- หน้าแรก
- จอมขมังเวทย์ต่างโลก
- บทที่ 13 การทดลองครั้งสำคัญและทางเข้าสู่ความมืด
บทที่ 13 การทดลองครั้งสำคัญและทางเข้าสู่ความมืด
บทที่ 13 การทดลองครั้งสำคัญและทางเข้าสู่ความมืด
การร่ายคำสาปเอปเวิร์ธ (Epworth Curse) ไม่เพียงพอให้นิคอัพเลเวล น่าเสียดายที่เขาผ่านช่วงที่ทุกคาถาใหม่จะมอบค่าประสบการณ์ก้อนโตให้แล้ว แต่เขาก็คาดไว้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึงไม่ช้าก็เร็ว
อันที่จริง สิ่งแรกที่นิคทำหลังจากอ่านไดอารี่จบ คือการเริ่มร่ายเวทมนตร์พื้นฐานทั้งหมดที่เขารู้—โดยเฉพาะพวกที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ภายนอก
เห็นได้ชัดว่าเวทมนตร์ที่ดัดแปลงมาจากคาถาอื่นเพียงเล็กน้อยจะถูกหักค่าประสบการณ์อย่างหนักและไม่นับว่าเป็นเวทมนตร์ใหม่ คำสาปเอปเวิร์ธมีความเป็นเอกลักษณ์มากพอที่จะมอบ 500 Exp ให้เขา ซึ่งก็ยังไม่พอจะข้ามเส้นเลเวลที่ต้องการ เนื่องจากข้อกำหนดที่สูงขึ้นในแต่ละระดับ
เวทมนตร์จลนศาสตร์อื่นๆ ทั้งหมดที่เขาร่ายได้โดยไม่มีตัวช่วย ให้ค่าประสบการณ์เพียงไม่กี่สิบแต้ม ความเชี่ยวชาญของเขาจำกัดเกินไป และความคล้ายคลึงกันของพวกมันก็มากเกินไป
นั่นหมายความว่าเขาไม่สามารถปั๊มเลเวลด้วยการรัวคาถาที่ต่างกันแค่นิดหน่อยใส่ระบบได้ แต่ด้วยข้อได้เปรียบมหาศาลที่มีอยู่ นิคเลยไม่ได้เสียใจอะไรมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการร่ายเวทโดยตรงไม่เคยเป็นจุดแข็งของเขาอยู่แล้ว นิคคนเดิมไม่เคยมีความเชื่อมโยงกับเวทมนตร์มากพอที่จะปล่อยคาถาตูมตามออกมาได้ดั่งใจ และความรู้พวกนั้นก็ค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลาอยู่แล้ว
แม้หนทางสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดดจะถูกตัดขาด แต่นิคยังมีขุมทรัพย์ความรู้ในศาสตร์ลึกลับที่ไปไกลกว่าใครหน้าไหนในเมืองเล็กๆ นี้จะเตรียมรับมือได้—อาจยกเว้นตาแก่อ็อกเดนไว้สักคน
"ฉันอุตส่าห์แอบย่องไปมาได้โดยไม่ต้องใช้เวทมนตร์ช่วยเลยนะเนี่ย ใช่ ไม่มีใครคาดว่าเด็กจะสนใจเรื่องสายลับหรอก แต่ก็น่าจะระแวงกันมากกว่านี้หน่อยไหม ในเมื่อมีสัตว์ประหลาดอยู่ใกล้ๆ ตั้งเยอะแยะ" เขาบ่นกับตัวเองในห้องขณะวาดเส้นวงเวทย์บนพื้นด้วยผงรากหิน (stoneroot)
ดาวห้าแฉกค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง นิคหยุดครู่หนึ่งเพื่อพิจารณาผลงานอย่างจริงจัง เขาจะไม่ทำพลาดแบบมือสมัครเล่นอย่างมีรอยตำหนิในวงเวทย์เพียงเพราะประมาทหรอกนะ ทั้งเรื่องนั้นและการทดสอบวัตถุดิบ คือมาตรการความปลอดภัยพื้นฐานที่สุดที่นักพิธีกรรมที่ดีต้องทำ และปู่ก็ฝังหัวเขามาบ่อยเกินกว่าจะละเลยมันตอนนี้
โดยเฉพาะเมื่อมันเคยพาฉันไปสู่ความตาย ฉันยังไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากพิธีกรรมผิดพลาด และยิ่งคิดฉันก็ยิ่งไม่มั่นใจในการประเมินครั้งแรกของตัวเอง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าฉันจะทำตัวลวกๆ ได้ ฉันจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นอีก
โชคดีที่ดูเหมือนฝีมือเขาจะยังไม่ตก นิคหยิบเศษออบซิเดียนที่แกะสลักอย่างประณีตขึ้นมา วางไว้ที่แต่ละมุมของดาวห้าแฉก และอีกห้าชิ้นรอบจุดศูนย์กลางที่เขาจะนั่ง
ฉันจะไม่เสี่ยงเปิดช่องว่างให้โดนโจมตี ดรายแอดอาจจะไม่โผล่มาอีก แต่ถ้ามีแฟรี่ ก็อาจจะมีพวกอื่นอีก บางคนอาจหาว่าเวอร์ไป แต่ฉันยอมจำกัดการมองเห็นแค่เรื่องทางโลก ดีกว่าโดนสิงร่าง
ท้ายที่สุดแล้ว พิธีกรรมก็คือการแลกเปลี่ยน คล้ายกับการเล่นแร่แปรธาตุ ปู่ของเขาชอบบอกว่าพวกมันเป็นบรรพบุรุษของการเล่นแร่แปรธาตุสมัยใหม่ แม้นิคจะสงสัยมาตลอดว่ามันน่าจะเป็นการพัฒนาควบคู่กันมากกว่า
เมื่อวงเวทย์เสร็จสมบูรณ์ นิคสูดหายใจลึก รู้สึกหวั่นใจเล็กน้อยกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เส้นผงรากหินคงทำความสะอาดยากน่าดูหลังจากเสร็จเรื่อง เพราะมันละเอียดมาก แต่นิคจะยอมให้มีความผิดพลาดโง่ๆ ไม่ได้ การเตรียมการและการทำพิธีกรรมโดยไม่ใช้พลังเกินตัวเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและต้องใช้ความอุตสาหะ ถ้าเขาต้องสำรองมานาไว้ป้องกันจิตวิญญาณจากพวกไร้กายหยาบแถวนี้ เขาคงไม่มีวันได้ออกจากบ้าน อย่าว่าแต่จะไปสำรวจฟลอเรียเลย
พอใจกับการเตรียมการ นิคคุกเข่าลงกลางวงเวทย์ พับขาไว้ข้างล่าง แล้วหยิบใบหนามเงิน (Silverthorn leaf) ขึ้นมา เขาไม่เคยใช้สมุนไพรตัวนี้มาก่อน ซึ่งหมายความว่าต้องเสียเวลาทั้งวันในการทดสอบว่าผลของมันใกล้เคียงกับเฟิร์นมังกรอย่างที่คิดหรือไม่ โชคดีที่ประสาทสัมผัสของเขาไม่ทรยศ มันเป็นตัวช่วยเรื่องสมาธิที่ดีเยี่ยมอย่างที่คาดไว้ ทำให้มันเป็นแหล่ง 'ยาขยัน' (Adderall) ทางเวทมนตร์ที่เป็นธรรมชาติกว่าสิ่งที่เขาเคยใช้ในชีวิตเก่าเวลายากลำบาก เขาวางใบไม้เข้าปาก รสขมจัดแผ่ซ่านไปทั่วประสาทสัมผัส เคี้ยวมันช้าๆ บดขยี้ด้วยฟันจนกลายเป็นก้อนเละๆ รสชาติแทบทนไม่ได้ แต่เขาก็ทน กลืนมันลงไปช้าๆ
เสียงกระดิ่งเบาๆ ดังขึ้นในหัว ตามด้วยเสียงกระซิบที่คุ้นเคยของระบบ:
คุณสมบัติทางจิตเพิ่มขึ้น +2 เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง
เขาปัดหน้าต่างแจ้งเตือนทิ้งด้วยความคิด ไม่ยอมให้กลไกเกมมาเบี่ยงเบนความสนใจจากพิธีกรรม เขาต้องโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญกว่า
ทีนี้มาถึงส่วนสำคัญ
มือนิคสั่นเล็กน้อยขณะล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพาย นิ้วสัมผัสขวดแก้วเย็นเฉียบของพิษแมงมุมฝัน การทดสอบสารตัวนี้ท้าทายกว่าอย่างอื่นมาก เพียงเพราะเขาไม่รู้ว่าจะหามาได้อีกไหม แม้เขาจะยอมใช้บางส่วนเพื่อการทำนายดูเมืองแบบง่ายๆ แต่เขาจะใช้สิ้นเปลืองไม่ได้
นิคหมุนฝาเปิดและแกว่งของเหลวสีเงินเพื่อให้แน่ใจว่ามันไม่ข้นหนืด นั่นเป็นความเสี่ยงเสมอสำหรับเลือด แม้จะมาจากสัตว์เวทมนตร์ก็ตาม
หัวใจเขาเต้นแรง แต่การเคลื่อนไหวยังคงมั่นคงด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมา การสวดมนต์ไม่จำเป็นสำหรับพิธีกรรมนี้ แต่นิคไม่เห็นเหตุผลที่จะไม่ใช้ตัวช่วยสมาธิชั้นยอดแบบนั้น เขาเริ่มพึมพำภาษาละติน ท่องบทสวดออร์ฟิกโบราณที่เคยเรียนในวัยเยาว์:
"สดับฟังข้าเถิด โอ้ ราชันแห่งสวรรค์ และโปรดประทานดวงตาที่มองเห็นเกินกว่าม่านแห่งเนื้อหนัง เกินกว่าพันธนาการแห่งกายและโลหิต เพื่อให้ข้าได้เห็นความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ในความมืดมิด"
ถ้อยคำไหลลื่นราวดั่งคำอธิษฐาน และในแต่ละบท จิตใจของเขาก็ปลอดโปร่งขึ้น สมาธิแหลมคม จังหวะการสวดประสานกับจังหวะหัวใจ ด้วยความระมัดระวัง เขาเอียงขวดที่ปาก ปล่อยให้หยดน้ำหนึ่งหยดตกลงบนลิ้น
ผลของมันรุนแรงและทันทีทันใด
สติของนิคหลุดออกจากร่างราวกับถูกกระชากด้วยเชือกที่มองไม่เห็น ประสาทสัมผัสของเขาดับวูบ ไร้เสียง ไร้น้ำหนัก แล้วทุกอย่างก็ระเบิดออกเป็นความชัดเจน ร่างกายของเขายังคงนั่งนิ่งอยู่ในวงเวทย์ แต่จิตวิญญาณล่องลอยเป็นอิสระ เกือบจะไร้พันธนาการหากไม่ใช่เพราะเส้นด้ายมานาบางเบา
เขารอ กลั้นหายใจในสภาวะไร้ร่าง เพื่อดูว่ามีอะไรผิดพลาดหรือไม่ แต่ไม่—พิธีกรรมทำงานตามที่ตั้งใจ จิตวิญญาณเขายังผูกติดกับร่างกายภาพเป๊ะตามแผน เศษออบซิเดียนเรืองแสงจางๆ อยู่เบื้องล่าง สร้างเกราะป้องกันที่กันไม่ให้สิ่งไม่พึงประสงค์เข้ามา ไม่มีการโจมตีทางจิต ไม่มีเล่ห์กลของแฟรี่
เสียงร้องด้วยความยินดีเกือบจะหลุดจากปากนิค—หรือคงจะหลุดถ้าเขาอยู่ในร่าง ความตื่นเต้นสะท้อนก้องอยู่ภายในเหมือนชีพจรที่เงียบงัน เขาลอยอยู่เหนือดาวห้าแฉก มุมมองแยกขาดและเหนือจริง ก่อนจะก้าวออกจากวงเวทย์อย่างระมัดระวัง
จิตวิญญาณของเขาผ่านเขตแดนไปโดยไร้แรงต้าน ยืนยันว่าพิธีกรรมสมบูรณ์แบบ เขายังผูกติดกับร่างกายแต่เป็นอิสระที่จะสำรวจในร่างนี้ ชั่วขณะแห่งชัยชนะทำให้เขาลิงโลดขณะลอยขึ้นจนทะลุหลังคา และด้วยความคิดเพียงแวบเดียว นิคก็พุ่งตัวไปยังตัวเมือง
เขาทะยานผ่านอากาศ ไร้น้ำหนักและเป็นอิสระอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานาน ขณะที่เมืองแผ่ขยายอยู่เบื้องล่างราวกับแผนที่ บ้านเรือน ร้านค้า และถนนเบลอผ่านไป เขาและเขาสัมผัสได้ถึงโอกาสที่พุ่งเข้ามา แม้จะมองไม่เห็นแต่จับต้องได้ ความลับของสถานที่แห่งนี้เป็นของเขาที่จะกอบโกยแล้ว
สิ่งแรกที่นิคทำในร่างวิญญาณคือกลับไปที่บ้านเพื่อให้แน่ใจว่าเขาล็อคประตูห้องนอนแล้ว มันเป็นสัญชาตญาณสมัยใหม่มากๆ ที่เขาคิดว่าทิ้งไปพร้อมกับกุญแจรถแล้ว แต่มันดันติดตัวมาด้วยซะงั้น
อย่างที่สอง นิคเลือกเส้นทางที่เลี่ยงร้านเล่นแร่แปรธาตุไปไกลโข ตาแก่นั่นอาจจะดูเป็นมิตรดี แต่เขาเห็นรูนสลักไว้รอบตึกเยอะเกินไป เขาไม่เสี่ยงจะไปติดกับดักพวกนั้นแน่
ฟลอเรียเปิดโลกทัศน์ให้เขาในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จากมุมสูง เมืองนี้ช่างงดงาม สถานที่คุ้นเคยดูโดดเด่นชัดเจน: วิหารหินสีขาว โรงเตี๊ยมขวักไขว่ใกล้กำแพงเมือง และศาลากลางเคร่งขรึมที่จัตุรัสกลาง แต่ละแห่งเป็นเป้าหมายสำคัญในแผนที่ในใจ แม้เขาจะรู้ว่าไปเก็บหมดทุกที่ในวันนี้ไม่ได้
เขาลอยต่ำลง เก็บรายละเอียด ร้านค้านานาชนิดเรียงราย เต็มไปด้วยสินค้าน่าสนใจที่เขาคงไม่รังเกียจจะเข้าไปดูตอนนี้ในเมื่อไม่มีใครไล่เขาได้ ตอนนี้มันอาจจะยังไม่มีค่าอะไรกับเขามากนัก แต่เขาสัญญาว่าจะหาเวลามาสแกนละเอียดๆ สักรอบ ค่ายทหารคึกคักไปด้วยกิจกรรมขณะที่พ่อนิคกำลังเคี่ยวเข็ญทหารใหม่ตอนที่เขาบินผ่าน
บ้านส่วนตัวของเศรษฐีในเมืองก็เตะตาเขาเช่นกัน แต่เขาปัดตกไปว่าเป็นสิ่งล่อใจ ของรางวัลที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในห้องนอนของใครหรอก อย่างน้อยก็ไม่ใช่เช้านี้
เลยเขตแดนเมืองออกไป มหาสมุทรสีเขียวทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด นิคลอยสูงขึ้น อยากรู้ว่ามันจะมีจุดจบไหม แต่ไม่ว่าจะขึ้นไปสูงแค่ไหน เส้นขอบฟ้าก็ยังคงเป็นสีเขียวสุดลูกหูลูกตา แม้มันจะยิ่งใหญ่ตระการตา แต่เขาบังคับตัวเองให้โฟกัส
เที่ยวชมพอแล้ว
นิคดิ่งลง พุ่งตรงไปยังวิหาร มันเป็นสถานที่ที่เขากังวลที่สุดเพราะเกราะป้องกันศักดิ์สิทธิ์รอบๆ และเพราะมันน่าจะมีข้อมูลที่มีค่าที่สุด พิธีกรรม ตำรา วัตถุโบราณ—ถ้ามีอะไรมีค่าในฟลอเรีย มันต้องอยู่ที่นั่น
ถึงอย่างนั้น เขาก็ระวังตัว เขาเคยทดสอบสกิล [ผู้หมิ่นเจ้า] (Blasphemy) แล้วว่ามันกันการลงทัณฑ์จากสวรรค์ได้ แต่โอกาสที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝันก็มีเสมอ วิหารเป็นเป้าหมายที่หอมหวานที่สุด แต่นิคไม่ได้โง่พอที่จะบุ่มบ่ามจนเกินไป
เมื่อเขาเข้าไปใกล้ ดวงตาวิญญาณก็เผยให้เห็นสิ่งที่น่าสนใจ หมอกสีอำพันปกคลุมพื้นที่ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแต่ชัดเจนในสภาวะปัจจุบันของเขา
มันหนาขึ้นเมื่อเข้าใกล้อาคาร สงสัยว่านี่จะเป็นการคุ้มครองศักดิ์สิทธิ์ของซาชาร่าที่เล่าลือกัน
นิคชะลอความเร็ว ลอยนิ่งอยู่ที่ขอบเขต เขาค่อยๆ ยื่นมือไปแตะหมอกสีอำพันอย่างระแวดระวัง มันไม่ตอบสนองเมื่อมือเขาเข้าใกล้ และเขาก็โล่งอกเมื่อมันแหวกออกให้เขาเข้าไป ราวกับว่ามันกำลังหลีกทางให้เขา
เยี่ยม [ผู้หมิ่นเจ้า] ทำงานได้ดี
รู้สึกมั่นใจขึ้น นิคเข้าสู่เขตวิหาร หมอกวนเวียนรอบตัวเขาแต่ไม่ทำอันตราย ราวกับว่าคำสั่งที่มันได้รับมาไม่ระบุว่าเขาเป็นภัยคุกคาม เขาบินต่อไปยังห้องทำงานส่วนตัวของหลวงพ่อ หนึ่งในไม่กี่ที่ที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า
นิคทะลุกำแพงและประตูไปอย่างง่ายดาย ไม่ติดขัดกับสิ่งกีดขวางทางกายภาพ ขณะเข้าใกล้ห้องทำงาน เขาแทบจะหัวเราะออกมาด้วยความลิงโลด นานเหลือเกินแล้วที่เขาไม่ได้ค้นคลังเวทมนตร์ได้อย่างอิสระเสรีแบบนี้
เช้าตรู่แบบนี้มีโอกาสสูงที่หลวงพ่อจะไม่อยู่ เพราะปกติเขาจะไปดูแลไฟศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่นิคเลือกเวลานี้ ถ้าโชคเข้าข้าง ห้องทำงานจะว่างเปล่า และเขาจะตรวจสอบตำราและวัตถุโบราณล้ำค่าได้สบายๆ
แต่เมื่อเขาทะลุกำแพงชั้นสุดท้ายเข้าไป หัวใจเขาก็หล่นวูบ อเล็กซานเดอร์อยู่ที่นั่น
ชายคนนั้นนั่งอยู่ที่โต๊ะ หัวล้านเลี่ยนสะท้อนแสงแดดขณะกำลังขีดเขียนลงบนแผ่นหนัง นิคลอยนิ่ง หน้ามุ่ย เขากับหลวงพ่อมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน จะว่าอย่างนั้นก็ได้ พวกเขาเคยงัดข้อกันมามากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ก็มีความเคารพซึ่งกันและกัน นิคไม่แน่ใจว่าอยากจะสปายเขาแบบนี้ไหม และเขาไม่อยากรอจนกว่าอีกฝ่ายจะออกไปแน่ๆ พิธีกรรมนี้กินมานามากจนเขาเหลือเวลาแคชั่วโมงเดียวก่อนจะถูกดึงกลับร่าง
ขณะที่เขากำลังจะลอยหนี อาจจะไปดูห้องใต้ดิน อเล็กซานเดอร์ก็ถอนหายใจ พึมพำบทสวดเร็วๆ แล้วล้วงเข้าไปในลิ้นชัก หยิบวัตถุทรงกลมออกมาประคองไว้อย่างทะนุถนอม อากาศรอบวัตถะนั้นดูเหมือนจะสั่นสะเทือนด้วยพลังแฝง นิคจำได้ทันทีว่ามันเป็นของสำคัญแม้จะไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนหรือไม่รู้ว่ามันใช้ทำอะไร
อเล็กซานเดอร์วางทรงกลมลงบนโต๊ะ ประสานมือ แล้วพึมพำเบาๆ มันเปล่งแสงจางๆ เมื่อทำงาน และนิคก็จ้องมองอย่างตกตะลึง ครู่ต่อมา เสียงหนึ่ง—ไร้ร่างแต่เปี่ยมอำนาจ—ก็ดังออกมาจากทรงกลม
"สวัสดี หลวงพ่อสโลน" เสียงนั้นทักทายอย่างเป็นทางการ
อเล็กซานเดอร์ก้มศีรษะแม้จะไม่มีใครเห็น "ท่านสังฆราชอัมเลาท์" เขาตอบด้วยความเคารพ "กระผมรวบรวมรายงานประจำเดือนเรียบร้อยแล้วครับ"
อ่า ชักน่าสนใจแล้วสิ ใช่ มันอาจจะเป็นแค่รายงานน่าเบื่อๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นในวิหาร แต่สัญชาตญาณบอกว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น ทำไมพวกเขาต้องใช้วัตถุโบราณทรงพลังขนาดนี้ถ้าเป็นแค่เรื่องราชการทั่วไปล่ะ?