- หน้าแรก
- ผู้เล่นของข้างดุร้ายมาก
- บทที่ 6: พวกเจ้าเป็นผู้เล่นรุ่นที่แย่ที่สุดเท่าที่ข้าเคยคุมมาเลยจริงๆ!
บทที่ 6: พวกเจ้าเป็นผู้เล่นรุ่นที่แย่ที่สุดเท่าที่ข้าเคยคุมมาเลยจริงๆ!
บทที่ 6: พวกเจ้าเป็นผู้เล่นรุ่นที่แย่ที่สุดเท่าที่ข้าเคยคุมมาเลยจริงๆ!
บทที่ 6: พวกเจ้าเป็นผู้เล่นรุ่นที่แย่ที่สุดเท่าที่ข้าเคยคุมมาเลยจริงๆ!
อา... เวลา!
ท่ามกลางการศึกแรกอันแสนชุลมุน เมอร์ฟีตระหนักได้ว่าเขามองข้ามปัจจัยสำคัญประการนี้ไป
ผู้เล่นตัวน้อยของเขาก็ไม่ได้ว่างตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อรอให้เขาเรียกตัวมาทำภารกิจกอบกู้โลกเสียหน่อย พวกเขาในอีกโลกหนึ่งก็ต้องทำงานทำการหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ซื้อนมให้ลูก ซื้อเครื่องสำอางให้เมีย กตัญญูต่อพ่อแม่ และดูแลพี่น้องเหมือนกันนี่นา
พับผ่าสิ!
ปัจจัยสำคัญเรื่องนี้ ครั้งหน้าข้าต้องคำนึงถึงให้ได้!
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งอุดรอยรั่ว หลังจากเอ่ยคำให้กำลังใจเหล่า "นักรบต่างมิติ" ด้วยประโยคแบบ NPC เสร็จ เมอร์ฟีก็หันไปตบไหล่แม็กซิม
แม้จะคอยเตือนตัวเองว่าต้องระมัดระวังและรอบคอบ เพราะทรีซยังรอเขาอยู่ที่เมืองแคดแมน หากไม่มีเขา ยัยเจ้าแม่ขยะนั่นต้องหิวตายข้างถนนแน่นอน ดังนั้นความปลอดภัยของตัวเองต้องมาก่อนเสมอ!
แต่ในยามที่ผู้เล่นยังไม่เติบโตพอ หากเกิดเรื่องขึ้น เขาก็ยังต้องเป็นคนออกหน้าไปก่อน!
ยังดีที่ตอนนี้เป็นเวลากลางคืน
การคุ้มครองจากมารดาแห่งรัตติกาลผู้มีใบหน้าทั้งความเมตตาและความเย็นชา ช่วยส่งเสริมความสามารถด้านต่าง ๆ ของแวมไพร์ได้เป็นอย่างดี ทำให้เมอร์ฟีที่สวมใส่อุปกรณ์ชั้นยอดไม่หวั่นเกรงที่จะก้าวออกไปปะทะดาบ
เมื่อได้รับสัญญาณจากเมอร์ฟี แม็กซิมที่เตรียมใจมาอย่างดีตั้งแต่ก่อนออกเดินทางก็กัดฟันกรอกของเหลวสีแดงขวดเล็กลงคอ
ทันใดนั้น เส้นเลือดในดวงตาของเขาก็ปูดโปนออกมา เขาหอบหายใจเยี่ยงโคถึกพลางยกอาวุธขึ้นคำรามก้องอย่างน่าเกรงขาม ก่อนจะพุ่งเข้าใส่นักล่าแม่มดที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที
เมอร์ฟีพุ่งตามไปติด ๆ
เขาใช้ทักษะการเยื้องย่างในเงามืดระดับ "เชี่ยวชาญ" ที่ฝึกมาจากการเดินเลาะเงากำแพง และวิชาดาบแร้งโลหิตระดับ "เริ่มต้น" เข้าประจัญบาน และแน่นอนว่าเขาไม่ลืมว่าตัวเองเป็นผู้ใช้พลังจิต ด้วย
ภายใต้การกำบังของแม็กซิมที่เป็นตัวชน เมอร์ฟีจึงปลดปล่อย "พลังจิตกระแทก" ออกไป
ชื่อฟังดูโครตเทพ แต่ความจริงมันคือการรวบรวมพลังจิตที่เหลือเพียงน้อยนิดในร่าง แล้วขว้างออกไปเป็นก้อนกลม ๆ ซึ่งดูไม่มีอานุภาพข่มขวัญอะไรเลย
ยังดีที่ระยะปะทะนั้นใกล้พอ!
ในจังหวะที่แม็กซิมเข้าตะลุมบอนกับนักล่าแม่มด นักล่าแม่มดร่างเตี้ยคนหนึ่งก็ถูกบอลพลังจิตมืดของเมอร์ฟีอัดเข้าที่ใบหน้าเต็ม ๆ
อีกฝ่ายปฏิกิริยาไวมาก เขาร้องลั่นพลางล้มลง แต่ในวินาทีนั้นเขาก็ใช้ทักษะ "การต่อสู้ในความมืด" (สู้แบบตาบอด) ยิงหน้าไม้ใส่เมอร์ฟีหนึ่งดอก ทว่าลูกศรกลับกระเด้งออกจากเกราะหน้าอกของเมอร์ฟีโดยไม่ทิ้งแม้แต่รอยขีดข่วน
สมกับเป็นเกราะผู้อาวุโสที่แม่ทรีซเคยใช้!
พลังป้องกันนี่แม่มโครตปึ้ก!
เมื่อเห็นว่าการสวนกลับไม่ได้ผล นักล่าแม่มดที่โดนพลังจิตอัดจนหน้าดูเหมือน "หน้าโทนสโมกกี้อายจากเลือด" ก็ชักดาบสงครามออกมาหมายจะขัดขืน แต่แวมไพร์หนุ่มกลับเตะสูงเข้าที่ข้อมือจนดาบหลุดมือ จากนั้นก็ขึ้นคร่อมร่างแล้วใช้ดาบยาวในมือแทงทะลุเข้าที่ดวงตาของอีกฝ่าย
ด้วยความทรงจำทางร่างกายบวกกับความเร็วที่ถูกเสริมพลังโดยรัตติกาล กระบวนท่านี้จึงลื่นไหลและเฉียบคมยิ่งนัก ราวกับอสรพิษที่ฉกกัดเหยื่อในคำเดียว
ของเหลวอุ่น ๆ กระเซ็นเปื้อนแก้มของเมอร์ฟี แต่มันกลับไม่ทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้แม้จะเป็นการฆ่าคนครั้งแรก
ในทางกลับกัน กลิ่นคาวเลือดกลับเปลี่ยนเป็นความหวานล้ำที่แปลกประหลาดผ่านลมหายใจของเขา ราวกับมันกำลังยั่วยวนตัณหาอันมืดมิดในใจ ทำให้ลมหายใจของเขาเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา
พริบตานั้น ภายใต้ริมฝีปาก เขี้ยวแวมไพร์ทั้งสี่ซี่ที่ใช้สำหรับดูดเลือดก็งอกยาวออกมา
เลือด!
เขาโหยหาเลือด!
รู้สึกเหมือนมีมดไต่ไปตามตัว! อา... ขออีกนิดเถอะ!
จะว่าไปก็น่าเวทนา เพราะเขาคอยปฏิเสธ "เมนูหนูอ้วน" ที่ทรีซหยิบยื่นให้มาตลอด ทำให้เมอร์ฟีที่เป็นแวมไพร์มาหนึ่งปีเต็มยังไม่เคยได้สัมผัสกับ "งานเลี้ยงเลือดสด" ที่แท้จริงเลยสักครั้ง
คนหนุ่มย่อมไม่เข้าใจว่าเลือดสด ๆ สำหรับแวมไพร์นั้นช่างเย้ายวนเพียงใด ดังนั้นเมื่อได้ลิ้มรสเป็นครั้งแรก เขาจึงเข้าสู่สภาวะอันตรายที่เรียกว่า "กระหายเลือด" โดยไม่ทันตั้งตัว
นัยน์ตาสีแดงฉานจนปิดไม่มิด ไม่จำเป็นต้องใช้สายตาในการมองอีกต่อไป
แวมไพร์ที่เข้าสู่สถานะต่อสู้อย่างเต็มตัว ใช้เพียงการรับรู้ในชั่วพริบตาก็สามารถล็อกเป้าหมาย "ของอร่อย" ได้อย่างแม่นยำ พร้อมกับท่วงท่าที่เริ่มรวดเร็วและอำมหิตขึ้น
สัญชาตญาณผู้ล่าโบราณเริ่มตื่นขึ้นในตัวเมอร์ฟี ทำให้เขาฉีกหน้ากากแห่งความสง่างามทิ้ง แล้วเผยโฉมหน้าที่แท้จริงของภูตพรายยามวิกาลออกมา
ร่างนี้แหละคือแวมไพร์ที่แท้จริง ไม่ใช่พวกขุนนางยามวิกาลที่ชอบปั้นมาดจริตจะก้านในวันปกติ
ตระกูลแวมไพร์ที่ถูกผู้คนทั่วทั้งทวีปเกลียดชังมานับพันปี แต่กลับสามารถอยู่รอดและขยายพันธุ์ท่ามกลางความอาฆาตแค้นมาได้ ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่เล่ห์เหลี่ยมของนักวางแผนเท่านั้น
พลัง!
พลังที่แท้จริงซึ่งได้รับจากโลหิตต่างหาก คือรากฐานที่ทำให้เผ่าพันธุ์มืดนี้ดำรงอยู่ได้ และตอนนี้เมอร์ฟีก็ได้สัมผัสกับพลังนั้นแล้ว กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ทรงพลังยามราตรีอย่างเต็มตัว!
"อ๊ากกก!"
แม็กซิมที่เพิ่งออกรบครั้งแรกก็เช่นกัน อาศัยความบ้าบิ่นจากฤทธิ์ยาเข้าต้านทานนักล่าแม่มดสองคนไว้ได้ แต่ไม่เขาก็ถูกฟันที่แขนและก็ถูกทีบจนกระเด็นไป ทว่าเมอร์ฟีที่อยู่ในอาการ "กระหายเลือด" กลับพุ่งเข้าใส่เป้าหมายที่ใกล้ที่สุดจากด้านหลังราวกับภูตผี
เขาหักมือที่พยายามสวนกลับของอีกฝ่ายจนเสียงดัง "กร๊อบ" และท่ามกลางเสียงร้องโหยหวน เขี้ยวคมก็ฝังลงไปพร้อมกับ "เหล้าเลิศรส" ที่ไหลเข้าสู่ลำคอ
นักล่าแม่มดอีกสองคนที่เหลือเห็นภาพนี้เข้าก็โกรธจนเลือดขึ้นตา
พวกเขามีประสบการณ์ในการสู้กับแวมไพร์อย่างโชกโชน แทนที่จะพุ่งเข้ามาฆ่าสัตว์ประหลาดดูดเลือดตัวนี้ พวกเขากลับรีบถอยร่นอย่างรวดเร็ว แต่กลับถูกผู้เล่นตัวน้อยทั้งห้าคนที่พุ่งออกมาจากด้านข้างล้อมกรอบไว้หมดแล้ว
เหล่าผู้เล่นพุ่งเข้ามาโดยไม่มีรูปแบบแผนอะไรเลย ตอนนี้ไม่มีอาวุธจึงใช้มือเปล่าบวกกับความบ้าบิ่นล้วน ๆ พวกเขาควรจะรู้สึกหวาดกลัวต่อการต่อสู้ ทว่า "ความกลัว" คืออารมณ์ที่ผู้เล่นจะไม่มีทางมีเด็ดขาด!
ตราบใดที่อยู่ในเกม ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่พวกเขาไม่กล้าทำ!
หลังจากความมึนงงในช่วงแรกหายไปและได้รับคำแนะนำจาก NPC ความขบถในกระดูกของผู้เล่นทั้งห้าก็ถูกปลุกขึ้น
อีกฝ่ายขึ้นแถบเลือด (HP Bar) แล้ว แถมยังใช้วิธีลอบกัดขี้ขลาดฆ่าพวกเดียวกันไปคนหนึ่งแล้ว ถ้าไม่บวกให้ร่วงตอนนี้จะเก็บไว้ฉลองปีใหม่รึไง?
พวกเขาพุ่งเข้าใส่แบบไม่คิดชีวิตภายใต้การสั่งการของไต้โถวต้าเกอ (ลูกพี่ใหญ่) อาศัยจำนวนที่มากกว่ากดทับนักล่าแม่มดสองคนที่ถูกตีขนาบหน้าหลังลงกับพื้นในท่าทางที่ดู "ชายเหนือชาย" อย่างดุเดือด
"กร๊อบ"
ผู้เล่นคนหนึ่งถูกนักล่าแม่มดบิดคอจนหักคามือขณะที่ล้มลงบนพื้น ฉากการถูกฆ่าในพริบตานี้ทำให้ไต้โถวต้าเกอที่ถูกเตะกระเด็นออกมาโกรธจนตาแดงฉาน
"สัส! หวอหนิว (หอยทาก)! อ๊ากกก!! เอาชีวิตลูกข้าคืนมา!"
เขาร้องคำรามด้วยดวงตาแดงก่ำ คว้าหน้าไม้จากศพนักล่าแม่มดที่ตายอยู่บนพื้นมาถือไว้ แล้วหยิบมีดล่าสัตว์ขึ้นมา พุ่งเข้าไปแทงเข้าที่หน้าอกของนักล่าแม่มดที่เพิ่งบีบคอลูกรักของเขาตายอย่างแรง ก่อนจะกระหน่ำแทงซ้ำเหมือนเป็นการระบายโทสะ
ทักษะการต่อสู้แม่มโครตห่วย!
ไม่มีชั้นเชิงอะไรเลยสักนิด!
ทำเลเทะไปหมดเหมือนมือใหม่โง่ ๆ
แต่ได้ใจเรื่องใจสู้!
และ โครตอำมหิต!
สำหรับผู้เล่นมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มหัดเดิน แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
ผู้เล่นอีกสามคนที่เหลือก็กรีดร้องพุ่งเข้าใส่ พวกเขาช่วยกันกดร่างนักล่าแม่มดคนสุดท้ายที่กำลังดิ้นรนเหมือนตอนกำลังจะฆ่าหมูขึ้นปีใหม่ จนกระทั่งแม็กซิมที่หิ้วแขนที่บาดเจ็บพุ่งเข้ามาใช้ดาบปาดคออีกฝ่ายจนสิ้นลม
แต่ถึงแม้จะได้เปรียบขนาดสี่รุมหนึ่ง นักล่าแม่มดคนนั้นก่อนจะขาดใจตายก็ยังใช้มีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในมือ สังหารผู้เล่นอีกคนที่ลุกขึ้นไม่ทันไปได้อีกหนึ่งคนในการหายใจเฮือกสุดท้าย
ความโหดเหี้ยมและใจสู้ในการรบนั้นเรียกได้ว่าไม่ธรรมดาจริง ๆ
การปะทะที่สั้นและดุเดือดจบลงเพียงเท่านี้
ผู้เล่นเสียชีวิต 3 คน, ทาสโลหิตตาย 8 คน, แม็กซิมได้รับบาดเจ็บ, รถม้าพังยับเยิน แต่ข่าวดีคือ นักล่าแม่มดฝ่ายตรงข้ามทั้งสี่คนถูกกำจัดเรียบ
และเมอร์ฟีในฐานะแวมไพร์ ก็ได้ลิ้มรสชาติความหอมหวานของเลือดเป็นครั้งแรกเสียที
"ตุบ"
ศพที่ซูบซีดของนักล่าแม่มดซึ่งถูกสูบเลือดไปครึ่งหนึ่งร่วงลงแทบเท้าเมอร์ฟี
เมอร์ฟีที่เริ่มฟื้นจากสภาวะกระหายเลือดเช็ดคราบของเหลวเหนียวเหนอะที่มุมปาก เขาทำหน้าประหลาดพลางเม้มริมฝีปากเหมือนกำลังซึมซับรสชาติเมื่อครู่ จากนั้นสีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปทันควัน เหมือนกับตาแก่เลาปา (ดาราจีน) ที่ขว้างโทรศัพท์ทิ้งหลังถ่ายคลิปเสร็จ เขาขย้อนออกมาดัง "อุ๊วะ" ท่ามกลางสายตาของคนอื่น ๆ
"เชี่ย! บังอาจวางยาในเลือด... พวกนักล่าแม่มด พวกแกนี่มันแน่จริงๆ!"
เมอร์ฟีเช็ดปากพลางบ่นด่าในใจอย่างบ้าคลั่ง
เลือดของพวกนักล่าแม่มดน่ะกลิ่นหอมหวลก็จริง แต่ความจริงแล้วเหล่านักล่าแม่มดที่ถูกเสริมพลังด้วยพลังจิตเหล่านี้ จะดื่มยาปรุงพิเศษ ก่อนที่จะสู้กับแวมไพร์ เพื่อทำให้ในกระแสเลือดมีพิษที่ทำให้แวมไพร์อ่อนแรงไหลเวียนอยู่
ยาพวกนี้มีผลเสียต่อร่างกายแน่นอน แต่การจะล่าอสูรโดยไม่ยอมจ่ายค่าตอบแทนอะไรเลยนั้น ไม่ว่าโลกไหนก็ไม่มีเรื่องดี ๆ แบบนั้นหรอก
ข่าวดีเพียงอย่างเดียวคือ ยาพวกนี้แค่ทำให้แวมไพร์ที่ไร้ประสบการณ์แล้วเผลอสูบเลือดพิษเข้าไปรู้สึกอ่อนแรงลงเท่านั้น แต่ไม่ถึงแก่ชีวิต
"ท่านครับ ท่านไม่เป็นไรนะ?"
แม็กซิมที่หิ้วแขนบาดเจ็บรีบวิ่งเข้ามา ยื่นถุงน้ำให้เมอร์ฟี
แขนของเขาถูกดาบแทงจนเลือดไหลโชก และกลิ่นหอมของเลือดนี้ก็ทำให้เมอร์ฟีที่นั่งหมดแรงอยู่บนพื้นถึงกับกลืนน้ำลาย
รายละเอียดนี้ถูกแม็กซิมสังเกตเห็น ทาสเลือดผู้ซื่อสัตย์กัดฟันกรอด ยื่นแขนของตนไปตรงหน้าเมอร์ฟี
เขาเอ่ยเสียงเบา:
"ดื่มเถอะครับท่าน เลือดที่สุขภาพดีจะช่วยให้ท่านฟื้นตัวได้เร็วขึ้น"
"ไม่ต้อง"
เมอร์ฟีตอบเสียงแหบพร่า พลางผลักไสน้ำใจของแม็กซิมออกไป
ส่วนหนึ่งคือประสบการณ์เมื่อกี้ทำให้เขาเข็ดขยาดกับการดูดเลือดไปพักใหญ่ อีกส่วนคือพวกผู้เล่นตัวน้อยยังจ้องมองอยู่ ภาพลักษณ์อันรุ่งโรจน์ของเขาจะมามัวหมองไม่ได้เด็ดขาด
ถ้าข่าวลือที่ว่าเขาเอาพวกเดียวกันมาเป็น "ถุงเลือด" แพร่กระจายออกไป วันดีคืนดีอาจจะมี "ตี้ 25 คน" บุกมาถล่มบ้านทรีซเพื่อผดุงความยุติธรรมก็ได้
"ไปดูในหมู่บ้านหน่อย"
เมอร์ฟีเอ่ยกับแม็กซิมขณะที่หอบหายใจพลางดื่มน้ำล้างคอเพื่อกดความรู้สึกคลื่นไส้อ่อนแรงนั้นไว้:
"ไปดูว่ายังมีพวกมันหลงเหลืออยู่อีกไหม ข้าจำได้ว่าตามข่าวลือ หน่วยนักฃจากศพทั้งสี่อย่างชำนาญโดยไม่ต้องมีใครสอน
พวกเขายังพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นด้วยภาษาประหลาด ท่าทางที่หาญกล้านี้ทำให้แม็กซิมเริ่มรู้สึกเลื่อมใส ทั้งที่พวกเขาเพิ่งเสียเพื่อนไปสามคน แต่กลับสามารถเมินเฉยต่อความตายได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
สมกับเป็นนักรบที่ท่านเมอร์ฟีเล็งเห็น!
แม้ทักษะการรบจะห่วยไปหน่อย แต่ความมุ่งมั่นและความกล้านี่แหละคือคุณสมบัติที่ดีที่สุดของนักรบ
ผู้เล่นสามคนที่รอดชีวิตเห็นแม็กซิมซึ่งเป็น NPC เดินเข้ามา ก็พากันยืนนิ่งอย่างเรียบร้อย จ้องเขม็งรอรับรางวัลจากเขา
ทว่าปัญหาใหญ่คือภาษาที่สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง
หลังจากพบว่าสื่อสารกันไม่ได้ แม็กซิมก็ได้แต่ใช้ท่าทางประกอบ พลางถอดเกราะหนังจากศพส่งให้เหล่าผู้เล่น แล้วทำท่าแบมือออก
คราวนี้ผู้เล่นเข้าใจแล้ว NPC บอกว่าของพวกนี้เป็นของพวกเขาหมดเลย
"ใจป้ำชะมัด ข้านึกว่าเขาจะเก็บส่วนแบ่งก้อนใหญ่ไว้เองซะอีก"
ไต้โถวต้าเกอ (ลูกพี่ใหญ่) เอ่ยขณะที่กำลังหมุนหน้าไม้ในมือเล่น
ไอ้ของในมือเขานี่ถึงจะดูสึกหรอไปบ้างแต่โครงสร้างประณีตมาก แถมโมเดลยังสมจริงสุด ๆ ถือแล้วหนักอึ้งมีน้ำหนัก ต่างจากพวกเกมห่วย ๆ ที่เห็นแต่ภาพนูนต่ำลิบลับ
หัวลูกศรที่อยู่ในตัวหน้าไม้สะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายเย็นเยียบ ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นเครื่องมือสังหารชั้นดี ทำเอาเขาชอบอกชอบใจสุด ๆ
ที่เจ๋งยิ่งกว่าคือสัมผัสที่สมจริงขนาดนี้ เหมือนกับว่าตัวเองข้ามโลกมายังอีกโลกหนึ่งจริง ๆ จิตวิญญาณกับร่างกายในเกมนี้ไม่มีความหน่วงเลยสักนิด!
ดีเลย์เป็น 0 โครตเจ๋ง!
เพื่อนร่วมหอพักอีกสองคนก็เหมือนกัน
คนหนึ่งเอาดาบยาวล่าสัตว์สองเล่มที่ดึงสายรัดออกมาผูกไว้ที่เอวพลางเก๊กท่าหล่อไม่หยุด ส่วนอีกคนก็คว้าดาบยาวมาปักดินพลางเลียนแบบท่าทางอาเธอร์เล่นอย่างสนุกสนาน
ก็แหม จะมีผู้ชายที่ไหนต้านทานเสน่ห์ของอาวุธจริงได้ล่ะ?
ปกติแค่เก็บกิ่งไม้ที่ดูดีได้สักกิ่งก็หวงเป็นสมบัติแล้ว แทบอยากจะหาทุ่งดอกไม้แถวนั้นมาลองเหวี่ยงดาบดูสักที นับประสาอะไรกับของจริงที่เอาไว้ทุบหัวคนได้แบบนี้?
ส่วนพวกเกราะนั้น ถึงจะเปื้อนเลือดแต่ผู้เล่นก็ยอมรับได้ด้วยความยินดี
นี่มันคืออุปกรณ์นะเฟ้ย!
ถึงจะไม่รู้ว่าบวกสถานะ (Status) อะไรไหม แต่ข้อดีของเกราะสูง ๆ ทุกคนก็รู้กันดีอยู่แล้ว
ทว่าไอ้ของพวกนี้ใส่ยากชะมัด ผู้เล่นสามคนช่วยกันงมอยู่หลายนาทีก็ยังไม่เสร็จ สุดท้ายแม็กซิมทนดูไม่ได้ ต้องเข้าไปช่วยสอนวิธีมัดสายรัดเกราะหนังให้ทีละจุดกรอกตา พลางเดินตามแม็กซิมเข้าไปในหมู่บ้าน พอเห็นรถม้าที่ถูกยิงจนเป็นรูกับศพสภาพดูไม่ได้ข้างใน เขาก็รู้สึกคลื่นไส้จนต้องหันหน้าหนี พลางบ่นว่า:
"ไอ้ NPC นี่เราพูดด้วยก็ฟังไม่รู้เรื่อง มีแค่ไอ้ NPC แนะนำมือใหม่สุดหล่อนั่นที่คุยกับเราได้ ไม่รู้บริษัทเกมนี้มันคิดอะไรอยู่กันแน่"
"บางทีอาจจะยังไม่ถึงช่วงทดสอบระบบนั้นรึเปล่า?"
เพื่อนร่วมหอพักอีกคน เซียงล่ากูกูจี (ไก่กุ๊กกุ๊กเผ็ด) แบกดาบมือครึ่งเดินอาด ๆ อย่างภาคภูมิใจเหมือนตัวเองเป็นฮีโร่ เขาเอ่ยว่า:
"ยังไงการทดสอบเกมก็ต้องค่อยเป็นค่อยไปอยู่แล้วล่ะน่า อย่ารีบ ดูเทคโนโลยี Virtual Reality ขั้นเทพของเขาสิ แค่จะทำหน้าต่างผู้เล่นน่ะมันเรื่องกล้วย ๆ อยู่แล้วไหม?"
"ก็จริง"
ผู้เล่นตัวน้อยพยักหน้าเห็นพ้อง เดินตามแม็กซิมมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของหมู่บ้าน
จะว่าไป ถึงตอนนี้จะเป็นช่วงเช้ามืด แต่ในหมู่บ้านที่ไม่ได้เล็กแห่งนี้ มันดูจะเงียบเกินไปหน่อยหรือเปล่านะ—
"ไอ้พวกมือใหม่นี่... สถานการณ์ 8 รุม 4 แถมยังมีข้าคอยคุมเกมที่ได้เปรียบสุด ๆ ยังพลาดกันได้ขนาดนี้ ผู้เล่นสมัยนี้เล่นเกมด้วยเท้ากันรึไง?"
เมอร์ฟีที่อยู่นอกหมู่บ้านนั่งพักพลางบ่นพึมพำ
เขาเพิ่งเห็นว่าเวลาเกิดใหม่ ของผู้เล่นต้องใช้เวลาถึงสามวันเชียวนะ!
นั่นหมายความว่า ต่อให้หลังจากนี้ผู้เล่นอีกสี่คนที่ "ขาดการเชื่อมต่อ" จะออนไลน์ขึ้นมา กำลังคนที่เขาใช้ได้ก็เหลือเพียงเจ็ดคนเท่านั้น การเสียกำลังพลไปถึงหนึ่งในสามในคราวเดียวทำเอาเมอร์ฟีปวดใจไม่น้อย
ดูเหมือนแผน "พุ่งใส่ตรงๆ" จะใช้ไม่ได้ผล หลังจากนี้คงต้องใช้สมองและชั้นเชิงเสียหน่อย
"แต่การทดสอบการต่อสู้จริงครั้งแรกก็สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี มาดูรางวัลกันหน่อยดีกว่า"
เมอร์ฟีถอนหายใจยาว เตรียมจะมอบรางวัลให้ตัวเอง
ทว่ายังไม่ทันจะได้ดูการ์ดตัวละคร ขนลุกที่หลังคอเขาก็ตั้งชันขึ้นมาทันที เมอร์ฟีสะดุ้งสุดตัวลุกขึ้นยืนพัลวัน
ในวินาทีที่เขาหันหลังกลับ เขาก็ได้ยินเสียงระเบิดดัง "ตู้ม" สนั่นหวั่นไหว หมู่บ้านมอร์แลนด์หนึ่งในหกส่วนถูกเปลวเพลิงที่พวยพุ่งขึ้นมากลืนกินไปในพริบตา
นี่มัน...
นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นอีกเนี่ย?!