- หน้าแรก
- จอมขมังเวทย์ต่างโลก
- บทที่ 8 ถอดรหัสกรีนโอเชี่ยน
บทที่ 8 ถอดรหัสกรีนโอเชี่ยน
บทที่ 8 ถอดรหัสกรีนโอเชี่ยน
น่าแปลกที่นิคเริ่มจะชอบการใช้แรงงานหนักเสียแล้ว ด้วยร่างกายที่เยาว์วัยและเปี่ยมไปด้วยพลัง อีกทั้งยังมีเวลาให้ขบคิดเรื่องเวทมนตร์ได้อย่างเหลือเฟือ เขาแทบจะกระตือรือร้นที่จะเริ่มงานด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าเขาคงชอบการหมกตัวอยู่ในบ้านแล้วอ่านบันทึกของโรเบอร์ตามากกว่า แต่แค่การแกะรอยคาถาป้องกันต่างๆ ก็กินเวลาไปมากโข การได้ใช้ความคิดทบทวนสิ่งที่เรียนรู้มาโดยไม่มีใครรบกวนระหว่างถางวัชพืชที่รุกรานในไร่ของเพื่อนบ้านจึงเป็นอะไรที่ลงตัวทีเดียว มันเกือบจะเหมือนการทำสมาธิเลยด้วยซ้ำ
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะแอบใช้เวทมนตร์ช่วยทุ่นแรงไม่ได้เสียหน่อย ยังไงซะเขาก็โดนลงโทษอย่างไม่ยุติธรรมอยู่แล้วนี่
ไม่ใช่ว่าพ่อกับแม่ผิดหรอกนะ ถ้าฉันเป็นเด็กจริงๆ เรื่องนี้ก็สมเหตุสมผลอยู่ เอาจริงๆ ตอนอยู่โลกเดิมปู่ลงโทษหนักกว่านี้อีก แต่ฉันไม่ใช่เด็กไง ฉันรับมือกับสถานการณ์อันตรายได้ดีทีเดียว แถมยังปกป้องเอเลียได้ด้วย ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นคนกล่อมให้ดรายแอดปล่อยเราไปก็เถอะ
อย่างน้อย ความวุ่นวายเรื่องความซุกซนและพฤติกรรมแกว่งเท้าหาเสี้ยนของพวกเขาก็ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากการที่เขาฝึกเวทมนตร์โดยไม่มีอาจารย์ไปได้บ้าง
ท่านวิคาร์โกรธเรื่องนั้นมาก เขาพูดชัดเจนว่าไม่ว่า 'คลาส' ของนิคจะมอบไอเดียอะไรให้ ก็ไม่คุ้มที่จะมาเสี่ยงระเบิดตัวเองตายจากการทดลองโดยไม่มีพี่เลี้ยง เขายืนกรานให้นิคใช้เวลาและพลังงานอยู่ภายในวิหาร ถ้าอดใจไม่ไหวจริงๆ
และก็ตามคาด เขาไม่ได้ทำตามคำสั่งนั้นเช่นกัน
"ปัญหาของเวทมนตร์สายธรรมชาติคือ ฉันไม่อยากเสี่ยงเรียกหาดรายแอดเข้าหาตัวอีกจริงๆ แต่ดันเป็นเวทมนตร์ชนิดเดียวที่ฉันหาได้จากโลกนี้" การทำพิธีกรรมเพื่อควบคุมต้นไม้อีกครั้งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แม้ว่าพวกเฟย์จะไม่ได้ทำให้นิคขวัญเสีย แต่เขาไม่อาจเสี่ยงทำอะไรที่เอิกเกริกเกินไปในขณะที่สายตาของคนทั้งเมืองกำลังจับจ้องเขาอยู่
เขาค่อยๆ จัดการกับวัชพืชในไร่ ดึงพวกมันออกด้วยแรงที่มากเกินจำเป็น ในขณะที่จิตใจล่องลอยไปไกลนับพันไมล์ นิคสัมผัสได้ถึงพื้นผิวขรุขระของดินใต้ฝ่ามือ หินคมๆ หรือรากไม้ที่ทิ่มแทงนิ้วเป็นครั้งคราว แต่ไม่มีสิ่งใดที่รับรู้เข้าสู่สมองจริงๆ ความคิดของเขาหมกมุ่นอยู่กับสมุดบันทึกที่ซ่อนอยู่ในห้อง รอคอยให้เขากลับไปดำดิ่งกับมัน
บันทึกของโรเบอร์ตา ดรูอิดแห่งกรีนโอเชี่ยน แค่ชื่อเรื่องก็สัญญาว่าจะมอบความลับ—คำตอบของคำถามที่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจถาม ทว่าจนถึงตอนนี้ ยังไม่มีคาถา ไม่มีบทร่ายเวท หรือสิ่งใดที่จะบ่งบอกว่ามันเป็นคัมภีร์ล้ำค่าสำหรับคนอื่นเลย
ปริศนาที่ว่าทำไมถึงไม่มีใครพบเจอมัน ได้รับคำตอบทันทีด้วยการมีอยู่ของคาถาปกปิดความลับ ส่วนปริศนาที่เหลือ คือทำไมมันถึงถูกทิ้งไว้ที่นั่นตั้งแต่แรก ตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วเช่นกัน สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีความรู้ มันก็แค่เรื่องเพ้อเจ้อของดรูอิดสติเฟื่อง เต็มไปด้วยความคิดคำนึงเกี่ยวกับเส้นชีพจรเวท กระแสมานา และธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของกรีนโอเชี่ยน ปัญหาที่น่าเบื่อและจำเพาะเจาะจงเกินไปที่ใครอื่นนอกจากดรูอิดจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ และแม้คนจะคิดไปต่างๆ นานา แต่คลาสนี้ก็ไม่ได้ปรากฏให้เห็นบ่อยไปกว่าจอมเวททั่วไปในฟลอเรีย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถึงแม้สภาพแวดล้อมจะมีผลต่อโอกาสในการได้รับคลาส แต่มันก็เป็นผลที่สังเกตเห็นได้ผ่านหลายชั่วอายุคนเท่านั้น มันยังไม่แสดงผลอย่างมีนัยสำคัญในเมืองนี้
แต่นิครู้ดีกว่านั้น
อย่างแรก กรีนโอเชี่ยนไม่ใช่แค่ป่า—มันคือความวิปริตมหึมาที่กินพื้นที่ฝั่งตะวันตกของทวีปทั้งหมด หากแผนที่คร่าวๆ ที่เขาเห็นนั้นถูกต้อง ขนาดของมันน่าจะใกล้เคียงกับป่าอเมซอนมากกว่าป่าทึบทั่วไป ในโลกที่มีเวทมนตร์ซึ่งมีชีวิต เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นและสัตว์ประหลาด สภาพแวดล้อมแบบนั้นย่อมเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าสนใจรอให้ค้นพบ
บันทึกของโรเบอร์ตาเกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของเส้นชีพจรเวทนั้นน่าสนใจเป็นพิเศษ ทุกๆ สองสามทศวรรษ เส้นเลือดที่อุดมไปด้วยมานาใต้ผืนป่าจะลอยตัวขึ้นมา บิดเบือนพื้นที่และทุกสิ่งในบริเวณนั้น เธอรายงานถึงการเพิ่มจำนวนของสัตว์ประหลาดอย่างมีนัยสำคัญในสองครั้งที่เธอได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาตนเอง และทั้งสองครั้ง สัตว์ร้ายเหล่านั้นก็ทะลักออกมาจากกรีนโอเชี่ยนและสร้างปัญหาให้กับฟลอเรีย
ไม่ถึงขั้นโลกแตกเหมือนกับว่ามันเกิดขึ้นที่หน้าประตูบ้าน แต่ก็มากพอที่จะลดจำนวนประชากรลงได้อย่างเห็นได้ชัด
ปรากฏการณ์นั้นอาจอธิบายได้ว่าทำไมฟลอเรียถึงเพิ่งฟื้นตัวได้ไม่ถึงศตวรรษ ทั้งที่ตามเทคนิคนั้นเก่าแก่กว่ามาก หากชุมชนก่อนหน้านี้ต้องเผชิญกับการที่เส้นชีพจรเวทปะทุขึ้นใกล้ๆ พวกเขาคงไม่อาจอยู่รอดได้ ผู้คนน่าจะทิ้งบ้านเรือน ซึ่งถูกป่ากลืนกิน ก่อนจะถูกค้นพบอีกครั้งจากความพยายามในการกอบกู้พื้นที่
ความคิดของนิคยังคงวนเวียนอยู่กับดันเจี้ยนโบราณเหล่านั้นขณะที่กระชากวัชพืชดื้อด้านอีกต้นออกจากดิน เขายังไม่ได้ยินเบาะแสใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้จากการตระเวนในหมู่บ้าน แม้จะเป็นอดีตนักผจญภัยที่เกษียณแล้ว แต่แม่ของเขาก็ไม่เคยพูดถึง และไม่มีการกล่าวถึงในหนังสือของเขาเช่นกัน แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือแหล่งสุดท้ายอย่างท่านวิคาร์ก็ไม่เคยเปรยถึงหัวข้อนี้ในระหว่างบทเรียน แน่นอนว่านั่นยิ่งทำให้นิคอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นไปอีก
เขามีแผนที่จะสืบหาข้อมูลเพิ่มเติม แต่นั่นต้องรอจนกว่าเขาจะพ้นโทษงี่เง่านี่เสียก่อน
เศษเสี้ยวข้อมูลที่เขาแกะได้จากงานเขียนของโรเบอร์ตาก็ยังไม่ทำให้เขาพอใจ เธอพูดถึงดันเจี้ยนในบริบทของการพุ่งพล่านของเส้นชีพจรเวทเท่านั้น โดยบรรยายว่าพวกมันเป็น "เนื้องอกในถักทอของธรรมชาติ" ตามที่เธอว่าไว้ สัตว์ป่าในท้องถิ่นไม่สามารถรับมือกับมานาที่ทะลักเข้ามาอย่างกะทันหันเมื่อเส้นชีพจรเวทเคลื่อนตัว นำไปสู่การกลายพันธุ์ สัตว์ต่างๆ เติบโตแข็งแกร่งเกินกว่าที่จะควบคุมได้ บ่อยครั้งนำไปสู่สัตว์ประหลาดที่มีพลังเวทที่มัวเมาในอำนาจและอาละวาดไปทั่ว
แต่บางครั้ง ผืนดินเองก็ดูเหมือนจะแตกออก ก่อเกิดเป็นกระเปาะของเวทมนตร์ที่โกลาหล—ดันเจี้ยน นิคได้แต่จินตนาการว่ามีอะไรอยู่ข้างในนั้น เพราะโรเบอร์ตากล่าวถึงพวกมันว่าเป็นแค่สิ่งที่น่ารำคาญต่องานในฐานะผู้พิทักษ์สมดุลของเธอ และดูแคลนพวกที่แสวงหามัน
เขาเคยคิดชั่ววูบว่าจะถามท่านวิคาร์เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ดูทรงแล้วคงไม่ได้รับคำตอบหลังจากวีรกรรมล่าสุด ชายผู้นั้นสงสัยอยู่แล้วว่านิคกระตือรือร้นเรื่องเวทมนตร์จนเกินดี และเขาก็ไม่มีเจตนาจะราดน้ำมันลงกองไฟ
"นิโคลัส" เสียงเฉียบขาดของแม่ดังแทรกความคิดของเขา
เขาสะดุ้ง เงยหน้าขึ้นเห็นเอเลน่ามองเขาจากขอบสนาม กอดดอกแน่น "ลูกใจลอยอีกแล้วนะ" เธอดุ แม้ว่าน้ำเสียงจะอ่อนลงเมื่อเทียบกับความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อสัปดาห์ก่อน "ตั้งใจหน่อย งานมันไม่เสร็จเองหรอกนะ"
"ครับ" นิคพึมพำ ดึงวัชพืชอีกต้นด้วยแรงที่มากกว่าเดิมเพื่อเอาใจเธอ
เธอยืนดูต่ออีกครู่หนึ่ง หรี่ตาลงเล็กน้อย "ลูกทำได้ดีแล้ว แต่อย่าคิดว่านั่นจะช่วยให้รอดจากงานบ้านพิเศษนะ เดี๋ยวแม่จะมาดูใหม่"
นิคพยักหน้า รอจนเธอหันหลังเดินกลับไปที่บ้านก่อนจะถอนหายใจ มือของเขาขยับไปตามกลไกขณะจัดการถางหญ้าต่อ แต่จิตใจของเขาแล่นกลับไปที่สมุดบันทึก
นอกเหนือจากดันเจี้ยน—ซึ่งเป็นการค้นพบที่น่าตื่นเต้นที่สุด—นิคยังคงพยายามแกะคาถาสามบทที่ลงไว้บนบันทึก
เขาเรียกหน้าต่างสเตตัสออกมาด้วยความคิด ยิ้มอย่างพอใจกับสิ่งที่เห็น
NICK CROWLEY
LEVEL 6
MANA 19
STR 14
DEX 18
CON 16
INT 24
WIS 29
CHA 24
Occultist/Human
สิ่งแรกที่สะดุดตาคือเขาเลเวลอัปอีกแล้ว มันเชื่อมโยงโดยตรงกับการศึกษาเวทมนตร์ของโรเบอร์ตา ซึ่งสมเหตุสมผล เพราะเท่าที่เขาเข้าใจ คลาสของเขาน่าจะเติบโตจากการวิจัยทางเวทมนตร์และการใช้คาถาที่ลึกลับ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ได้รับค่าประสบการณ์จากการต่อสู้ เห็นได้จากการที่เขาเอาชนะหมาป่าและได้รับ 200 แต้มประสบการณ์ แต่นั่นก็น้อยกว่าการใช้คาถาพื้นฐานอย่าง [Hoplite's Help] ครั้งแรกถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนคาถาที่ซับซ้อนกว่าอย่าง [Eye for an Eye] ให้ค่าประสบการณ์มากกว่าถึงหกเท่า
เมื่อพิจารณาว่าทั้งหมดนั้นเป็นคาถาสำเร็จรูปที่เขารู้อยู่แล้วตอนมายังโลกนี้ เขาพนันได้เลยว่าการสร้างคาถาใหม่ขึ้นมาเอง หรือแม้แต่การวิศวกรรมย้อนกลับเวทมนตร์ท้องถิ่นที่ซับซ้อน จะต้องให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งกว่า
จะว่าไป ไม่ใช่ว่ามือใหม่ทุกคนจะเริ่มทำคาถายากๆ ได้ตั้งแต่แรกหรอก ฉันพนันว่า Occultist ทั่วไปที่นี่ต้องพึ่งพาอาจารย์เพียงอย่างเดียว อืม มันก็สมดุลกันดีนะ เพราะฉันไม่ได้ค่าประสบการณ์จากการออกกำลังกายหรือฝึกกับแม่เลย ไม่ว่าเธอจะบอกว่ามันจะมีประโยชน์สักวันหนึ่งมากแค่ไหนก็ตาม
ยังดีที่ค่าสเตตัสที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อค่าเสน่ห์ (CHA) ด้วย ไม่งั้นเขาคงแสร้งทำเป็นสำนึกผิดได้ไม่เนียนขนาดนี้
ฟลอเรียเป็นเมืองที่น่าอยู่จริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการตั้งอยู่บนชายขอบของพื้นที่ป่าเถื่อน มันมีประชากรถาวรแค่ไม่กี่พันคน ซึ่งทำให้มันยังคงรักษาเสน่ห์เอาไว้ได้โดยไม่กลายเป็นแค่หมู่บ้านเล็กๆ
ถนนหนทางได้รับการปูหินอย่างดีและสะอาดสะอ้าน ขอบคุณการทำงานหนักของทหารใหม่ในกองกำลังท้องถิ่น ที่จะถูกเกณฑ์มาทำงานนี้ทุกครั้งที่ทำผิด มีร้านค้าช่างฝีมือทุกประเภทให้บริการทุกคน ตั้งแต่แม่บ้านที่มองหาผักผลไม้สด ไปจนถึงนักผจญภัยที่คันไม้คันมืออยากเสี่ยงโชคที่กรีนโอเชี่ยนและต้องการตุนโพชั่นกับยาแก้พิษ
มีร้านเหล้าอยู่เพียงสองแห่ง แห่งที่ดูดีกว่าตั้งอยู่ที่ทางเข้าเมืองฝั่งตะวันออก มีไว้บริการพ่อค้าของอาณาจักรและผู้มาเยือนนานๆ ครั้งที่มีเงินพอจะจ่ายค่าที่พักและอาหาร
อีกแห่งซึ่งเป็นเป้าหมายของนิคในวันนี้ อยู่ฝั่งตรงข้าม ใกล้กับกำแพงเมืองที่ในทางเทคนิคแล้วช่วยป้องกันพวกเขาจากผู้อาศัยในป่า—ซึ่งนิคสงสัยอย่างมากว่ามันเคยเป็นจุดยึดสำหรับเขตอาคม และตอนนี้ถูกใช้เป็นเพียงเครื่องป้องกันทางกายภาพให้ทหารได้หลบซ่อนในกรณีที่สัตว์ร้ายที่บินหรือปีนป่ายได้ตัดสินใจลองดี—ร้านนี้อุทิศให้กับลูกค้าประเภทเดียว: นักผจญภัย
วีรกรรมล่าสุดกับเอเลียยังคงเป็นที่โจษจัน ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาส่งสายตาให้เขา บ้างก็ขบขัน บ้างก็กังวล และไม่ได้ช่วยอะไรเลยที่หญิงชราสองสามคนจะจิ๊ปากและส่ายหัวเมื่อเขาเดินผ่าน นิคไม่ได้กังวลมากนักว่าจะถูกจำได้ เพราะพ่อของเขาทำงานบนกำแพงเกือบทุกวัน และการที่เด็กจะมาเยี่ยมพ่อแม่ก็เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าใครเห็นเขาที่ร้านเหล้า พวกเขาต้องเอาไปฟ้องแน่ และแม่คงกักบริเวณเขาเป็นเดือน
นั่นคือเหตุผลที่เขาพุ่งตัวเข้าซอยข้างทางทันทีที่ถึงส่วนที่หนาแน่นของเมือง เขาผ่านชายสองสามคนที่กำลังขนลังสินค้าและวัยรุ่นคู่หนึ่งที่กำลังจูบกันนัวเนีย แต่ไม่มีใครสนใจเขามากนัก เส้นทางของเขามีเป้าหมายชัดเจน แม้จะต้องใช้เวลามากกว่าเดิม ยอมเสียเวลาเพิ่มสักสองสามนาทีดีกว่าเสี่ยงให้พวกคนแก่ขี้บ่นถามคำถาม
หลังจากด้อมๆ มองๆ อยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเขาก็มาถึงร้านเหล้า มันดูดิบเถื่อนกว่าอินน์ที่ขัดเงาวับอีกฝั่งของเมือง ที่นี่ต้อนรับผู้ที่ใช้ชีวิตบนความเสี่ยง นักผจญภัยที่กล้าเสี่ยงภัยในกรีนโอเชี่ยนและบางครั้งก็ไม่ได้กลับมา กลิ่นของเอล เหงื่อ และกลิ่นจางๆ ของน้ำมันขัดดาบอบอวลในอากาศ แม้ว่าจะยังไม่ถึงเวลาอาหารกลางวัน ลูกค้าประจำส่วนใหญ่จะยังไม่มาจนกว่าจะถึงช่วงบ่าย หลังจากจัดการกับสัตว์ร้ายที่ซุ่มซ่อนอยู่ชายป่าเมื่อเช้าเสร็จแล้ว
นิคแนบตัวเข้ากับเงามืดของตรอกแคบข้างร้านเหล้า ชะโงกมองจากหลังกองถังเปล่า เขารอ ประตูหลังของร้านเหล้าเปิดออกอย่างที่เขาคาดไว้ เด็กสาว—แก่กว่าเขาไม่กี่ปีแต่แบกรับภาระความเป็นผู้ใหญ่ไว้แล้ว—ก้าวออกมา ผ้ากันเปื้อนของเธอเปื้อนคราบอาหารและเครื่องดื่มเก่าๆ และเธอดูเหนื่อยล้า
นั่นคือเทเรซ่า เธอเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านเหล้า แต่ก็เป็นแม่และภรรยาด้วย สามีรุ่นราวคราวเดียวกันของเธอทำงานเป็นยามบนกำแพงใต้บังคับบัญชาพ่อของนิค ซึ่งเป็นคนเล่าให้ที่บ้านฟังอย่างขบขันว่านี่เป็นช่วงเวลาที่เด็กสาวมักจะแอบออกมาคุยกับคนรักสักครู่ มันเป็นช่วงเวลาเดียวที่ประตูหลังของร้านเหล้าจะไม่มีคนเฝ้า
นิครอ ย่อตัวต่ำขณะเทเรซ่าข้ามถนนและหายไปในถนนสายหลัก เมื่อเธอลับสายตา เขาพุ่งออกจากที่ซ่อนและแทรกตัวผ่านประตูหลังหลังจากใช้พลังจลน์ (kinetic push) สะเดาะกลอนเบาๆ
ข้างในร้านเหล้าเงียบสงบ มีนักผจญภัยเพียงไม่กี่คนนั่งอยู่ในห้องโถงกลาง จิบเครื่องดื่มหรือคุยกันเสียงเบา
นิคเจอตุู้เก็บของที่มุมไกลของห้องซึ่งเหมาะเจาะกับวัตถุประสงค์ของเขา มันใหญ่พอให้เขาเบียดตัวเข้าไปได้ แต่เต็มไปด้วยฝุ่น ว่างเปล่า และไม่น่าจะมีใครมาเปิดใช้เร็วๆ นี้ หลังจากกวาดตามองรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็น เขาก็แทรกตัวเข้าไปและดึงประตูปิด ทิ้งช่องว่างไว้เพียงเล็กน้อยพอให้เสียงเล็ดลอดเข้ามาได้
เสียงแก้วกระทบกันและเสียงพูดคุยพึมพำค่อยๆ ดังขึ้นเต็มร้านเมื่อมีคนเข้ามามากขึ้น นิคขดตัวอยู่ในที่แคบ เข่าชิดอก เขาระวังไม่ให้ขยับตัวมากเกินไป เพราะเสียงเพียงนิดเดียวอาจทำให้ความแตก ข้อมูลไหลเวียนอย่างอิสระในสถานที่แบบนี้ และนิคก็กระตือรือร้นที่จะซึมซับมันให้เต็มที่