- หน้าแรก
- ผู้เล่นของข้างดุร้ายมาก
- บทที่ 2: ลับดาบมาทั้งเดือน ผลลัพธ์คือแค่นี้เนี่ยนะ?
บทที่ 2: ลับดาบมาทั้งเดือน ผลลัพธ์คือแค่นี้เนี่ยนะ?
บทที่ 2: ลับดาบมาทั้งเดือน ผลลัพธ์คือแค่นี้เนี่ยนะ?
บทที่ 2: ลับดาบมาทั้งเดือน ผลลัพธ์คือแค่นี้เนี่ยนะ?
แม้จะข้ามโลกมาได้ตั้งเดือนหนึ่งแล้ว แต่ระบบสูตรโกงยังติดตั้ง ไม่เสร็จเสียที เรื่องนี้มันน่าอับอายอยู่บ้างก็จริง แต่เมอร์ฟีกลับรู้สึกดีกับตัวเองมาก
เขาคิดว่านี่อาจจะเป็น "บททดสอบ" บ้าบออะไรบางอย่าง!
อย่างเช่น ให้เขาใช้เวลาสักเดือนหนึ่งเพื่อปรับตัวให้เข้ากับความรู้สึกของการเป็น "คนต่างโลก" ก่อนจะได้รับพลังที่เปลี่ยนชะตาชีวิต เพื่อป้องกันไม่ให้เขาสูญเสียตัวตนแล้วกลายเป็น "ซูเปอร์ฮีโร่" แนวหลุดโลกแบบโฮมแลนเดอร์ ทันทีที่ได้รับพลังมหาศาลมา
แน่นอนว่า ทั้งหมดที่ว่ามานั้นอาจจะเป็นการมโนไปเองของเขา ความจริงอาจจะเป็นเพราะเขามันกากเกินไปนั่นแหละ
"กลับมาแล้วครับ"
เมอร์ฟีอุ้มเสบียงเข้าบ้านหลัก ทันทีที่ผลักประตูเข้าไปเขาก็ได้กลิ่นเหล้าที่ตลบอบอวลไปหมด
พอมองไปตามกลิ่น ก็เห็นขี้เมาผมยาวคนหนึ่งขดตัวอยู่บนโซฟาเก่าๆ รอบเท้าเต็มไปด้วยขวดเหล้าเปล่าหลากชนิด ในมือยังกำขวดที่เหลือเหล้าอยู่ครึ่งหนึ่งไว้แน่น
นาฬิกาจักรกลที่พุพังบนผนังส่งเสียง "แก๊กๆ" ยามเข็มเคลื่อนไหว บนระเบียงเก่าคร่ำคร่ามีชุดคลุมยาวสีแดงของผู้หญิงตากอยู่สองสามชุด ท่ามกลางจุดแสงแดดที่ซุกซนสาดส่องเข้ามา เสียงกรนเบาๆ ที่มีจังหวะสม่ำเสมอก็ดังก้องอยู่ในบ้านโบราณหลังนี้
ผ้าห่มสะอาดบนโซฟาถูกนอนจนบุ๋มเป็นรูปคน และแม่สาวขี้เมาผมยาวก็นอนน้ำลายยืดอ้าปากหวออยู่ในนั้นด้วยท่าทางที่ไม่สุภาพเอาเสียเลย แถมยังคอยเอานิ้วเกาเอวบางๆ ของตัวเองเป็นพักๆ
ถ้าเพิ่มฟองน้ำมูกปูดออกมาอีกนิด ที่นี่คงดูเหมือนห้องนอนของแม่มดสาวนีทที่หมกตัวมาเป็นร้อยปีมากกว่านี้อีก
เมอร์ฟีชินกับภาพนี้แล้ว
เขาเริ่มจัดห้องโดยการเก็บขวดเหล้าของวันนี้ไปไว้ที่ใต้ดินก่อน จากนั้นก็ถกแขนเสื้อเข้าครัวไปวุ่นวายอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งข้าวต้มขนมปังที่ใส่ลูกชิ้นเนื้อและเลือดเป็ดถูกยกออกมา
ตามทฤษฎีแล้ว แวมไพร์ไม่จำเป็นต้องกินอะไรเลย แค่มีเลือดก็มีชีวิตอยู่ได้ และอาจจะอยู่ได้ดีกว่าด้วยซ้ำ แต่ด้วยฐานะทางบ้านของเมอร์ฟีและเลดี้ทรีซน่ะเหรอ... อย่าว่าแต่เลี้ยงทาสเลือดไว้คอยสูบเลือดเลย นานๆ ทีจะได้จิบเลือดสดๆ สักคำยังถือเป็นงานเทศกาล
เห็นพวกหนูอ้วนที่วิ่งเล่นอย่างอิสระในสวนนั่นไหม?
นั่นแหละคือ "เสบียงเลือดสำรอง" ที่เลดี้ทรีซเตรียมไว้ให้ตัวเองก่อนที่เมอร์ฟีจะมา "อยู่กิน" ด้วยกัน!
ในช่วงเดือนที่ผ่านมา นางยังเคยแนะนำวิธีชีวิตแบบ "ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพึ่งพาตนเอง" แบบนี้ให้เมอร์ฟีตั้งหลายครั้ง แต่เมอร์ฟีก็ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลเสมอ
เขาไม่รังเกียจหรอกนะที่จะเป็นพวกชอบกินของแปลกในโลกต่างมิติ แต่ไอ้วัตถุดิบชั้นสูงอย่าง "น้องหนู" เนี่ย ข้าขอผ่านเถอะ
พูดตามตรง ก่อนจะมาเจอเลดี้ทรีซ เมอร์ฟีคิดจนหัวแตกก็คิดไม่ถึงว่า ขุนนางยามวิกาลผู้ยิ่งใหญ่ในเมืองที่แวมไพร์กุมอำนาจ จะตกต่ำมาได้ถึงขนาดนี้
"ตื่นได้แล้วทรีซ กินข้าว"
เขาวางชามที่มีอายุมากกว่าปู่ของเขา ลงบนโต๊ะที่มีอายุมากกว่าเขาอย่างน้อยหกเท่า ก่อนจะก้มตัวลงประคองผู้ปกครองของเขาขึ้นมาจากโซฟา
"ผู้ปกครอง" หมายถึงแวมไพร์ที่มอบโอบกอดแรกให้กับมนุษย์
ในวัฒนธรรมของพวกเขา คำนี้มีความหมายใกล้เคียงกับพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นตระกูลแร้งโลหิตหรือตระกูลอื่นๆ ต่างก็มีกฎระเบียบที่เคร่งครัด เก่าแก่ และศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับการมอบโอบกอดแรก เพราะมันไม่ใช่แค่รูปแบบการสืบพันธุ์ของแวมไพร์เท่านั้น ดังนั้นความหมายของผู้ปกครองในวัฒนธรรมของเผ่าพันธุ์เลือดจึงเป็นทางการอย่างมาก
แต่น่าเสียดายที่ผู้ปกครองของเมอร์ฟีคนนี้ช่าง "แตกต่าง" จนเกินไป ทำให้เมอร์ฟีที่เพิ่งมาใหม่มีความเข้าใจที่บิดเบี้ยวอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์ของเผ่าพันธุ์แวมไพร์ทั้งโลก
ไอ้พวกแวมไพร์ที่นอนกลางวันตื่นกลางคืนพวกนี้ ต้องเป็นเพราะขาดการนอนหลับเรื้อรังและนาฬิกาชีวิตพังแน่ๆ เลยทำให้พวกมันพึ่งพาไม่ได้กันไปหมดแบบนี้!
"ฮื่อ... เมอร์ฟีน้อย ขอข้านอนต่ออีกหน่อย..."
เลดี้ทรีซในอ้อมแขนละเมอพึมพำพลางเอาหน้าซุกหน้าอกกว้างของเมอร์ฟีเหมือนแมว แล้วจะหลับต่อ
"อืม... ข้าจะบอกให้นะ ข้าฝันถึงตอนที่ข้ายังสาวล่ะ ข้าฝันว่าตอนนั้นข้ายังเป็นผู้อาวุโสระดับอัจฉริยะของแร้งโลหิต ซาล็อคดาร์ยังต้องรินเหล้าให้ข้าด้วยตัวเอง ท่านลอร์ดพายน์ผู้หล่อเหลาก็เชิญข้าไปร่วมงานเลี้ยงตอนค่ำ
ไอ้แก่อพอลโลจอมแสบยังต้องเดินหนีข้าเลย..."
พูดตามตรง แวมไพร์สาวที่กำลังละเมอเพ้อเจ้อคนนี้มีรูปลักษณ์ที่น่าตกตะลึงอย่างยิ่ง มีบรรยากาศแบบพี่สาวผู้ใหญ่ที่ผสมปนเปไปกับความยั่วยวนอันเป็นเอกลักษณ์ของขุนนางยามวิกาล
ผมสีดำขลับยาวสลวยเหมือนน้ำตก เอวคอดกิ่วสะดุดตา ไม่ว่านางจะปรากฏตัวที่ไหนก็เพียงพอที่จะเป็นจุดสนใจของเหล่าชายหนุ่ม
ทว่า กลับมีรอยแผลเป็นที่น่าสยดสยองเหมือนตะขาบพาดผ่านตั้งแต่ลำคอเรียวยาวลึกลงไปในชุดชั้นใน และโผล่ออกมาตรงช่วงเอวบางเฉียบก่อนจะไปหยุดที่สะโพก แทบจะตัดผ่านร่างกายของนางไปครึ่งหนึ่ง เหมือนกับรอยร้าวที่น่าเสียดายบนเครื่องปั้นดินเผาชั้นเลิศ
มันไม่เพียงแต่ทำลายความงามของนางอย่างรุนแรง แต่ยังทำลายพลังอำนาจที่เป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิตของแวมไพร์ไปด้วย
แวมไพร์ตนอื่นเรียกนางว่า "ขยะ" ไม่ใช่เพียงคำดูถูก แต่ทรีซเสียพลังส่วนใหญ่ไปจริงๆ นางไม่เคยเล่าถึงที่มาของรอยแผลให้เมอร์ฟีฟัง และเมอร์ฟีก็ไม่เคยถาม
ยังไงซะ การใช้ชีวิตร่วมกันของคนสองคนก็ต้องมีขอบเขตกั้นไว้บ้าง
"ว้าว รสชาตินี่ยังเยี่ยมเหมือนเดิมเลยนะ! ดูเหมือนว่าการมอบโอบกอดแรกให้เด็กแสบอย่างเจ้ามาเป็นทายาท จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดที่ข้าเคยทำมาตลอดร้อยปีที่เลอะเลือนของข้าเลยล่ะ"
ทรีซที่ยังเมาค้างจิบข้าวต้มไปหนึ่งคำ แล้วแสดงสีหน้าพึงพอใจออกมาทันที
นางรำพึงออกมาทั้งที่ยังกึ่งเมากึ่งตื่น แต่ในขณะที่กำลังจะกินต่ออย่างเอร็ดอร่อย นางก็เหลือบไปเห็นถุงผ้ากำมะหยี่สุดหรูที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งดูขัดกับสภาพแวดล้อมที่ "สมถะ" โดยรอบอย่างสิ้นเชิง
โดยเฉพาะตราแร้งโลหิตที่ติดอยู่บนถุงนั้น ทำให้ทรีซหรี่ตาลงทันที
"นี่คืออะไร?"
นางหันมามองเมอร์ฟี พลางเอาช้อนเคาะโต๊ะถามด้วยความโกรธเล็กน้อย:
"ข้าบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกแร้งโลหิตตัวอื่น! พวกมันน่ะเป็นพวกสารเลวที่คบไม่ได้! เจ้าลืมไปแล้วเหรอว่าไอ้เวทมนตร์อัญเชิญเฮงซวยที่พวกมันให้เจ้ามาน่ะเกือบจะฆ่าเจ้ากับข้าตายมาแล้วน่ะ? ทำไมเด็กคนนี้ถึงไม่ฟังความเลยนะ! เจ้าอยากจะทำให้ข้าโกรธจนตายหรือไง... เอิ๊ก~"
"ข้าก็ไม่ได้อยากยุ่งหรอก"
เมอร์ฟีเดินไปที่ระเบียงเพื่อเก็บเสื้อผ้าที่ตากจนแห้งมาพับ พลางเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทรีซฟัง:
"คำสั่งของเจ้าตระกูลข้ามิอาจขัดขืน ต่อให้ส่งข้าไปตาย ข้าก็ต้องยิ้มรับไว้ใช่ไหมล่ะ?"
"นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องส่งไปตายธรรมดาๆ แล้วล่ะ"
ทรีซที่กำลังฮึดฮัดรีบซดข้าวต้มจนหมดด้วยกิริยาที่ไม่ค่อยเป็นผู้ดีนัก ก่อนจะหยิบถุงมาเปิดออก แล้วดึงม้วนกระดาษยาวที่มีอุปกรณ์เข้ารหัสพลังจิตติดอยู่ออกมา
รวมถึงตราประทับสำหรับปลดผนึก
นางหมุนของสองสิ่งนั้นเล่นในมือแล้วพูดว่า:
"ใครที่ไหนจะส่งคำสั่งลับพร้อมกับตราประทับถอดรหัสมาให้ด้วยกันล่ะ? เมอร์ฟีน้อย เจ้าโดนซาล็อคดาร์ใช้เป็นเหยื่อล่อแล้วล่ะ"
"หืม? แปลว่าจดหมายนี่เป็นของปลอมงั้นเหรอ?"
เมอร์ฟีไม่ได้ตกใจเลยสักนิด ทรีซส่ายหน้าตอบคำถามเขา:
"เปล่า จดหมายน่ะของจริง! แต่มันต้องใช้รหัสลับแน่ๆ ถ้าเจ้าส่งจดหมายไปถึงพวกนักล่าราตรีได้ พวกเขาก็จะแปลข้อความจริงออกมาได้ แต่ถ้าเจ้าตายด้วยมือนักล่าแม่มด ข้อมูลผิวเผินบนคำสั่งลับนี่ก็เพียงพอจะลวงพวกมันให้ก้าวเข้าไปในกับดักของตระกูลแร้งโลหิต
การหวังผลประโยชน์สองทางในเวลาเดียวกันเนี่ย สไตล์ของซาล็อคดาร์ชัดๆ เลย
และเหยื่อเพียงคนเดียวในเรื่องนี้ก็คือเจ้า ทายาทผู้น่าสงสารและแสนดีของข้า"
ทรีซหยุดพูดไปครู่หนึ่ง
นางปรายตามองเมอร์ฟีที่กำลังหันหลังให้ กรอกตาไปมาแล้วพูดลากเสียงยาว:
"แต่ในเมื่อเจ้ารับภารกิจมาแล้ว ตอนนี้จะถอนตัวก็คงไม่ทัน ในฐานะผู้ปกครองขยะชื่อดัง ข้าก็ไม่มีอะไรจะให้เจ้ามากหรอก เห็นแก่ที่เจ้าดูแลรับใช้ข้ามาตั้งปี ตรงข้างเสาต้นที่สามในห้องใต้ดินมีช่องลับอยู่ ในนั้นมีของบางอย่างที่ข้าเคยใช้เมื่อก่อนซ่อนไว้
เจ้าน่าจะได้ใช้นะ
ข้าต้องขอนอนต่อหน่อย ปวดหัวชะมัด... โธ่เอ๋ย ดูข้าผู้เป็นถึงอดีตผู้อาวุโสกลับต้องมาทรุดโทรมเพราะพิษสุราขนาดนี้ ไม่ควรเลยจริงๆ! เพราะงั้น ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ข้าจะเลิกเหล้า!
เอ้อ...
ช่างเถอะ วันนี้ขอดื่มอีกวันแล้วกัน
พรุ่งนี้เลิกแน่นอน!
ตกลงตามนี้ล่ะ เมอร์ฟีน้อย เอาตังค์มา! ข้าจะไปซื้อเหล้า!"
"...นอนต่อเถอะครับ เดี๋ยวตอนเย็นผมออกไปเดินเล่นจะซื้อมาให้เอง"
"ว้าว เมอร์ฟีน้อย เจ้านี่มันช่างแสนดีจริงๆ! มาให้กอดทีสิ... เดี๋ยวก่อน! เจ้าจะไปคืนนี้นี่นา จะซื้อเหล้าบ้าอะไรล่ะ! หนอย เมอร์ฟี เจ้าบังอาจหลอกข้าเหรอ! อย่าหนีนะ! เดี๋ยวแม่ปัดเหนี่ยวเลย!"
ห้องใต้ดินของคฤหาสน์ทรีซมีพื้นที่กว้างมาก และยังมีร่องรอยของพลังจิตที่คลุ้มคลั่งจนระเบิดเมื่อหนึ่งเดือนก่อนหลงเหลืออยู่ เศษอิฐเศษปูนเกลื่อนกลาดไปหมด บนพื้นยังมีรอยดำที่เช็ดไม่ออกเหมือนเงาทมิฬ ทำให้เมอร์ฟีรู้สึกเสียวสันหลังวูบเมื่อก้าวเข้าไปในความมืดนี้
เพราะเจ้าของร่างที่แท้จริงคนนี้ตายอยู่ที่นี่
มันเป็นสถานที่อัปมงคลชัดๆ
"ถ้าเราสลับร่างกันจริงๆ ตอนนี้แกก็น่าจะนั่งอยู่ในออฟฟิศห้องแอร์เย็นฉ่ำคอยขูดรีดพนักงานกินเงินเดือนอยู่ ส่วนข้ากลับต้องมาลำบากแทนแกที่นี่ แถมยังต้องเลี้ยงดูยัยแวมไพร์สาวขี้เมานั่นอีก"
เมอร์ฟีพนมมือเอ่ยเสียงเบา:
"ในเมื่อแกผู้ไม่ยอมเป็นคนธรรมดาได้สืบทอดตำแหน่งที่ข้าพยายามแทบตายมาสิบปีกว่าได้ตำแหน่งนั้นมาในโลกที่พรั่งพร้อมนั่นแล้ว ก็น่าจะกินอยู่อย่างสบายใจไปทั้งชาติเถอะนะ อย่าได้กลายเป็นผีมาหลอกหลอนข้าในที่ที่มีพลังเหนือธรรมชาติจริงๆ แบบนี้เลย ไม่งั้นข้าไม่เกรงใจนะ!
แกเป็นผี ส่วนข้าเป็นแวมไพร์
ในเมื่อเป็นผีเหมือนกัน ใครจะกลัวใครวะ!"
หลังจากทำ "พิธีกรรม" บ้าๆ บอๆ เสร็จ เมอร์ฟีก็หาช่องลับใต้เสาต้นที่สามตามคำบอกของทรีซจนเจอ และหยิบถุงใบหนึ่งออกมา
ข้างในมีชุดเกราะหนังป้องกันสีแดงเข้มที่ประณีตมาก รวมไปถึงรองเท้าบูทและถุงมือ ผ้าคลุมสีชาดที่ปักลวดลายสวยงาม และดาบเรเปียร์ทรงโกร่งมือที่โครตเท่ ทั้งหมดเป็นงานฝีมือชั้นสูงระดับผู้อาวุโสแวมไพร์ คงจะเป็นของที่ระลึกชิ้นสุดท้ายที่ทรีซเก็บไว้ระลึกถึงความรุ่งโรจน์ในอดีต
สรุปคือครั้งนี้นางยอมควักสมบัติก้นหีบออกมาให้เลยงั้นเหรอ?
"พลังจิตสูญสลายไปเยอะเลยแฮะ นี่ไม่ได้ดูแลรักษามาเป็นร้อยปีแล้วเหรอ?"
เมอร์ฟีหยิบดาบเรเปียร์ขึ้นมาควงท่าทางดูดีทีเดียว ในความทรงจำทางร่างกายที่หลงเหลืออยู่ดูเหมือนจะมีทักษะ "วิชาดาบแร้งโลหิต" ตกค้างอยู่ แต่น่าเสียดายที่ของวิเศษชิ้นนี้ตอนนี้ได้กลายเป็นเพียงเหล็กธรรมดาไปเสียแล้ว
ยังดีที่มันยังคมกริบพอ
เขาเปลี่ยนมาใส่เกราะหนัง ติดกระดุมผ้าคลุม สวมหน้ากากแวมไพร์สีดำ และดึงฮู้ดขึ้นมาคลุมศีรษะ
ภาพลักษณ์แวมไพร์ผู้ลึกลับก่อตัวขึ้นทันที
ถึงจะไม่มีกระจก แต่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหล่อเท่ระเบิดแน่นอน
ก็กะแล้วเชียว ตั้งแต่ข้ามโลกมาหน้าตาหล่อๆ ที่ไม่ต้องทำอะไรก็ได้กินข้าวฟรีๆ นี่แหละ คือสิ่งเดียวที่เมอร์ฟีภาคภูมิใจได้ในตอนนี้
【ความคืบหน้าการติดตั้งระบบจัดการตัวเกมเบต้า "โลกต่างมิติที่แท้จริง" : 100%! เริ่มต้นการติดตั้งระบบ โปรดอดทนรอ!
กำลังติดตั้งโมดูลแผ่นพับตัวละคร... อนุมัติสิทธิ์การทดสอบ... ผูกมัดฐานข้อมูลอัลฟ่า... เปิดใช้งานโมดูลการสั่นสะเทือนข้อมูลและการฉายพลังจิต... การมอบอำนาจเสร็จสิ้น... ฝังโหมดขยายลักษณะเฉพาะตัว... เปิดใช้งานโมดูลแนะนำผู้เล่นใหม่...
เวลาแห่งการทดสอบมาถึงแล้ว!】
ทันทีที่เมอร์ฟีเปลี่ยนชุดเสร็จ แผ่นพับตัวละครกึ่งโปร่งแสงตรงหน้าก็ระเบิดแสงวาบออกมา บดบังการมองเห็นของเมอร์ฟีไปทั้งหมด
มันทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกโยนเข้าไปในทะเลดวงดาวอันลึกลับ เมื่อมองไปรอบๆ ก็เห็นแต่แสงดาวระยิบระยับ แผ่นพับตัวละครที่เคยเรียบง่ายจนน่าสิ้นหวังก็ค่อยๆ ถูกใส่โมดูลใหม่ๆ เข้าไป จนดูซับซ้อนขึ้นอย่างมากในพริบตา
ในสภาพนี้ยากจะแยกแยะการไหลของเวลา แต่ความรู้สึกทางกายไม่ได้แย่นัก เหมือนความรู้สึกตื่นเต้นตอนนั่งรอโปรแกรมใหม่ที่เพิ่งดาวน์โหลดกำลังรันเครื่อง
และเมื่อแสงดาวพื้นหลังจางลง อินเทอร์เฟซใหม่เอี่ยมก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเมอร์ฟี:
"ถึงข้าจะรู้ตัวว่ากาก แต่ไอ้คำว่า 'เริ่มต้น' เรียงเป็นแถบแบบนี้มันก็น่าเพลียจิตอยู่นะ"
เมอร์ฟีมองดูข้อมูลทั้งหมดของตัวเองแล้วเอามือกุมขมับไม่อยากจะดูต่อ
ถึงจะรู้ว่าการทำพฤติกรรมต่างๆ จะช่วยเพิ่มความชำนาญได้ แต่ข้าก็อุตส่าห์พยายามมาตั้งเดือนนึงนะ ทำไมหน้าจอมันถึงได้ดูขี้เหร่ขนาดนี้ล่ะ?
หรือว่าข่าวลือที่เด็กในเมืองยังรู้จะเป็นเรื่องจริง?
ที่ว่าเพราะ "เจ้าแม่ขยะ" เลดี้ทรีซน่ะกากมาก ดังนั้นไม่ว่าแวมไพร์ที่ถูกนางมอบโอบกอดแรกให้จะเคยเก่งแค่ไหน พอเปลี่ยนเผ่าพันธุ์แล้วก็จะกลายเป็นคนกากตามไปด้วย?
อืม... คงไม่เฮงซวยขนาดนั้นมั้ง?
แล้วข้าอุตส่าห์รอมาตั้งเดือนนึงเนี่ย จบแค่นี้เองเหรอ?
แค่แผ่นพับตัวละครขยายขึ้นเฉยๆ เนี่ยนะ?
ไหนล่ะสูตรโกงที่จะเปลี่ยนชีวิตข้า? เริ่มต้นเรื่องรันทดขนาดนี้ ถ้าไม่ให้ทักษะอัญเชิญมังกรหรืออัญเชิญไททันมาให้เนี่ย มันก็ออกจะดูใจร้ายไปหน่อยนะเฟ้ย!
ในขณะที่เมอร์ฟีกำลังว้าวุ่นใจกับการสำรวจ "ระบบจัดการ" ที่ชื่อดูโครตเทพของเขา เขาก็เหลือบไปเห็นช่องหนึ่งแยกต่างหากอยู่ด้านล่างแผ่นพับตัวละคร
【ภารกิจแนะนำผู้เล่นใหม่ (1/6): ทำการอัญเชิญครั้งแรก เพื่อเริ่มแผนการทดสอบ
รายละเอียดภารกิจ: เหอะ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ เริ่มการอัญเชิญและครอบครองพลังที่แท้จริงเสียเถิด แล้วเจ้าจะรู้เองว่าข้าได้มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเจ้าแล้ว อัลฟ่า】
"พูดจาลึกลับชะมัด ข้าชื่อเมอร์ฟี อัลฟ่าคือตัวอะไรกันแน่?"
เมอร์ฟีขมวดคิ้วอ่านรายละเอียดภารกิจ พลางปรายตามอง "ความเชี่ยวชาญพิเศษการอัญเชิญ" บนหน้าจอ สัญลักษณ์ 【0/2】 บ่งบอกว่าเขาสามารถอัญเชิญ "สิ่งมีชีวิตต่างมิติ" ได้สองตัว
"งั้นข้าขอมาดูหน่อยซิว่าในน้ำเต้านี่มันมีวิเศษอะไรซ่อนอยู่!"
แวมไพร์ดวงซวยใช้มือซ้ายกุมด้ามดาบทรงโกร่งมือ มือขวากางออกทำท่าร่ายเวทอย่างสง่างาม
เขาไม่รู้หรอกว่าจะอัญเชิญตัวอะไรออกมา แต่ต่อให้วินาทีถัดไปจะมีดาร์กไททันที่ไฟลุกท่วมคำรามออกมาฟันโลกนี้สักดาบเขาก็ไม่สนแล้ว
ในทางกลับกัน เขาคงจะรู้สึกว่ามันโครตเท่ และพร้อมจะแอบกินเถ้าถ่านของโลกหลังจากที่มันมอดไหม้ไปแล้วด้วยซ้ำ
ก็พี่ชายคนนี้ตอนนี้ลำบากขนาดนี้ ชีวิตต้องฝากไว้กับสิ่งนี้เพื่อเปลี่ยนชะตา มันคิดหน้าพะวงหลังไม่ได้แล้ว และเมืองนี้มันดีกับข้านักเหรอ?
ทำไมต้องไปคิดเผื่อไอ้พวกที่ขยันส่งความเกลียดชังมาให้ข้าทั้งที่ข้าส่งยิ้มให้ด้วยล่ะ?
ข้าไม่ได้ติดค้างอะไรพวกมันนี่นา จริงไหม?
เปิดใช้งานทักษะ
เมอร์ฟีรู้สึกเหมือนตัวเองถูกโยนเข้าไปในเครื่องโม่ที่คอยบีบคั้นพลังจิตที่เหลือเพียงน้อยนิดในร่างออกมา เมื่อเขารู้สึกว่าพลังจิตด้านมืดถูกสูบไปประมาณหนึ่งในสี่ จุดแสงที่สั่นไหวสองจุดก็เริ่มเป็นรูปร่างขึ้น
เหมือนช่างเย็บผ้าที่ฝีมือประณีตที่สุดกำลังใช้เส้นแสงแห่งพลังจิตถักทอรูปร่างที่ชัดเจนขึ้นมาจากความว่างเปล่า ท่ามกลางสายตาที่เปี่ยมด้วยความหวังของเมอร์ฟี ร่างคนสองคน คนหนึ่งสูงคนหนึ่งเตี้ยก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา
รูปร่างธรรมดา ใบหน้าธรรมดา พลังชีวิตธรรมดา ขนาดที่ว่าแวมไพร์กากๆ อย่างเมอร์ฟีก็ยังน่าจะต่อยร่วงได้สักหลายคน
อะไรกันเนี่ย!
แค่คนธรรมดางั้นเหรอ?
แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร...
ในวินาทีนั้นความผิดหวังในสูตรโกงของแวมไพร์พุ่งขึ้นถึงขีดสุด แต่ในขณะที่เขากำลังจะบ่นตามปกตินั้น ภาษาที่โครตจะคุ้นเคยก็ดังขึ้นข้างหู
มันสมจริงจนแวมไพร์อย่างเขาถึงกับรู้สึกขนลุก
"เชี่ยยย กราฟิกเกมนี้แม่มโครตเทพ! ดูแสงเงานี่ดิ ดูรายละเอียดนี่ดิ ดูอิฐนี่ดิ! แม่ง! อิฐนี่แม่งโครตอิฐเลยว่ะ! แต่ในใบสมัครบอกว่า 《โลกต่างมิติที่แท้จริง》 ยังอยู่ในช่วงพัฒนานี่นา? ข้าดูทรงแล้วเหมือนมันจะทำเสร็จแล้วนะเนี่ย"
"ชู่ว เงียบหน่อย! ดูสิ NPC จ้องพวกเราอยู่ด้วย เฮ้ย ไอ้หนุ่มหน้าขาวนี่โมเดลแม่งโครตหล่อเลยว่ะ ว่าแต่ ทำไมข้าปั้นหน้าให้หล่อแบบมันไม่ได้วะ?
เฮ้ย!
เกมนี้แม่งถอดกางเกงได้ด้วยว่ะ"
"...สัส! กางเกงน่ะ ห้ามถอด!"
"??? ไอ้ NPC นี่เมื่อกี้มันพูดคำหยาบใช่ป่ะ? ข้าหูไม่ฝาดใช่ไหม? มันพูดว่า 'สัส' แน่ๆ เลยว่ะ? แม้แต่บทพากย์แปลไทยยังแปลได้เข้าถึงอารมณ์ขนาดนี้เลยเหรอ? ข้ารักเกมนี้แล้วว่ะ"