- หน้าแรก
- ผู้เล่นของข้างดุร้ายมาก
- บทที่ 1: ท่านเจ้าตระกูลตัดสินใจแล้ว หน้าที่ส่งสา... เอ้อ ภารกิจอันหนักอึ้งนี้เป็นของเจ้า!
บทที่ 1: ท่านเจ้าตระกูลตัดสินใจแล้ว หน้าที่ส่งสา... เอ้อ ภารกิจอันหนักอึ้งนี้เป็นของเจ้า!
บทที่ 1: ท่านเจ้าตระกูลตัดสินใจแล้ว หน้าที่ส่งสา... เอ้อ ภารกิจอันหนักอึ้งนี้เป็นของเจ้า!
บทที่ 1: ท่านเจ้าตระกูลตัดสินใจแล้ว หน้าที่ส่งสา... เอ้อ ภารกิจอันหนักอึ้งนี้เป็นของเจ้า!
เมืองแคดแมนในวันนี้ยังคงสงบสุขเหมือนเช่นเคย แม้เงาทมิฬของสงครามจะเริ่มแผ่ปกคลุมใกล้เข้ามา แต่เมื่อพิจารณาว่าไอ้สงครามบ้าบอนั่นรบกันมาจะสิบปีเข้าไปแล้ว เหล่าชาวเมืองที่คุ้นชินกับการปันส่วนเสบียงจึงยังรักษาความใจเย็นไว้ได้อยู่
ถ้าไม่เย็นแล้วจะทำอะไรได้?
จะก่อจลาจลรึ?
พวกท่านแวมไพร์ในเมืองต่างก็เฝ้ารอให้พวกเขาก่อเรื่องอยู่พอดีล่ะสิ นึกไม่ถึงล่ะสิ? พวกสารเลวที่คอยขูดรีดเนื้อและสูบเลือดกันจริงๆ เหล่านั้น กำลังกลัดกลุ้มใจที่ไม่มี "กระสุดปืนใหญ่" ชั้นดีส่งไปเป็นแนวหน้าพอดี เพราะฉะนั้นชาวเมืองที่ฉลาดจึงย่อมไม่ยอมตกหลุมพรางพวกนั้นง่ายๆ
"ดูนั่นสิ แวมไพร์ไส้แห้งคนนั้นมาแย่งของสงเคราะห์อีกแล้ว!"
"ชู่ๆ เบาเสียงหน่อย เดี๋ยวเขาก็ได้ยินหรอก ยังไงซะเขาก็เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของตระกูลแร้งโลหิตนะ"
"จะไปกลัวทำไม? ฉันได้ยินมาจากป้าข้างบ้านของลูกพี่ลูกน้องพี่เขยคนที่สามที่เป็นผู้ช่วยกุ๊กในศาลากลางบอกว่า เจ้าหมอนี่กับผู้ปกครองของเขาเป็น 'ขยะแห่งแร้งโลหิต' ที่โด่งดัง ได้ยินว่าห่างจากการถูกไล่ออกจากตระกูลแค่ก้าวเดียวเอง ต่อให้เขาได้ยินแล้วจะทำอะไรได้?
แวมไพร์ด้วยกันเองยังไม่ชายตาแลเลย แล้วพวกเราที่ถูกกดขี่ต้องให้ราคามันด้วยเหรอ?"
"จริง! เป็นถึงแวมไพร์แต่กลับมาแย่งข้าวชาวบ้านกิน หน้าไม่อายจริงๆ ขนาดพวกข้ารับใช้อัศวินตกอับที่ลี้ภัยมาจากปรัสเซียตะวันออกตอนมารับเสบียงยังรู้จักเอาผ้าคลุมหน้า! ไม่เหมือนหมอนี่ ทำตัวระเหิดระหง ไม่รู้จักอายบ้างเลย!"
"แต่แกดูสิ หมอนี่มันหล่อจริงๆ นะ..."
"ไร้สาระ! ถ้าไม่หล่อจะเข้าตา 'ทรีซผู้เห็นแก่เงิน' ได้ยังไง? ฉันได้ยินมาว่าเมื่อก่อนหมอนี่เป็นพวกหน้าขาวที่ทำให้สาวๆ ใจละลายได้เป็นกอง... เอ้อ เขาหันมาแล้ว เร็ว!
ยิ้มเข้าไว้!"
เมื่อเมอร์ฟีที่อยู่กลางกลุ่มคนหันขวับไปมอง กลุ่มคนที่กำลังนินทาอยู่ก็เปลี่ยนสีหน้าทันควันราวกับเล่นงิ้ว ส่งรอยยิ้มประจบสอพลอมาให้ทันที
เหมือนกับความเคารพจอมปลอมที่พวกเขามีให้ยามพบเห็นสมาชิกคนอื่นๆ ของตระกูลแร้งโลหิตนั่นแหละ
"อรุณสวัสดิ์นะ ไอ้พวกโง่เง่าที่วันๆ เอาแต่พ่นน้ำลายไร้สาระ!"
เมอร์ฟีตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่สมบูรณ์แบบ พร้อมกับทักทายพวกเขาด้วย "ภาษาบ้านเกิด"
แม้การเห็นพวกเขาก้มหัวรับคำด่ามันจะน่าสะใจดี แต่การรังแกพวกคนต่างโลกที่ไร้การศึกษาจนฟังภาษาไม่ออกแบบนี้บ่อยๆ มันก็น่าเบื่ออยู่เหมือนกัน
ประเด็นคือต่อให้เกมมันจะเจ๋งแค่ไหน แต่ถ้าเล่นติดต่อกันมาทั้งเดือน เมอร์ฟีเองก็เริ่มจะเบื่อแล้ว
ทว่าผมสีดำยาวประบ่ากับดวงตาที่คมชัดราวกับสื่อสารได้ ประกอบกับใบหน้ากึ่งชายกึ่งหญิงนั้น ทำให้สาวน้อยสาวใหญ่ในกลุ่มคนต่างตาเป็นประกาย แต่น่าเสียดายที่ผิวขาวซีดผิดปกติกับแววสีเลือดจางๆ ในส่วนลึกของดวงตา กลับทำให้พวกนางต้องกะพริบตาถอยห่างด้วยความยำเกรง
แวมไพร์...
สิ่งมีชีวิตเหนือปุถุชนในตำนาน
สังกัดประเภทธาตุมืด นอนกลางวันตื่นกลางคืน ชอบทำเรื่องพรรค์นั้นอย่างกักขังหน่วงเหนี่ยว แถมยังชอบเล่นบทดูดเลือด ทำให้ชื่อเสียงทั่วทั้งทวีปค่อนข้างย่ำแย่ แต่ที่นี่คือเขตทรานเซียแห่งสหพันธรัฐบอเซีย ซึ่งเป็นถิ่นฐานที่แวมไพร์กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ชื่อเสียงที่นี่จึงพอจะดูดีขึ้นมา "นิดหน่อย"
เอ้อ "นิดหน่อย" ที่ว่านี้หมายถึงชาวบ้านจะไม่ด่าทอซึ่งหน้าหรือเอาส้อมพรวนดินมาไล่แทง แต่การโดนนินทาลับหลังแบบเมื่อครู่นี้ยังไงก็เลี่ยงไม่ได้
ก็ตระกูลแร้งโลหิตหยั่งรากลึกที่นี่มาสี่ร้อยกว่าปีแล้ว ผลลัพธ์คือเรื่องเล่าสยองขวัญที่นี่ติดอันดับหนึ่งของทวีป แค่รอบๆ เมืองแคดแมนมีคนหายสาบสูญไปในแต่ละปีมากพอจะจัดตั้งกองพันได้เลยด้วยซ้ำ ในสภาพแบบนี้ ถ้าชาวบ้านกับแวมไพร์จะรักใคร่กันได้ก็คงเห็นผีแล้วล่ะ
เมอร์ฟีชินกับเสียงซุบซิบพวกนี้ไปแล้ว
เขาวางท่าทางสงบนิ่งเหนือปุถุชนตามแบบฉบับแวมไพร์ เมินเฉยต่อสายตาทุกรูปแบบ เขาเข้าแถวอย่างถูกต้องตามกฎระเบียบ ไม่เพียงแต่รออย่างอดทน เขายังใจดีสละลำดับให้หญิงสาวที่อุ้มเด็กที่กำลังหิวโซอีกด้วย
การกระทำนี้ทำให้นักวิชาการในกลุ่มคนมีความรู้สึกที่ดีต่อแวมไพร์หนุ่มตนนี้ขึ้นมานิดหนึ่ง แต่เมอร์ฟีเองก็ยังนึกไม่ออกว่าความหวังดีจากคนพวกนี้มันจะมีประโยชน์อะไร?
เอาน่า... จะมีประโยชน์หรือเปล่าไม่รู้ แต่ปั๊มค่าความรู้สึกดีไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย
"เสบียงประเภท A สองห่อครับ ขอบคุณ"
เมื่อถึงคิว เมอร์ฟีเอ่ยกับทหารที่แจกเสบียงด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและสง่างาม กิริยาท่าทางไร้ที่ติประหนึ่งกำลังเข้าเฝ้ากษัตริย์ในวัง
เน้นคอนเซปต์ "ความสง่างาม" เป็นหลัก
ทว่าทหารเบื้องหน้าเขากลับทำหน้าตายราวกับศพ แล้วโยนห่อเสบียงหยาบๆ สองห่อให้เขา โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองซ้ำ
ถึงแม้ป้ายชื่อทหารนายนี้จะระบุว่าเขาเป็นทาสเลือด ซึ่งตามทฤษฎีต้องให้ความเคารพแวมไพร์อย่างสูง
แต่น่าเสียดายที่เมอร์ฟีไม่ได้อยู่ในลิสต์ "ผู้ที่ควรได้รับความเคารพ" ของเขา
"เมอร์ฟีน้อย 'วันคืนที่แสนดี' ของเจ้ากับเลดี้ทรีซใกล้จะจบลงแล้วล่ะ"
ตอนที่เมอร์ฟีกำลังจะหันหลังกลับ เสียงเยาะเย้ยพลันดังขึ้นข้างหูเหมือนเสียงกระซิบ เขาหันไปมอง เห็นแวมไพร์ที่นั่งคุมแถวแจกอาหารอยู่ในเงามืดส่งรอยยิ้มจอมปลอมมาให้
เมอร์ฟีไม่รู้จักหมอนี่หรอก เขาก็เพิ่ง "ข้ามโลก" มาได้แค่เดือนเดียวเอง
ในหัวอาจจะมีความทรงจำเดิมอยู่บ้าง แต่เขาคร้านจะไปค้นหา เพราะสถานะใหม่ของเขามันค่อนข้างน่าอึดอัด
ในฐานะทายาทที่เกิดจากอุบัติเหตุเพราะเลดี้ทรีซผู้โด่งดังแห่งตระกูลแร้งโลหิตเมาเหล้าอย่างหนัก สถานะของเมอร์ฟีในตระกูลแร้งโลหิตเรียกได้ว่าใครได้ยินก็ต้องเศร้า ใครได้เห็นก็ต้องน้ำตาซึม
ตลอดหนึ่งปีที่เป็นแวมไพร์ดวงซวยคนนี้ได้ย่างก้าวเข้าสู่ "โถงแร้งโลหิต" แบบนับนิ้วได้เลย ไม่ต้องพูดถึงงานปาร์ตี้ของคนในตระกูล เขาไม่มีช่องทางติดต่อกับแวมไพร์ตนอื่นเลยสักนิด
พูดแบบไม่เว่อร์นะ ช่วงเดือนหนึ่งที่เขาข้ามมาเนี่ย จำนวนหนูตัวอ้วนที่เขาเจอในคฤหาสน์ผุพังของทรีซ ยังมีมากกว่าจำนวนแวมไพร์ที่เขาเคยเจออีก
แต่ถึงเมอร์ฟีจะเก็บตัวแค่ไหน เขาก็มีชื่อเสียงในตระกูลไม่เบา แม้แต่ป้าทาสเลือดที่เทกระโถนในโถงแร้งโลหิตยังรู้จักเขา เพราะเมอร์ฟีคือคนเดียวในเมืองแคดแมนที่ยังอยู่ดูแล "เจ้าแม่ขยะ" อย่างเลดี้ทรีซไม่ห่างไปไหน
ตั้งแต่ได้รับ "โอบกอดแรก" มาหนึ่งปี เขาก็อาศัยอยู่ในสวนผุพังของนางมาตลอด คอยดูแลรับใช้ราวกับดูแลญาติผู้ใหญ่
เรื่องราวที่แสนอบอุ่นท่ามกลางตระกูลที่เต็มไปด้วยแผนร้ายและความรุนแรงนี้ กลายเป็น "ตำนาน" ไปแล้ว ถึงขั้นถูกจัดเข้าทำเนียบ "เรื่องลี้ลับแห่งแคดแมน" เลยทีเดียว
"ท่านหมายความว่ายังไง?"
เมอร์ฟีถามออกไปโดยไม่ขยับปาก แต่ส่งเสียงตรงไปยังแวมไพร์ในเงามืดตนนั้น
การเลียนเสียง !
ทักษะพื้นฐานที่สุดของพลังจิตมืดที่มีมาแต่กำเนิดของแวมไพร์
【ใช้ทักษะพลังจิตระดับต่ำสำเร็จ ความชำนาญในการรับรู้และควบคุมพลังจิตด้านมืดเพิ่มขึ้น ปัจจุบันอยู่ในระดับ "เริ่มต้น"】
พริบตาที่พูดจบ ข้อความแจ้งเตือนก็เด้งขึ้นมา เมอร์ฟีชินแล้วล่ะ แต่ก็ได้แต่บ่นในใจว่าทักษะนี้มันเพิ่มยากชะมัด
ผ่านไปเดือนหนึ่งแล้ว ยังอยู่ระดับเริ่มต้นอยู่เลย
"ไม่มีอะไร แค่อยากจะอวยพรให้ 'การเดินทาง' ที่กำลังจะมาถึงของเจ้าเป็นไปอย่างราบรื่นนะ"
แวมไพร์ตนนั้นตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่มีนัยแปลกๆ
ดูเหมือนจะเห็นว่าการเยาะเย้ยแค่นี้ยังไม่พอ เขาเลยส่งสัญญาณมือ ทาสเลือดที่แจกอาหารเลยรีบประจบสอพลอเอาเสบียงสงเคราะห์อีกสามห่อยัดใส่อ้อมกอดเมอร์ฟี
นี่มันหมายความว่าไงอีกเนี่ย?
เมอร์ฟีกะพริบตา ค้อมตัวลาเพื่อนร่วมตระกูลอย่างเงียบเชียบตามระเบียบมารยาท อีกฝ่ายก็รับคำลาแบบส่งๆ ไปที
ระหว่างทางกลับ เมอร์ฟีมองเสบียงห้าห่อในแขนแล้วอดคิดไม่ได้ว่า:
"หมายความว่า 'กินให้อิ่มก่อนไปตาย' งั้นเหรอ? ประสาท! ข้าอุตส่าห์ทำตัวโลว์โปรไฟล์ขนาดนี้แล้วยังมีคนมาหาเรื่องอีกเหรอ? ไอ้พวกแวมไพร์พวกนี้น่าโดนตบเรียงตัวจริงๆ!"
บ่นไปเขาก็รีบเดินเลาะเงากำแพงกลับ "คฤหาสน์" ทุกๆ 100 เมตร จะมีแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา
【เดินในเงาสำเร็จ ความชำนาญในทักษะการซ่อนตัว·ลอบเร้นเพิ่มขึ้น ปัจจุบันอยู่ในระดับ "เชี่ยวชาญ"】
ใครไม่รู้นึกว่าขยันฝึก แต่ความจริงมันโดนบังคับโว้ย! ถ้าเดินบนถนนปกติได้ ใครมันจะอยากทำตัวลึกลับเหมือนขโมยมาเดินเลาะเงาล่ะ?
ตอนนี้น่าจะเก้าโมงเช้าแล้ว แดดเริ่มแรง สำหรับแวมไพร์นี่คือช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดของวัน เมอร์ฟีที่ไม่มีตังค์ซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดแพงๆ เลยต้องเดินแต่ในร่มเพื่อไม่ให้ผิวไหม้
แวมไพร์ปกติจะไม่โผล่มาตอนกลางวัน กลางคืนต่างหากคือปาร์ตี้ที่แท้จริง แต่เมอร์ฟีไม่มีนิสัยฟุ่มเฟือยแบบนั้น
ส่วนหนึ่งเพราะทางบ้านจนมาก ชีวิตมันบีบ ถ้าไม่รีบมาเอาเสบียงตอนเช้า เขากับแม่ผู้ปกครองที่พึ่งพาไม่ได้คงต้องอดตาย
อีกส่วนคือวิญญาณจากต่างโลกในร่างนี้มันมีวินัยจัด
ตอนมาใหม่ๆ เคยลองใช้ชีวิตกลางคืนนอนกลางวันดู ผลคือสภาพเหมือนชายวัยสามสิบที่ไปโต้รุ่งร้านเน็ตคืนเดียวแต่ต้องฟื้นตัวถึงสามวัน
โต้รุ่งได้... แต่ได้แค่นิดเดียวจริงๆ
"เฮ้อ"
แม้จะเพิ่งเช้า แต่เมอร์ฟีถอนหายใจเป็นครั้งที่สิบเจ็ดของวันแล้ว
เขาอุ้มเสบียงผลักประตูเหล็กคฤหาสน์เข้าไป ทว่าเผลอลงแรงมากไปนิด ประตูเหล็กสนิมเขรอะที่ขาดการซ่อมแซมก็ล้มโครมลงไปกองกับพื้นสวนที่มีแต่ฝุ่นและวัชพืช เสียงดังจนหนูอ้วนสามตัวตกใจวิ่งพล่าน
【ทำลายฉากสำเร็จ ความชำนาญในทักษะการต่อสู้ระยะประชิด·กายภาพเพิ่มขึ้น ปัจจุบันอยู่ในระดับ "เริ่มต้น"】
แจ้งเตือนที่คุ้นเคยเด้งขึ้นมา เมอร์ฟีเพลียจิต
ไอ้ทักษะเริ่มต้นเนี่ย เกือบครึ่งก็ได้มาจากประตูบานนี้แหละในช่วงเดือนที่ผ่านมา เพราะงั้น... ขอบใจนะคุณลุงประตูเหล็ก
เมอร์ฟีมองดูคฤหาสน์ที่อาศัยมาหนึ่งเดือน ร่องรอยอาคารยังพอมองออกว่าเคยรุ่งโรจน์แค่ไหน มันเคยเป็นคฤหาสน์ที่หรูหราและเงียบสงบท่ามกลางย่านใจกลางเมือง สวนกว้างเกือบพันตารางเมตร
มีทั้งห้องเก็บไวน์ชั้นใต้ดินและหอคอยดูดาว ตัวบ้านหลักก็รูปทรงสวยประดับด้วยรูปปั้นเทพเจ้าที่ไม่รู้จักชื่อ
แต่น่าเสียดาย นั่นมันภาพลักษณ์เมื่อร้อยกว่าปีก่อน
ตอนนี้มันคือซากบ้านรอรื้อถอนที่แม้แต่ขอทานยังเมิน ยากจะเชื่อว่าอดีตผู้อาวุโสแวมไพร์ที่อ้างว่าอยู่มา 500 ปีจะมาซุกหัวนอนในที่แบบนี้
"เรเวนอร์ เมอร์ฟี เลเซนเบิร์ก!"
เสียงเรียกอันเย็นชาดังขึ้นจากด้านหลัง
เมอร์ฟีที่กำลังยกประตูติดตั้งกลับอย่างคล่องแคล่วหันไปมอง เห็นเงาสีดำกำลังรวมตัวกันในร่มเงา ท่ามกลางเสียงกระพือปีกค้างคาว ร่างเพรียวบางร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
นี่คือทักษะพลังจิตระดับสูง แต่ที่สำคัญคือคนตรงหน้า
แวมไพร์ในชุดคลุมสีชาดหรูหรา ถือไม้เท้าสั้น ตราประณีตบนอกบอกชัดว่านี่คือ องครักษ์แร้งโลหิต
พวกเขาคือตัวแทนเจตจำนงของท่านเจ้าตระกูล ซาล็อคดาร์ เลเซนเบิร์ก
ลางสังหรณ์ร้ายผุดขึ้นมาทันที
เมอร์ฟีทำความเคารพอย่างสง่างาม อีกฝ่ายพยักหน้าเย็นชา แล้วส่งถุงผ้ากำมะหยี่ที่ปิดผนึกไว้ให้
เขาพูดอย่างเป็นทางการว่า:
"แนวหน้ากำลังคับขัน กองกำลังบุกเบิกของราชอาณาจักรแพลนทาเจเนตเข้าใกล้ชายแดนทรานเซียแล้ว สงครามกำลังจะมาถึงแคดแมน สมาชิกแร้งโลหิตทุกคนต้องทำเพื่อดินแดน นี่คือภารกิจของเจ้า นำคำสั่งลับไปส่งที่ค่ายนักล่าราตรี ห่างจากมอร์แลนด์ไปสามสิบลี้ ให้เวลาสามวัน ต้องทำให้สำเร็จ!"
เมอร์ฟีใจกระตุก เขารับถุงมาแล้วถามเสียงเบา:
"แต่ข้าได้ยินว่า พวกนักล่าแม่มดของราชอาณาจักรแพลนทาเจเนตแทรกซึมเข้ามาแถวนั้นแล้วนะ..."
"ถูกต้อง"
องครักษ์พยักหน้า:
"พวกสุนัขรับใช้จากหอคอยแห่งวงแหวน กำลังตัดการสื่อสารทางยุทธวิธี แปลว่าเจ้าต้องเสี่ยงดวงฝ่าวงล้อมลาดตระเวนไปตอนเที่ยงคืน แต่สำหรับสมาชิกที่สูงส่งของแร้งโลหิต งานแค่นี้ไม่เหนือบ่ากว่าแรงหรอก"
"เฮ้ย 'ไม่เหนือบ่ากว่าแรง' น่ะมันสำหรับแวมไพร์ปกติโว้ย! แหกตาดูแวมไพร์ตรงหน้านี้หน่อย! นอกจากความหล่อขั้นเทพแล้ว มีตรงไหนของข้าที่เรียกได้ว่า 'ปกติ' บ้างล่ะ?"
เมอร์ฟีตะโกนในใจ
แต่ภายนอกเขาสูดหายใจลึก พยายามคุมสีหน้าให้คงที่:
"ข้าต้องการเกราะกับอาวุธ แล้วถ้าเป็นไปได้ ข้าขอคนช่วยสักหน่อย"
"หืม?"
คำขอทำเอาองครักษ์กะพริบตาปริบๆ เขามองสภาพที่ "สมถะ" เกินไปของเมอร์ฟีแล้วพูดเสียงแปลกๆ:
"เจ้าได้รับโอบกอดแรกมาพักหนึ่งแล้วนะ แต่ยังไม่มีทาสเลือดเป็นของตัวเองอีกเหรอ? เกราะกับอาวุธยังต้อง... เดี๋ยวนะ ที่นี่คฤหาสน์ทรีซเหรอ? ผู้ปกครองเจ้าคืออดีตผู้อาวุโสขยะ... เอ้อ อดีตผู้อาวุโสทรีซงั้นรึ?
หืม งั้นก็ไม่แปลก
ข้าเคยได้ยินข่าวลือมาบ้าง นึกว่าเป็นเรื่องล้อเล่น เพราะแวมไพร์ตนหนึ่งมันจะรันทดขนาดนี้ได้ยังไง"
ว่าแล้วเขาก็เอื้อมมือมาตบไหล่เมอร์ฟีอย่างเห็นใจ:
"ดวงเจ้ามันซวยจริงๆ นะ พ่อหนุ่ม"
"นั่นสิ ชีวิตแวมไพร์ที่ข้าฝันไว้กับที่เป็นอยู่เนี่ย คนละโลกเลย"
คราวนี้เมอร์ฟีหลุดมาดเลยจริงๆ
เขาพอทนคำนินทาได้ แต่เจอสายตาเห็นใจแบบนี้เข้าไป เขาได้แต่ถอนหายใจยาวด้วยความโศกเศร้า
องครักษ์เองก็ใบ้กินไปเหมือนกัน เลยถอนหายใจ:
"เย็นนี้ตอนเจ้าออกเดินทาง จะมีทาสเลือดเอาของมาให้ แล้วก็... ถ้าเจ้าไม่ได้กลับมา เดี๋ยวจะมีคนดวงซวยคนอื่น... เอ้อ หมายถึงคนอื่นที่พึ่งพาได้มาดูแลทรีซแทนเจ้าเอง
เพราะงั้น... สู้เขานะเจ้าหนู"
พูดจบเขาก็กลายเป็นค้างคาวบินหายไปในเงามืด ทิ้งให้เมอร์ฟีกำของภารกิจไว้ที่เดิม
"สรุปคือจองหลุมไว้รอข้าแล้วใช่ไหมเนี่ย? เฮ้ย เวลาส่งคนไปตายช่วยแกล้งเนียนๆ หน่อยได้ไหม?
ช่างเถอะ ยังดีที่ข้ามีสูตรโกง!"
เขาบ่นไปพลางปรายตามองจอกลางอากาศ:
【ความคืบหน้าการติดตั้งระบบจัดการตัวเกมเบต้า "โลกต่างมิติที่แท้จริง" : 99.87% โปรดอดทนรอ】
"รอมาเดือนนึงเต็มๆ บ่ายนี้แหละจะได้ใช้สักที"
เมอร์ฟีกัดริมฝีปาก รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นบนใบหน้าที่มักจะปั้นมาดนิ่ง
เขาร้องเพลงฮัมเบาๆ อุ้มเสบียงเข้าคฤหาสน์พลางคิด:
"ทันทีที่สูตรโกงข้าติดตั้งเสร็จ ข้าจะสั่งสอนพวกแกให้เข็ดเลย ใครปากเสียไว้ข้าจดชื่อลงบัญชีดำไว้หมดแล้ว ข้าไม่ใช่พ่อพระใจกว้างซะด้วยสิ
หึ... คอยดูเถอะ วันคืนที่แสนดีน่ะ มันเพิ่งจะเริ่มต่างหาก!"