เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 นางรำ

บทที่ 14 นางรำ

บทที่ 14 นางรำ


บทที่ 14 นางรำ

"...แม่ครับ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?"

เรนเอ่ยถามด้วยความกังวล เขาไม่บ่อยนักที่จะเห็นฟรังกาทำสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังขนาดนี้ จนเผลอคิดไปว่าตัวเองไปก่อเรื่องวุ่นวายที่ไหนไว้หรือเปล่า จึงรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย

"ลูกตามแม่มาทางนี้"

พูดจบ ฟรังกาจูงมือเรนเดินเข้าไปในห้องหนึ่งภายในโรงเรียนประถม หลังจากปิดประตูและร่ายคาถาเก็บเสียงอย่างลวกๆ แล้ว ฟรังกาจึงเริ่มพูดขึ้น

"ลูกเคยบอกให้แม่คอยระวังเรื่อง ความรู้ต้องห้าม ที่อาจจะไหลทะลักเข้ามายังเกาะธงทมิฬใช่ไหม?"

"เมื่อช่วงบ่ายนี้เอง กลาาสีเรือที่ท่าเรือตรวจพบหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความรู้ต้องห้าม อยู่กับพ่อค้าคนหนึ่ง"

"โชคดีที่แม่ไปถึงทันเวลาและใช้เคล็ดวิชาลับผนึกมันเอาไว้ได้ทันท่วงที ไม่อย่างนั้นผลที่ตามมาคงยากจะจินตนาการ"

ดวงตาของเรนเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ

เมื่อสองเดือนก่อน เขาเคยเตือนเรื่องนี้กับฟรังกาไว้ ไม่นึกเลยว่าตอนนี้พวกเขาจะจับตัวการที่เผยแพร่ความรู้ต้องห้ามได้แล้วจริงๆ

ฟรังกาจ้องมองเรนพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"เรน แม่จะเตือนลูกอีกครั้งนะ"

"แค่เพียงได้รับรู้ ความรู้ต้องห้าม ก็จะส่งผลกระทบที่ไม่อาจแก้ไขได้ต่อคนคนนั้น"

"หากใครติดเชื้อจากความรู้ต้องห้าม ถึงแม้ภายนอกจะดูเหมือนคนเดิมทุกประการ แต่จิตใจและบุคลิกภายในจะบิดเบี้ยวไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับถูกแทนที่ด้วยตัวตนบางอย่างที่ไม่อาจเอ่ยนาม!"

เป็นอย่างที่คิด... เรนจมอยู่ในห้วงความคิด

คำพูดของฟรังกาช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานของเขาก่อนหน้านี้ ในเส้นทางความเป็นไปได้ที่ไม่สมบูรณ์นั้น สาเหตุที่บ๊อบบี้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนจนลงมือสังหารเด็กๆ ในโรงเรียนอย่างโหดเหี้ยม ก็มาจากการปนเปื้อนของความรู้ต้องห้ามนั่นเอง

ที่ฟรังกาพูดกับเขาด้วยท่าทีจริงจังขนาดนี้ ก็เพราะเป็นห่วงเรื่องนี้นี่เอง

อย่างไรก็ตาม เรนยังคงมีข้อกังขาอยู่บ้าง พ่อค้าที่ถูกจับได้ในครั้งนี้ เป็นตัวการที่ชักนำบ๊อบบี้ไปสู่หนทางที่ผิดจริงหรือ?

ในขณะที่เรนกำลังครุ่นคิด ฟรังกาก็เอื้อมมือมาลูบหัวเล็กๆ ของเขา น้ำเสียงของเธออ่อนลงและกล่าวอย่างอ่อนโยน

"เรน แม่จะไม่ถามหรอกนะว่าลูกไปรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน"

"แต่แม่หวังว่าลูกจะจำไว้เสมอว่า ลูกเชื่อใจแม่กับเลออนได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ลูกบอกพวกเราได้เสมอ"

เมื่อได้ยินดังนั้น เรนก็รู้สึกอบอุ่นวาบในหัวใจ

บอกตามตรง สิ่งที่ทำให้เขาซาบซึ้งใจในตัวพ่อแม่คู่นี้มากที่สุด ไม่ใช่การดูแลเอาใจใส่อย่างดีเยี่ยม แต่เป็นความไว้วางใจที่พวกเขามอบให้ พวกเขาไม่เคยมองข้ามคำพูดของเขาเพียงเพราะเห็นว่าเรนเป็นแค่เด็กสามขวบ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้ต้องห้าม หรือเรื่องที่เลออนเคยสอบถามเขาก่อนหน้านี้ การได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อแม่คู่นี้ช่างเป็นโชคดีของเรนจริงๆ

วันเวลาล่วงเลยไปเช่นนี้

ไม่นานนัก เกาะธงทมิฬก็เข้าสู่เดือนมิถุนายน

ด้วยอิทธิพลของกระแสลมมรสุมฤดูร้อน ทำให้ช่วงนี้มีเรือจำนวนมากเริ่มออกเดินเรือระยะไกล ใบหน้าค่าตาใหม่ๆ จึงปรากฏขึ้นบนเกาะธงทมิฬมากมาย แต่เรื่องพวกนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรนสักเท่าไหร่

ชีวิตของเขาในช่วงนี้ช่างสมบูรณ์แบบและยอดเยี่ยม

ในตอนกลางวัน เขาเข้าเรียนที่โรงเรียน คอยซึมซับความรู้ต่างๆ ของโลกใบนี้ราวกับฟองน้ำ หลังจากเลิกเรียน เขาก็วิ่งเล่นกับเด็กๆ บนเกาะ จนแทบจะสำรวจทั่วทั้งเกาะธงทมิฬไปแล้ว

ในระหว่างนั้น บุคลิกที่โดดเด่นและความสุขุมเกินวัยของเรน ก็ได้เปลี่ยนมุมมองของเด็กโตหลายคนที่มีต่อเขา บารมีของเขาในหมู่เด็กๆ เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน

แน่นอนว่า เรนไม่ลืมสมบัติล้ำค่าของเขา เรืออลิซ!

ทุกคืนก่อนนอน เรนจะประคองเรือในขวดแก้วและสื่อสารกับมันผ่านจิตสำนึก แม้ว่าเขาจะยังไม่สัมผัสถึงดวงวิญญาณของเรือ แต่ดูเหมือนว่าอลิซจะค่อยๆ แผ่ความรู้สึกผูกพันออกมาทีละน้อย

สิ่งนี้ทำให้เรนเฝ้ารรอวันที่เขาจะได้ออกเรือจริงๆ อย่างใจจดใจจ่อ

วันนี้บนเกาะธงทมิฬเป็นอีกวันที่อากาศดี สายลมพัดเอื่อยและแสงแดดสดใส

หลังจากเลิกเรียนที่โรงเรียนประถม เด็กๆ ต่างจับกลุ่มกันสองสามคน

"ลูกพี่เรน!"

โรเจอร์วิ่งเข้ามาหาเรนด้วยความตื่นเต้นเหมือนเช่นเคย

"วันนี้มีเรือพ่อค้ามาเทียบท่าที่ท่าเรือของเรา ดูท่าทางอลังการมากเลยล่ะ!"

บ๊อบบี้เสริมขึ้นมา "ฉันก็ได้ยินมาเหมือนกัน เห็นว่าชื่อเรือ... อันบีเตอร์ อะไรสักอย่างนี่แหละ แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือ กัปตันเรือลำนั้นดูเหมือนจะเป็นผู้หญิงด้วยนะ!"

"กัปตันผู้หญิงเหรอ?"

เรนเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ

ในยุคสมัยนี้ ผู้หญิงมักจะถูกมองว่าเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า ประกอบกับข้อจำกัดทางสรีระ ทำให้ยากที่จะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายของการเดินเรือ เรือโจรสลัดบางลำยอมขนแกะตัวเมียขึ้นเรือดีกว่าจะให้ผู้หญิงขึ้นมา เพราะเชื่อว่าจะนำโชคร้ายมาสู่เรือ

ดังนั้น อย่าว่าแต่กัปตันผู้หญิงเลย แม้แต่ลูกเรือหญิงก็ยังหาได้ยากยิ่ง

ในตอนนั้นเอง โรเจอร์ก็ขยิบตาให้เรน

"ลูกพี่ ฉันได้ยินมาอีกว่า เย็นนี้เรือพ่อค้าลำนั้นจะจัดแสดงระบำนางรำด้วยนะ! พวกเราไปดูกันไหม?"

"หืม? นางรำเหรอ?"

เรนหูผึ่งขึ้นมาทันที

แบบนี้ค่อยน่าสนใจหน่อย

เกาะธงทมิฬนั้นดีทุกอย่าง ยกเว้นแต่กิจกรรมความบันเทิงที่ขาดแคลนเหลือเกิน การพลาดชมการแสดงนางรำครั้งนี้ อาจหมายถึงต้องรอไปอีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้กว่าจะได้ดูอีก

แน่นอนว่าด้วยวัยของเรนตอนนี้ มันก็เป็นเพียงแค่อาหารตาและการเข้าร่วมสนุกตามประสา

เรนเหลือบมองห้องเรียนที่ว่างเปล่าแล้วก็เข้าใจได้ทันที มิน่าล่ะ เด็กๆ ถึงได้รีบวิ่งแจ้นทันทีที่เลิกเรียน ที่แท้ทุกคนก็จะไปดูคณะนางรำกันนี่เอง!

คิดได้ดังนั้น เรนไม่ลังเลอีกต่อไป เขานำขบวนเพื่อนๆ มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองทันที

ณ ลานกว้าง

ชาวเกาะที่มารรอชมต่างยืนล้อมรอบเวทีชั่วคราว ชะเง้อคอมองเหล่าหญิงสาวที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่าน

"โอ้ นายน้อยเรนก็มาด้วยหรือครับ?"

การปรากฏตัวของเรนดึงดูดความสนใจของชาวเกาะทันที การตระเวนไปทั่วเกาะในช่วงที่ผ่านมาทำให้เรนเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของชาวบ้าน ทุกคนต่างรู้ดีว่าลูกชายของท่านเจ้าเกาะ แม้จะยังเด็กแต่ก็ฉลาดเฉลียวเป็นกรด บวกกับหน้าตาที่น่ารักและวาจาที่ไพเราะ จึงยากที่จะไม่เอ็นดู

"มาๆ ลูกพี่เรนตัวน้อย มานั่งตรงนี้สิ"

คุณลุงหนวดเครารุงรังคนหนึ่งซึ่งจองที่นั่งหน้าเวทีไว้แล้ว เมื่อเห็นเรนมาถึงก็กวักมือเรียกอย่างกระตือรือร้นให้มานั่งข้างๆ

"ขอบคุณครับ ลุงมาร์ติน"

เรนไม่ปฏิเสธน้ำใจ หลังจากกล่าวขอบคุณ เขาก็พาบ๊อบบี้และโรเจอร์ลงนั่ง

มาร์ตินมองไปทางเวทีแล้วเอ่ยขึ้น "นางรำบนเรืออันบีเตอร์ล้วนเป็นสาวงามจากเกาะไข่มุกทั้งนั้น เกาะนั้นขึ้นชื่อเรื่องสาวงาม ว่ากันว่าผิวพรรณของพวกเธอขาวเนียนยิ่งกว่าไข่มุกจากทะเลลึกเสียอีก"

โรเจอร์ได้ยินดังนั้นก็อดถามไม่ได้ "ผิวขาวแล้วมันมีประโยชน์ตรงไหนครับ? จะทำให้สู้เก่งขึ้นเหรอ?"

"ฮ่าๆๆๆ..."

มาร์ตินหัวเราะลั่นพร้อมกับพูดอย่างมีความนัย "โตขึ้นเดี๋ยวเอ็งก็รู้เองแหละไอ้หนู"

ในขณะนั้นเอง เรนสังเกตเห็นร่างหนึ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษอยู่ทางด้านหลังเวที

เธอเป็นหญิงสาวสวยผมแดงในชุดกระโปรงสีแดงสด บุคลิกของเธอดูผสมผสานระหว่างภรรยาสาวและหญิงสาวแรกรุ่น ในมือถือกล้องยาสูบเรียวยาว ริมฝีปากสีแดงเผยอเล็กน้อยพ่นควันจางๆ ออกมา ดวงตาสีกุหลาบหรี่ลงเล็กน้อย ดูราวกับว่าเธอกำลังเพลิดเพลินกับบรรยากาศ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่คือผู้หญิงที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างร้ายกาจ

แต่เรนกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายบางอย่างจากตัวเธอ

ไม่นานนัก โรเจอร์ก็สังเกตเห็นสาวผมแดงคนนั้นเช่นกันและอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น

"พี่สาวคนนั้นสวยชะมัด! เธอเป็นหนึ่งในนางรำของเรืออันบีเตอร์เหรอ? ทำไมยังไม่ออกมาเต้นอีกล่ะ..."

"ชู่ว..."

หลังจากเห็นหน้าหญิงสาวชัดเจน มาร์ตินก็สูดลมหายใจเฮือกใหญ่และรีบเอามือปิดปากโรเจอร์ทันที

"พ่อทูนหัว อย่าพูดเชียวนะ ผู้หญิงคนนั้นคือกัปตันของเรืออันบีเตอร์!"

มาร์ตินรู้สึกใจคอไม่ดี หากกัปตันหญิงคนนั้นได้ยินคำพูดของโรเจอร์เข้า ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องยุ่งยากอะไรตามมา

และในจังหวะนั้นเอง

กัปตันสาวผมแดงก็หันขวับมา สายตาของเธอจับจ้องมาที่กลุ่มของเรนพอดี

จบบทที่ บทที่ 14 นางรำ

คัดลอกลิงก์แล้ว