- หน้าแรก
- รีสตาร์ท : ระบบผู้อำนวยการมือใหม่ พลิกฟื้นวิทยาลัยของตระกูล
- บทที่ 17 คุณครูจากแดนอาทิตย์อุทัยคนนั้น กรุณาเก็บอาการหน่อย!
บทที่ 17 คุณครูจากแดนอาทิตย์อุทัยคนนั้น กรุณาเก็บอาการหน่อย!
บทที่ 17 คุณครูจากแดนอาทิตย์อุทัยคนนั้น กรุณาเก็บอาการหน่อย!
หลังจากจบการฝึกวินัยแล้ว
ความพึงพอใจของนักศึกษาใหม่ที่มีต่อวิทยาลัยซิงเฉินก็พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
การฝึกวินัยของวิทยาลัยซิงเฉิน ไม่เพียงทำให้วิทยาลัยมีชื่อเสียงมากขึ้น
แต่ยังสร้างประโยชน์ในด้านอื่นอีกไม่น้อย
เช่น ช่วยให้เพื่อนใหม่ได้รู้จักกันเร็วขึ้น และเสริมสร้างความรู้สึกร่วมในหมู่เพื่อนร่วมชั้น
เพราะแม้จะเป็นปืนเลเซอร์
แต่การร่วมมือกันสู้กับศัตรู ก็เป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการสร้างมิตรภาพและความสามัคคี
หลังจากจบการฝึกวินัย ก็พอดีกับวันเสาร์อาทิตย์ ได้หยุดพักสองวัน
นักเรียนท้องถิ่นหลายคนที่สนิทกับเพื่อนใหม่ก็ไม่อยากกลับบ้าน
ใช้เวลาอยู่ในวิทยาลัย เล่นบาสกับเพื่อนบ้าง หรือเปิดเกมเล่นกันก็สนุกไม่น้อย
แม้ประเด็นเรื่องไม่มีนักเรียนหญิงจะกลายเป็นที่รู้กันทั้งวิทยาลัย
แต่ความจริงแล้ว ถ้าไม่คิดเรื่องมีแฟน
การเล่นกับเพื่อนผู้ชายด้วยกันกลับสนุกเสียยิ่งกว่า
ยิ่งกว่านั้น การไม่มีผู้หญิงในวิทยาลัยก็ใช่ว่าจะไม่ดี
อย่างน้อยก็ไม่ต้องกลัวว่าเวลาเดินเล่นเกมจะถูกหาว่าแอบถ่าย
หรือบังเอิญเดินทางเดียวกันแล้วถูกกล่าวหาว่าตามติด จนถูกแปะประกาศประจานที่บอร์ดมหาวิทยาลัย
ถ้าอยากมองสาว ๆ จริง ๆ ก็แค่ไปยืนที่หน้าประตูวิทยาลัย มองข้ามไปฝั่งตรงข้ามที่เป็นวิทยาลัยศิลปะก็เห็นสาวขายาวเต็มตา หรือจะเดินไปแถวถนนอาหารก็มีสาวพยาบาลในอนาคตให้ดูเพลิน ๆ
แบบนี้ก็ทำให้นักเรียนอารมณ์ดีได้แล้ว
เฉินเจิ้นเว่ยเองก็เริ่มปรับทัศนคติเล็กน้อย
แม้เรียนอยู่วิทยาลัยชายล้วน
แต่ดูเหมือน... ก็ไม่เห็นจะเลวร้ายตรงไหน!
…
“ทำไมวันนี้ไก่ตุ๋นซีอิ๊วในโรงอาหาร รสชาติโชยุถึงจัดขึ้นแปลก ๆ วะ?”
“เออ ฉันก็รู้สึกเหมือนกัน! มันแย่กว่าสองสามวันก่อนจริง ๆ”
“งั้นบ่ายนี้ไปกินข้างนอกละกัน ได้ยินว่าที่ถนนอาหารมีร้านข้าวหน้าเนื้อย่างอร่อยอยู่ร้านหนึ่ง!”
“ไปดิ กลับหอแล้วเปิดเกมด้วยเลย!”
ภายในโรงอาหารของวิทยาลัยซิงเฉิน
กลุ่มของเฉินเจิ้นเว่ยสี่คนไม่ได้กลับบ้าน หลังจากกินมื้อเที่ยงที่โรงอาหารแล้วก็ยังรู้สึกไม่ค่อยพอใจ
ตอนเปิดเทอมใหม่ ๆ พวกเขายังคิดว่าอาหารวิทยาลัยอร่อยอยู่เลย
แต่ผ่านไปไม่กี่วัน รสชาติก็เปลี่ยนไปแบบชัดเจน
กลิ่นที่เคยหอมชวนหิว ตอนนี้กลับเริ่มรู้สึกถึงกลิ่นคาวจาง ๆ
แสดงว่าวัตถุดิบคงไม่ได้รับการจัดการอย่างดีนัก
ทุกคนไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแค่ว่าโรงอาหารเริ่มทำแบบลวก ๆ หลังเปิดเทอมมาได้หนึ่งสัปดาห์
ถ้าพ่อครัวโรงอาหารได้ยิน คงรีบลุกขึ้นมาแก้ต่างทันที
เพราะเขากล้ารับประกันว่าไม่ได้ลวก ๆ แน่นอน
ก็เพิ่งเปิดเทอมไม่กี่วัน จะมาเริ่มชุ่ยตอนนี้ได้ยังไง?
ถ้าจะชุ่ย ก็รอให้เลยหนึ่งเดือนไปก่อนเถอะ!
สาเหตุที่เฉินเจิ้นเว่ยและเพื่อน ๆ รู้สึกว่าอาหารวิทยาลัยแย่ลง
จริง ๆ แล้วเป็นเพราะ “พรสวรรค์แห่งเทพครัว” จากสาขาศิลปะการทำอาหารของวิทยาลัยซิงเฉินเริ่มแสดงผลออกมาแล้ว
ผลของพรสวรรค์นี้ ไม่ได้ใส่เต็มร้อยตั้งแต่วันแรกที่นักเรียนเข้าเรียน
แบบนั้นมันจะดูเกินจริงเกินไป
แต่ระบบจะกระจายผลไปทีละน้อยในช่วงสิบวันแรก เพิ่มขึ้นวันละเล็กละน้อย
เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงนั้นแนบเนียนและเป็นธรรมชาติ
ตอนนี้ พรสวรรค์ดังกล่าวเริ่มส่งผลเต็มที่แล้ว
ประสาทรับรสและกลิ่นของเฉินเจิ้นเว่ยและเพื่อน ๆ เริ่มไวขึ้นมาก
และจากที่เคยไม่สนใจเรื่องการทำอาหาร ตอนนี้เริ่มรู้สึกอยากรู้อยากลองขึ้นมา
ในใจของเฉินเจิ้นเว่ย เขาเริ่มตั้งตารอคาบเรียนศิลปะการทำอาหารที่จะเริ่มวันพรุ่งนี้
เขาแค่ยังสงสัยว่าอาจารย์ผู้สอนวิชาทำอาหารนั้นจะมีฝีมือระดับไหนกันแน่
แต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก
เพราะวิทยาลัยก็ไม่เคยคุยโม้เรื่องคุณภาพครูผู้สอน
แถมฐานะการเงินของวิทยาลัยก็ไม่ได้ดูมั่งคั่งนัก
อาจารย์ที่สามารถจ้างได้ คงเป็นระดับเดียวกับพ่อครัวในโรงอาหาร
เรียนสามปีในสายอาชีพ ถ้าทำข้าวผัดไข่กับอาหารบ้าน ๆ ได้ดี ก็นับว่าโอเคแล้ว
แต่หลังจากนี้ เฉินเจิ้นเว่ยจะได้รู้ว่า... เขาคิดผิดแค่ไหน
…
หลังจากจบการฝึกวินัย
เย่เฉินก็เรียกประชุมอาจารย์ด้านศิลปะการทำอาหารทั้ง 36 คน
อาจารย์เหล่านี้ ล้วนเป็นยอดฝีมือที่ระบบคัดเลือกมาจากโลกคู่ขนานอื่น
แต่ละคนล้วนมีประสบการณ์สอนลูกศิษย์มาอย่างโชกโชน
ตั้งแต่ก่อนเปิดเทอม ทุกคนก็ได้เขียนแผนการเรียนการสอนตลอดสามปีเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
แต่หลังจากเย่เฉินอ่านแผนเหล่านั้นกลับรู้สึกไม่พอใจ
ยกตัวอย่างแผนของเจิ้งเซิง ปรมาจารย์อาหารสไตล์หวยหยาง
ในแผนสอนของเขาระบุไว้ชัดเจนว่า
ปีแรก จะเน้นสอนพื้นฐานให้กับนักเรียน
พื้นฐานประกอบด้วยการฝึกฝนการใช้มีด การรู้จักวัตถุดิบต่าง ๆ การเรียนรู้วิธีจัดการวัตถุดิบ และการใช้เครื่องปรุงหลากหลายชนิดอย่างถูกต้อง!
จากนั้นปีที่สอง ค่อยเริ่มให้จับเตา เริ่มจากการทำอาหารบ้าน ๆ
ไม่ใช่แค่แผนการสอนของอาจารย์เจิ้งเซิงเท่านั้นที่เป็นแบบนี้
แต่อาจารย์คนอื่น ๆ ก็มีแผนคล้าย ๆ กันแทบทั้งนั้น
คือปีแรกให้เรียนแต่พื้นฐาน
ให้ความสำคัญกับพื้นฐานอย่างมาก
แทบจะไม่ให้จับเตา ไม่ให้ทำอาหารจริงเลย
ซึ่งในแวดวงอาหารจีนดั้งเดิม ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
ถ้ายังหั่นผักไม่เป็น จะมีสิทธิ์อะไรไปแตะเตา?
แต่ปัญหาคือ... ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว!
เย่เฉินในฐานะผู้อำนวยการ จึงได้ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องของแผนการสอนเหล่านี้อย่างจริงจัง
แม้เย่เฉินจะไม่ได้เชี่ยวชาญด้านการทำอาหาร
แต่เขาเข้าใจวัยรุ่นยุคนี้ดี
และเข้าใจสังคมในยุคปัจจุบัน
สังคมยุคนี้เป็นสังคมที่ใจร้อน ขาดความอดทน
ในยุคของอาจารย์เจิ้งเซิงและคนอื่น ๆ นี้
การเป็นศิษย์ฝึกงานที่ต้องหั่นผักอยู่สามถึงห้าปีก่อนจะได้เรียนทำอาหาร เป็นเรื่องปกติ
เรียนพื้นฐานสิบปีก่อนเริ่มฝึกทำอาหารจริง ยังถือว่าเรื่องธรรมดา
ตอนนี้ที่ให้เรียนพื้นฐานแค่ปีเดียว ยังถือว่าอาจารย์ใจดีเพราะเข้าใจว่าเรียนแค่สามปีเท่านั้น
หากไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา บางทีอาจจะให้เรียนพื้นฐานนานกว่านี้ด้วยซ้ำ
แนวคิดของเหล่ามาสเตอร์ไม่ได้ผิดเลย
เพราะยิ่งพื้นฐานแน่น ก็ยิ่งไปได้ไกลบนเส้นทางสายอาหาร
แต่เย่เฉินมั่นใจว่า นักเรียนในยุคนี้ไม่มีทางยอมรับวิธีสอนแบบนั้นได้แน่
ในยุคที่ใคร ๆ ก็ต้องการผลลัพธ์เร็ว
หากพยายามแล้วไม่ได้ผลตอบแทนทันที
นักเรียนส่วนใหญ่ก็จะหมดแรงจูงใจ และเริ่มต่อต้านการเรียนทำอาหารทันที
ดังนั้น แผนการสอนต้องเปลี่ยน!
เย่เฉินมองบรรดามาสเตอร์ทั้งหลาย แล้วกล่าวว่า:
“คุณครูทั้งหลายครับ นักเรียนไม่สามารถเรียนแต่พื้นฐานทั้งปีได้นะครับ!”
“ยุคนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว!”
“พื้นฐานกับการฝึกทำอาหารจริงควรเดินควบคู่กันไป!”
“พูดง่าย ๆ ควรใช้แนวทางสอนแบบทีละเมนู”
“อย่างเช่น เมนูแรกคือ ไข่เจียวมะเขือเทศ”
“วันแรกสอนการจัดเตรียมวัตถุดิบ”
“วันที่สองฝึกการใช้มีด”
“วันที่สามสอนการใช้เครื่องปรุง”
“ส่วนวันที่สี่กับห้า ก็ให้ฝึกลงมือทำ ลองชิมผลงานของตัวเอง เพื่อให้ได้สัมผัสถึงความสำเร็จ...”
“และในแต่ละปี ควรมีเมนูเด่นอย่างน้อยหนึ่งหรือสองจาน ที่สามารถเอาไว้คุยโม้ได้”
“แน่นอนว่า เมนูที่สอนในปีแรกควรเป็นของง่าย ๆ ก่อน”
“ส่วนเมนูยากค่อยไปสอนในปีที่สองหรือสาม”
“มีเพียงการทำให้นักเรียนรู้สึกว่าตัวเองพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ได้รับความรู้สึกสำเร็จอยู่เสมอ
เท่านั้น ถึงจะทำให้นักเรียนมีแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ศิลปะการทำอาหารได้อย่างต่อเนื่อง”
เย่เฉินพูดอย่างจริงจัง
สิ่งเหล่านี้เขาศึกษามาแล้วจริง ๆ
ในฐานะผู้อำนวยการวิทยาลัย ไม่ใช่แค่เก็บค่าเล่าเรียนแล้วจบหน้าที่
แม้ว่าที่นี่จะเป็นวิทยาลัยอาชีวะ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้นักเรียนอยากเรียนก็เรียน ไม่อยากเรียนก็ไม่เรียน
หน้าที่ของวิทยาลัยคือ ต้องกระตุ้นความสนใจในการเรียนของนักเรียนให้ได้
หนึ่งคือหน้าที่โดยตรง
สองคือ...
หากนักเรียนของวิทยาลัยเราสามารถออกไปแสดงฝีมือจริงได้
พวกเขาก็จะกลายเป็นตัวแทนของวิทยาลัย เป็นภาพลักษณ์ที่ดึงดูดนักเรียนรุ่นถัดไป
…
เมื่อได้ฟังเช่นนี้ บรรดามาสเตอร์ทั้งหลายต่างก็เข้าสู่ภวังค์ความคิด
ที่ผู้อำนวยการพูด ก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย
สมัยนี้คนขาดความอดทน
หากใช้แผนเดิมสอน อาจมีนักเรียนหนีเรียนเพียบแน่นอน
แต่ถ้าทำตามแนวทางของเย่เฉิน
นักเรียนจะได้พัฒนาในทุกคาบเรียน
รู้สึกว่าตัวเองเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ทุกครั้ง
ได้ทำอาหารจานใหม่ในแต่ละสัปดาห์ ได้รับผลตอบรับและรู้สึกภูมิใจ
เมื่อเทียบกันแล้ว แผนของเย่เฉินดูจะมีประสิทธิภาพมากกว่า
แม้ว่าจะทำให้พื้นฐานของนักเรียนอ่อนลงบ้าง
แต่นั่นแหละคือหน้าที่ของพวกเขา
ในระหว่างที่สอนทำอาหาร ต้องหาวิธีให้พื้นฐานของนักเรียนแน่นไปด้วยในตัว เป็นความท้าทายของพวกเขา
“ผู้อำนวยการกล่าวได้ลึกซึ้ง...”
“ข้าจะรีบแก้แผนการสอนใหม่ทันที...”
“สุมิมาเซ็น... ขอบคุณท่านผู้อำนวยการที่ชี้แนะ หากแผนสอนเดิมของข้าทำให้นักเรียนหมดหวัง เช่นนั้น ข้ายอมคว้านท้องไถ่โทษก็ยังได้...”
บรรดามาสเตอร์ยอมรับเหตุผลของเย่เฉินอย่างไม่ขัดขืน
ไม่มีใครดูถูกเย่เฉินเพียงเพราะอายุยังน้อย หรือคิดว่าตัวเองมีประสบการณ์มากกว่า
เหล่าอาจารย์อาหารญี่ปุ่นยิ่งไปกว่านั้น ลุกขึ้นมาคารวะอย่างยิ่งใหญ่
ทำเอาเย่เฉินสะดุ้งโหยง
อาจารย์กลุ่มนี้มาจากยุคไหนของโลกคู่ขนานกันแน่?
ถึงกับจะคว้านท้องไถ่โทษเลยเรอะ?
(จบบท)