเฉินออกแรงโอบรอบโอ่งแล้วยกขึ้น จนในที่สุดเจ้าโอ่งยักษ์ก็ลอยสูงจากพื้นกว่าครึ่งเมตร
ฟิ้ว แสงสีดำสายหนึ่งพุ่งวาบออกมาจากใต้โอ่ง เมื่อเพ่งมองดีๆ กลับพบว่าเป็นก้อนอิฐสีดำมะเมื่อมก้อนหนึ่ง แม่งเอ้ย ผ่านมากี่ร้อยปีแล้ววะ ในที่สุดข้าก็ได้ออกมาสักที หวังเชียนเฉินยังยืนงงอยู่ จู่ๆ ก้อนอิฐก็พูดขึ้นมา แถมยังพูดคำหยาบอีกต่างหาก
เชี่ยเอ้ย หวังเชียนเฉินตกใจแทบสิ้นสติ รีบถอยกรูด โอ่งยักษ์ร่วงกระแทกพื้นดังโครม ส่วนตัวเขาเองก็สะดุดก้อนหินล้มกลิ้งไม่เป็นท่า
ไอ้ฉิบหาย เกือบจะขาดใจตายอยู่แล้ว โจวจวิ้นเสียนไอ้แก่สารเลว ดันจับข้าโยนลงโอ่ง... โชคดีที่ข้าไม่ยอมแพ้ แม้ตกนรกก็ยังบำเพ็ญเพียร วันนี้แหละที่ข้าหลุดพ้น ต่อจากนี้ฟ้าสูงให้นกบิน ทะเลกว้างให้ปลาแหวกว่าย ดูซิว่าใครจะขวางข้าได้อีก ฮ่าๆๆ ข้าไปล่ะ
เจ้าก้อนอิฐพูดยาวเหยียดพลางลอยตัวสูงขึ้นจากพื้นกว่าห้าฟุต
ไอ้หนู เห็นแก่ที่เจ้าช่วยชีวิตข้า วันนี้ข้าจะไม่ทุบหัวเจ้า วันหน้าถ้ามีเรื่องเดือดร้อน ให้คุกเข่าโขกหัวเรียก ท่านปู่ก้อนอิฐ สามครั้ง ถ้าข้าอยู่แถวนั้น ข้าจะมาช่วยเจ้าเอง
เจ้าก้อนอิฐพยักหน้าให้หวังเชียนเฉินเล็กน้อย ก่อนจะพุ่งตัวบินหายออกไปทางหลังบ้านอย่างรวดเร็ว
หวังเชียนเฉินนั่งมึนงงอยู่บนพื้นครู่ใหญ่ ในที่สุดก็นึกถึงเรื่องเล่าที่โจวจวิ้นเสียนเคยเล่าให้ฟัง
นี่มันเจ้าอิฐปีศาจตัวนั้นนี่หว่า
มันยังไม่ตาย
แถมเขายังเป็นคนปล่อยมันออกมาเองกับมือ
ท่านปู่โจว ท่านปู่โจว
หวังเชียนเฉินที่รู้ตัวว่าก่อเรื่องใหญ่เข้าให้แล้ว รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งกลับไปทางโถงใหญ่ ปากก็ตะโกนเรียกไม่หยุด
อย่าเอะอะสิ ฉันอยู่นี่
หวังเชียนเฉินวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว มือคู่ใหญ่ก็ยื่นออกมา ปิดปากเขาไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างดึงตัวเขาเข้าไปหลบในมุมมืด หันไปมองก็พบว่าเป็นเทพหลักเมืองโจวจวิ้นเสียนนั่นเอง
อื้อๆๆ
หวังเชียนเฉินส่งเสียงอู้อี้ พยายามทำมือเป็นรูปสี่เหลี่ยม แล้วทำท่าบินว่อนไปมาในอากาศ
รู้แล้ว ฉันเห็นแล้ว
โจวจวิ้นเสียนกระซิบตอบ พลางชี้นิ้วไปทางลานกลางบ้าน
หวังเชียนเฉินมองตามนิ้วไป ก็เห็นเจ้าก้อนอิฐสีดำมะเมื่อมกำลังดิ้นขลุกขลักอย่างสนุกสนานอยู่ในบ่อน้ำตรงขอบลาน คราบสกปรกหลุดลอกออกมาเป็นแผ่นๆ จนเผยให้เห็นเนื้อแท้ที่เป็นสีเขียวคราม ที่แท้ร่างจริงของมันก็คืออิฐเขียวโบราณนี่เอง