เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5: ในเมื่ออัญเชิญภัยพิบัติมาได้แล้ว จะมาวางแผนจัดทัพอะไรกันอีก? พุ่งใส่ให้จบเรื่องก็พอ!

บทที่ 5: ในเมื่ออัญเชิญภัยพิบัติมาได้แล้ว จะมาวางแผนจัดทัพอะไรกันอีก? พุ่งใส่ให้จบเรื่องก็พอ!

บทที่ 5: ในเมื่ออัญเชิญภัยพิบัติมาได้แล้ว จะมาวางแผนจัดทัพอะไรกันอีก? พุ่งใส่ให้จบเรื่องก็พอ!


บทที่ 5: ในเมื่ออัญเชิญภัยพิบัติมาได้แล้ว จะมาวางแผนจัดทัพอะไรกันอีก? พุ่งใส่ให้จบเรื่องก็พอ!

หมู่บ้านมอร์แลนด์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองแคดแมน เนื่องจากอยู่ใกล้กับเส้นทางสายพาณิชย์ ที่นี่จึงกลายเป็นจุดแวะพักของเหล่าพ่อค้าที่เดินทางขึ้นล่องในทรานเซีย และทั้งหมู่บ้านก็พัฒนาขึ้นอย่างมากจากการได้รับอานิสงส์จากธุรกิจบริการเหล่านี้

เมอร์ฟีไม่เคยมาที่นี่มาก่อน

ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยแม้แต่จะก้าวออกจากเมืองแคดแมนเลยด้วยซ้ำ แต่จากปากของแม็กซิมผู้ช่วยที่กำลังขับรถม้าอยู่ข้างๆ เขาจึงได้ล่วงรู้ข้อมูลวงในบางอย่างเกี่ยวกับหมู่บ้านมอร์แลนด์

ตัวอย่างเช่น ที่นี่เป็นเขตปกครองของผู้อาวุโสแวมไพร์ตนหนึ่ง โดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็นทาสเลือดเก่าแก่ที่คอยทำเรื่องชั่วร้ายในสายตามนุษย์และสะสมความมั่งคั่งให้ผู้อาวุโสตนนนั้นอย่างลับๆ

ทั่วทั้งหมู่บ้านมีผู้ที่เลื่อมใสในแวมไพร์อยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นที่นี่จึงถือเป็น "เขตปลอดภัย" ของตระกูลแร้งโลหิต

"แต่ท่านต้องเดินทางต่อไปทางทิศตะวันออกอีกสามสิบลี้ ตรงนั้นจะไม่ปลอดภัยแล้วครับ"

แม็กซิมผู้ช่วยร่างสูงใหญ่กุมบังเหียนม้าไว้ในมือ พลางเอ่ยกระซิบกับเมอร์ฟีที่กำลังเคี้ยวขนมปังแห้งอยู่:

"ตอนที่ท่านเจดส่งพวกเราออกมา เขาเคยบอกว่าแถวนั้นมีหน่วยนักล่าแม่มดหลายกลุ่มกำลังเคลื่อนไหวอยู่ พวกมันคือสุนัขรับใช้ของกองกำลังบุกเบิก และได้ทำลายหมู่บ้านที่เลื่อมใสเผ่าพันธุ์เลือดไปหลายแห่งแล้ว

หมู่บ้านลิมที่ข้าเกิดก็... เฮ้อ ไม่พูดถึงดีกว่า มันน่าเศร้ามากครับ"

เมอร์ฟีไม่ได้ตอบคำถาม

เขากินขนมปังไปพลาง เงี่ยหูฟังเสียงในยามค่ำคืนไปพลาง พยายามแยกแยะอันตรายที่อาจแฝงเร้นอยู่รอบตัวผ่านประสาทสัมผัสของแวมไพร์ที่ถูกเสริมพลังด้วยความมืด

แม้ว่าป้ายกำกับจำนวนสิ่งอัญเชิญที่เพิ่มขึ้นเป็น 【0/10】 บนแผ่นพับตัวละครจะมอบความมั่นใจให้เขาอย่างมาก แต่ความระมัดระวังที่ควรมีก็ขาดไม่ได้

เมื่อเห็นเมอร์ฟีไม่ต่อบทสนทนา แม็กซิมที่ขับรถม้าอยู่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ความจริงแล้วเมอร์ฟีแอบสังเกตเขาอยู่ตลอด

หมอนี่แต่งตัวประหลาดทีเดียว

เขาพันร่างกายทุกส่วนไว้มิดชิดเหมือนกับแวมไพร์ที่ต้องเดินกลางแสงแดด อยากจะพันตัวเองเป็นมัมมี่ให้รู้แล้วรู้รอด เหลือไว้เพียงดวงตาคู่เดียว

แต่เมอร์ฟีมั่นใจว่านี่ไม่ใช่แค่การเลียนแบบหรือความเลื่อมใสที่ทาสเลือดมีต่อเจ้านายแวมไพร์อย่างแน่นอน

เพราะแม้แต่ขนตาของหมอนี่ก็ยังเป็นสีขาว

หากพิจารณาตามมาตรฐานมนุษย์ นี่ช่างดูไม่ปกติเอาเสียเลย

"เจ้ารู้ใช่ไหม ว่าการที่ท่านเจดส่งพวกเจ้าออกมา 'ช่วย' ข้านั้นมีความหมายว่ายังไง?"

เมอร์ฟีกินขนมปังเสร็จพลางปัดเศษขนมปังออกจากมือ แล้วเอ่ยถามเสียงเบา:

"เตรียมใจไว้หรือยังล่ะ เพื่อน?"

แม็กซิมผู้ช่วยหนุ่มได้ยินดังนั้นก็กำหมัดแน่น หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พยักหน้า:

"ครับ ท่านเจดไม่ได้ปิดบังความอันตรายของการเดินทางครั้งนี้ และการที่พวกเราทั้ง 9 คนถูกเลือกมาก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ บางที..."

เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เหมือนต้องรวบรวมความกล้าอย่างมากเพื่อจะพูดประโยคถัดไปให้จบ:

"บางทีนี่อาจจะเป็นแค่การ 'กำจัดขยะ'... อ่า ท่านครับ ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น! ข้าไม่ได้บอกว่าท่านเป็นขยะ ข้าแค่... เฮ้อ ท่านก็เห็นแล้ว พวกเราทั้งเก้าคนน่ะ เป็นพวกแก่ชรา อ่อนแอ พิการ ไม่ก็ป่วยไข้ ท่ามกลางบรรดาทาสเลือดทั้งหมด"

"ไม่ต้องอธิบายหรอก ต่อให้เจ้าด่าข้าตรงๆ ข้าก็ไม่เก็บมาใส่ใจ"

เมอร์ฟีใจกว้างมาก

ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาในเมืองแคดแมน เขาได้ยินคำด่าที่ร้ายกาจกว่านี้มานับครั้งไม่ถ้วน ตอนนี้สภาพจิตใจของเขาด้านชาจนเกือบจะถึงขั้นประสาทส่วนปลายตายด้านไปแล้ว

เขาเพียงแค่โบกมือ แล้วถามผู้ช่วยด้วยความอยากรู้ว่า:

"ไอ้แปดคนในรถนั่นข้าไม่สนใจหรอก ยังไงพวกเขาก็ต้องตายระหว่างทาง ความจริงพวกเขาตายไปนานแล้ว เพียงแต่หัวใจที่อ่อนแรงของพวกเขายังไม่รู้ตัวเท่านั้น แต่เจ้าต่างออกไป!

ไอพลังชีวิตของเจ้านั้นดูสุขภาพดีและแข็งแรงมาก

แข็งแรงยิ่งกว่าคนปกติเสียอีก สมควรจะเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับทาสเลือดสายต่อสู้

ไม่ต้องสงสัยในวิจารณญาณของข้า!

ข้าเป็นแวมไพร์ การดมกลิ่นและแยกแยะพลังชีวิตคือสัญชาตญาณของข้า"

เมื่อเผชิญกับคำถามของเมอร์ฟี แม็กซิมก็ลังเลเล็กน้อย สุดท้ายภายใต้สายตาที่จ้องมองด้วยความอยากรู้ของเมอร์ฟี เขาก็ถอดฮู้ดและผ้าปิดหน้าออก เผยให้เห็นผิวที่ขาวซีดยิ่งกว่าแวมไพร์เสียอีก

รวมถึงคิ้ว หนวดเครา และผมสั้นที่ขาวโพลนไปหมด ผิวหนังตรงคอของเขาขาวบางเหมือนกระดาษจนมองเห็นเส้นเลือดสีเขียวข้างใต้ได้อย่างชัดเจน

โรคผิวเผือกงั้นรึ?

เมอร์ฟีกะพริบตา

ในดินแดนทรานเซียที่ถูกปกครองโดยแวมไพร์ซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอกและเต็มไปด้วยความงมงายเช่นนี้ อาการป่วยเช่นนี้ย่อมถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดหรือเป็นนิมิตหมายของสัตว์ร้ายบางชนิดแน่ๆ

มิน่าล่ะ เขาถึงต้องคอยปิดบังใบหน้าไว้ตลอด

"ข้าก็เป็นแค่ของมีตำหนิ ใครๆ ต่างก็เรียกข้าว่า 'ตัวประหลาด' "

แม็กซิมเอ่ยด้วยน้ำเสียงขมขื่น:

"ข้าถูกพ่อแม่ทิ้งตั้งแต่ยังเด็ก เป็นท่านเจดที่รับเลี้ยงข้าไว้ ตอนนี้ท่านต้องการให้ข้าอุทิศตัวเพื่อกิจการของตระกูล ข้าไม่มีคำคัดค้านใดๆ ทั้งสิ้น"

"แต่ความจริงในใจก็ยังรู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้างใช่ไหมล่ะ?"

เมอร์ฟีหัวเราะออกมาพลางส่ายหน้าถามว่า:

"เจ้าชื่ออะไร?"

"แม็กซิมครับท่าน! ข้าชื่อ แม็กซิม เซน่า วลาด (Maxim Sena Vlad)"

เขาตอบทันที:

"โปรดอย่ากังวล ข้าจะส่งท่านไปให้ถึงจุดหมายภารกิจให้ได้ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม!"

"เจ้านายที่ส่งเจ้าไปตายโดยไม่แม้แต่จะปิดบังเนี่ยนะ ยังมีค่าพอให้เจ้าจงรักภักดีขนาดนี้เลยรึ?"

เมอร์ฟีแอบบ่นพึมพำในใจ

ดูจากสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความคลั่งไคล้ของหมอนี่ก็รู้แล้วว่าเป็นพวก "คลั่งสายเลือด" ตัวยง เป็นพวกเลื่อมใสแวมไพร์ตัวจริง ซึ่งเป็น "สินค้าท้องถิ่น" อย่างหนึ่งของเขตทรานเซีย

ในหมู่ทาสเลือดมีคนแบบนี้อยู่เต็มไปหมด บ้างก็ถูกครอบงำด้วยเวทมนตร์ บ้างก็กระหายในพลัง

และบ้างก็เป็นเหมือนแม็กซิมที่ถูกปลูกฝังความเชื่อที่บิดเบี้ยวมาตั้งแต่เด็ก

แต่ตอนนี้เมอร์ฟีไม่มีอารมณ์จะมาดัดนิสัยหมอนี่ให้กลับมาเป็นปกติหรอก เพราะการที่แวมไพร์สายเลือดแท้อย่างเขาไปสอนทาสเลือดที่คลั่งไคล้ว่าอย่าไปงมงายกับแวมไพร์นักเลยเนี่ย ฟังดูเหมือนเป็นการปล่อยมุกตลกฝืดๆ เสียมากกว่า

เมอร์ฟีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบชุดเกราะและอาวุธที่ท่านเจดสนับสนุนมาโยนให้แม็กซิม แล้วกล่าวว่า:

"เอาไปเปลี่ยนซะ ในบรรดาพวกเจ้าเก้าคน มีเจ้าคนเดียวที่ดูเป็นนักรบที่ผ่านการฝึกมา ถ้าเจออันตรายจริงๆ ข้าคงต้องพึ่งแรงเจ้า"

"ไม่ครับท่านเมอร์ฟี นี่เป็นของขวัญที่ท่านเจดมอบให้ท่าน ข้าไม่อาจ..."

แม็กซิมรีบปฏิเสธทันที แต่เมอร์ฟีเลิกผ้าคลุมของตนออก แล้วชี้ไปที่ชุดเกราะของระดับผู้อาวุโสที่ดูหรูหราและสูงส่งกว่ามากบนตัวเขา พร้อมกล่าวว่า:

"ข้าไม่ได้ใช้หรอก เจ้าใส่ไปเถอะ ข้าไม่ชอบให้ของที่ข้ามอบให้ถูกส่งคืนกลับมา มันเหมือนเป็นการดูหมิ่นความหวังดีที่นานๆ ทีจะเกิดขึ้นสักครั้งของแวมไพร์"

เมื่อพูดมาถึงขั้นนี้ แม็กซิมก็ได้แต่จำยอมเปลี่ยนมาใส่ชุดเกราะหนังเก่าๆ นั้นอย่างคล่องแคล่ว แล้วเหน็บดาบเรเปียร์ (Swift Sword) ที่ขัดจนคมกริบไว้ข้างเอว ก่อนจะคลุมผ้าคลุมทับอีกครั้ง

ท่าทีที่เขามีต่อเมอร์ฟีก็ดูนอบน้อมขึ้นมาก เขามองไปยังหมู่บ้านเบื้องหน้าแล้วกล่าวว่า:

"พวกเราใกล้จะถึงหมู่บ้านมอร์แลนด์แล้วครับท่าน ตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียง 2 ชั่วโมงก่อนรุ่งสาง พวกเราสามารถพักผ่อนที่นี่ได้ แล้วค่อยออกเดินทางตอนพลบค่ำ

ไม่ต้องกังวลครับ ข้าคุ้นเคยกับเส้นทางนี้ดี คืนพรุ่งนี้ก็น่าจะถึงค่ายของเหล่านักล่าราตรีแล้ว"

เมอร์ฟีพยักหน้า

ตัวเขาเองไม่ได้มีความคาดหวังอะไรกับภารกิจส่งตัวไปตายครั้งนี้มากนัก

เขาขยับตัวไปนั่งขัดสมาธิอยู่บนหลังคารถม้าเหมือนลูฟี่ที่หัวเรือวันพีซ พลางมองซ้ายมองขวา แล้วลองโยนทักษะ "การรับรู้และตรวจตรา" ที่เพิ่งได้รับมาเข้าไปในหมู่บ้านเล่นๆ

ถือเสียว่าเป็นการปั๊มค่าความชำนาญ

แต่การโยนทักษะสุ่มๆ ครั้งนี้กลับเกิดเรื่องขึ้น เมื่อแสงสีแดงจางๆ ปรากฏขึ้นอย่างประหลาดในสายตาของเมอร์ฟี มันตีกรอบล้อมรอบบ้านสองหลังที่อยู่ขอบหมู่บ้านพอดี

เมอร์ฟีใจกระตุกทันที ก่อนจะหรี่ตาลง

รูม่านตาของแวมไพร์เปลี่ยนโครงสร้างเพื่อดึงภาพให้เข้ามาใกล้ขึ้น แสงสีแดงนั้นควบแน่นกลายเป็นร่างคนสี่คน

【ตรวจพบเป้าหมายที่เป็นศัตรูไม่ระบุตัวตน กำลังเล็งเป้ามาที่คุณ ระดับภัยคุกคาม: ไม่ทราบ】

"เดี๋ยวก่อน!"

เมอร์ฟีคว้าหมับเข้าที่สายบังเหียนในมือของแม็กซิม

ฝ่ายหลังหันมามองเมอร์ฟีด้วยความงุนงง ส่วนเมอร์ฟีกุมด้ามดาบที่เอวไว้แน่นแล้วลากเขาโดดลงจากรถม้าที่กำลังเคลื่อนที่ช้าๆ พร้อมกับฟาดแส้ใส่ก้นม้าแก่อย่างแรงหนึ่งที

"เฮ้ย พวกเจ้าล่วงหน้าเข้าไปดูลาดเลาในหมู่บ้านก่อน!"

เมอร์ฟีตะโกนบอกพวกทาสเลือดที่ผอมโซและเหม่อลอยทั้ง 8 คนในกระบะรถ:

"ข้ามีธุระนิดหน่อย เดี๋ยวตามไป"

ทาสเลือดเหล่านั้นที่ถูกสูบเลือดมาอย่างยาวนานจนกลายเป็นเหมือนศพเดินได้ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ แต่เจ้าม้าแก่เมื่อถูกแส้กระตุ้นก็เริ่มเร่งความเร็ว วิ่งเหยาะๆ มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านมอร์แลนด์ที่อยู่เบื้องหน้า

เมอร์ฟีลากผู้ช่วยของเขาหมอบลงในพงหญ้านอกหมู่บ้านแล้วจ้องมองไปทางนั้น

ตอนนี้แม็กซิมเริ่มสัมผัสได้ถึงปัญหาแล้ว แต่เขารู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจนัก กำลังจะอ้าปากพูดแต่ถูกเมอร์ฟียื่นมือมาปรามไว้

"อย่างที่เจ้าว่านั่นแหละ นี่คือการ 'กำจัดขยะ' เพราะฉะนั้นก็ต้องใช้ขยะให้คุ้มค่าที่สุด! การให้พวกเขาตายไปอย่างเด็ดขาด ดีกว่าต้องอยู่อย่างซากศพแบบนี้

เลิกพูดไร้สาระ เตรียมตัวให้พร้อม!"

สิ้นเสียงของเขา รถม้าที่ใกล้จะถึงทางเข้าหมู่บ้านก็ถูกหน้าไม้ลึกลับยิงใส่จนเกิดเสียงดัง "ตุบๆ" จากทั้งซ้ายและขวา ม้าแก่ถูกยิงเข้าจุดตายจนล้มคะมำลงกับพื้น และมีคนกระโจนออกมาจากบ้านทั้งสองฝั่งพุ่งเข้าใส่กระบะรถพร้อมกับกวัดแกว่งอาวุธ

เสียงกรีดร้องแผ่วเบาก่อนตายของทาสเลือดทั้ง 8 ดังขึ้น ความเงียบของรัตติกาลถูกฉีกกระชากจนทำให้ "ไอ้ตัวแสบ" สองคนที่หมอบอยู่ในพงหญ้าต้องหดตัวสั่น

"ที่นี่อยู่ห่างจากเมืองแคดแมนไม่ถึงหนึ่งวันด้วยซ้ำ!"

แม็กซิมกระซิบเสียงสั่น:

"พวกมันกล้าดียังไง?"

เมอร์ฟีเองก็กลัว

แต่เขายังแสดงออกได้ดีกว่าแม็กซิมนิดหน่อย อย่างไรเสียสมรรถภาพทางกายของสิ่งมีชีวิตเหนือปุถุชนก็มีอยู่ ต่อให้กากแค่ไหนก็ยังเหนือกว่าทหารมนุษย์เจนสนามอยู่ดี

"พวกมันกล้าน่ะสิ! ดูท่าอำนาจยามค่ำคืนของตระกูลแร้งโลหิตที่ว่าแน่ คงจะขู่ใครไม่ได้แล้วล่ะ เป็นแค่เสือกระดาษจริงๆ"

แวมไพร์ดวงซวยดุแม็กซิมที่อยู่ข้างๆ ไปหนึ่งที ก่อนจะหรี่ตามองจ้องไปที่ทางเข้าหมู่บ้านอย่างเขม็ง

เหล่านักล่าแม่มดที่ซุ่มโจมตีเห็นว่าบนรถไม่มีเป้าหมายที่ต้องการ พวกเขาจึงเริ่มกระจายตัวออกจากหมู่บ้านเพื่อค้นหาไปรอบๆ

ยังดี... มีแค่สี่คน

เมอร์ฟีลอบถอนหายใจยาว พลางย่อตัวลงจัดท่าทางการร่ายเวท

ใช่แล้ว เขาจะ "ปล่อยท่าไม้ตาย" แล้ว

ความรู้สึกเหมือนตอนเที่ยงวันระเบิดขึ้นในร่างกายของเมอร์ฟีอีกครั้ง ครั้งนี้จำนวนผู้เล่นตัวน้อยที่จะอัญเชิญมีมากขึ้น พลังจิตด้านมืดอันน้อยนิดในร่างเกือบจะถูกสูบจนแห้งเหือดในพริบตา จากนั้นเส้นแสงหกสายก็ถักทอเข้าด้วยกันราวกับกระสวย และรวมตัวกลายเป็นร่างมนุษย์ปรากฏขึ้นข้างกายเมอร์ฟีในชั่วพริบตา

ไต้โถวต้าเกอ (ลูกพี่ใหญ่) ที่เคยมาแล้วครั้งหนึ่งขยับร่างกายอย่างช่ำชอง

ส่วนเพื่อนร่วมหอพักอีกห้าคนข้างๆ เขา เมื่อสติสัมปชัญญะกลับคืนมาก็พากันมองซ้ายมองขวา ยืนทื่ออยู่กับที่ด้วยอาการบื้อใบ้ เพราะต่างตกตะลึงกับ "กราฟิกเกม" ที่สมจริงขั้นสุดยอดนี้

"ไอ้เก้อเป่าแม่งไม่ได้โม้ว่ะ!"

"ภาพเกมนี้แม่ม... เหมือนจริงฉิบหาย!"

"เชี่ยยย! สุดยอด!"

คนหนึ่งตะโกนด้วยความตื่นเต้นแล้วเอามือคลำไปที่กางเกง ดูท่าทางกำลังจะทำเรื่องไม่รักดีบางอย่าง แต่เสียงเอะอะนี้ย่อมไม่อาจเล็ดลอดสายตาของนักล่าแม่มดสี่คนที่พุ่งตรงมาได้

แม้จะเป็นยามวิกาล แต่เสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้นนั้นได้ระบุตำแหน่งของพวกเขาอย่างชัดเจน

หัวหน้านักล่าแม่มดยกหน้าไม้ขึ้นแล้วเหนี่ยวไกอย่างเด็ดขาด พลันเสียง "ฟึ่บ" ดังขึ้น ไอ้เจ้าอ้วนที่เพิ่งตะโกนว่าสุดยอดและกำลังกุมเป้ากางเกงอยู่ก็ถูกยิงเข้ากลางแสกหน้าทันที

ร่างทั้งร่างคุกเข่าลงดินดัง "ปึ้ก" โดยไม่มีโอกาสได้ร้องสักแอะ ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นจุดแสงปลิวว่อนไปทั่วพื้นที่

ฉากนี้ทำเอาเมอร์ฟีและแม็กซิมถึงกับอึ้งตาค้าง

เชี่ย!

เข้าเกมมาไม่ถึง 3 วินาทีก็รับกล่องข้าว (ตาย) ไปซะแล้ว

นี่แกมานอนตายโชว์ฉันรึไงเพื่อน?

นี่แกเชี่ยวชาญการตายขนาดนี้เลยรึ?

เสียงเอะอะนั้นทำให้คนอื่นๆ ตกใจและรีบหมอบลงกับพื้น ซึ่งนั่นช่วยให้พวกเขาหลบลูกธนูที่ยิงมาจากความมืดได้หวุดหวิด

"ทำไมนักรบของข้าถึงมาแค่หกคนล่ะเนี่ย?"

เมอร์ฟีนับหัวแล้วตกใจมาก

เขาสั่งอัญเชิญสิบคนชัดๆ แต่ตอนนี้ ไต้โถวต้าเกอ (ลูกพี่ใหญ่) ที่หมอบกุมหัวตัวสั่นอยู่ข้างๆ เขาเมื่อได้ยิน NPC อุทานด้วยความประหลาดใจ ก็หันมาบ่นอุบว่า:

"นี่มันเวลาเข้างานตอนบ่ายนะท่านพี่!

ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเวลาว่างเหมือนพวกเราที่เป็นนักศึกษาไส้แห้งนี่หรอก... ว่าแต่เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? พวกนี้เป็นใคร? ทำไมพวกมันต้องมาฆ่าพวกเราด้วย?"

เมื่อได้ยินว่า "นักรบต่างมิติ" ของเขาต้องไปเข้างาน เมอร์ฟีแทบจะคุมอารมณ์ไม่อยู่ ฉันกำลังคุยเรื่องแผนการใหญ่กอบกู้โลกกับแกนะเฟ้ย! แต่แกดันตอบฉันว่าแกต้องไปเข้างานงั้นรึ?

พวกแกไม่รู้สึกละอายใจบ้างรึไง?

เข้างานๆ เข้างานบ้าอะไร! เข้างานมันจะไปสนุกเท่าเล่นเกมได้ยังไงเล่า!

แต่แวมไพร์หนุ่มสูดหายใจลึกรีบปรับอารมณ์ใหม่ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำตามแบบฉบับ NPC ที่กำลังสั่งภารกิจว่า:

"นี่คือแผนการใหญ่!

พูดให้ถูกคือ นี่คือก้าวแรกของแผนการใหญ่!

ข้าต้องให้พวกเจ้า นักรบต่างมิติที่เปี่ยมด้วยความกล้าแต่ไร้ประสบการณ์ ได้ทำความคุ้นเคยกับการต่อสู้ที่โหดร้ายของโลกอันป่าเถื่อนใบนี้

ก่อนจะเริ่มแผนการใหญ่จริงๆ ข้าต้องฝึกฝนพวกเจ้าให้กลายเป็นนักรบที่เก่งกาจเทียบเท่าคนสิบคน ทว่าผลงานในการศึกแรกของพวกเจ้านั้นทำให้ข้าผิดหวังยิ่งนัก...

บางทีการเป็น 'ถุงเลือดเคลื่อนที่' อาจจะเป็นจุดหมายสุดท้ายที่เหมาะสมกับพวกเจ้ามากกว่า

ลุกขึ้น!

นักรบของข้า อย่ามาหมอบโก้งโค้งสั่นเหมือนลูกไก่แบบนั้น มันน่าอายและเสียกิริยาเกินไป

ฟังนะ!

ข้าและข้ารับใช้จะบุกโจมตีจากด้านหน้า พวกเจ้าจงก่อกวนจากด้านหลัง!

ชาวต่างมิติเอ๋ย นี่คือโอกาสสุดท้ายของพวกเจ้า หากพวกเจ้าไร้ประโยชน์ขนาดนี้ ข้าคงต้องตัดใจจากพวกเจ้าแล้วไปหานักรบคนอื่นที่เหมาะสมกว่าแทน

ตอนนี้!

พุ่งไปซะ เพื่อแผนการใหญ่ของพวกเรา!

เหล่านักรบเอ๋ย... บุก!"

จบบทที่ บทที่ 5: ในเมื่ออัญเชิญภัยพิบัติมาได้แล้ว จะมาวางแผนจัดทัพอะไรกันอีก? พุ่งใส่ให้จบเรื่องก็พอ!

คัดลอกลิงก์แล้ว