- หน้าแรก
- ดาบเดียวสังหารเซียน
- บทที่ 2 - สิบสองปราณเทพมารบุปผา
บทที่ 2 - สิบสองปราณเทพมารบุปผา
บทที่ 2 - สิบสองปราณเทพมารบุปผา
บทที่ 2 - สิบสองปราณเทพมารบุปผา
ยามเช้าตรู่ พระแม่สือจีสะบัดแขนเสื้อ นำพาเมฆมงคลเหาะจากไป
ปี้อวิ๋นมองส่งทั้งสองจนลับสายตา เรียกกระบี่ควันเขียวออกมา แต่ยังไม่รีบร้อนออกจากเขา
โลกโลกีย์นั้นอันตราย ต้องเตรียมพร้อมให้ดีเสียก่อน
ปี้อวิ๋นกลับเข้าถ้ำ นำผ้าเช็ดหน้าเมฆาแปดทิศขึ้นมา ผ้าแพรปักลายทองบนพื้นขาวลอยเด่นอยู่กลางอากาศ เปล่งประกายระยิบระยับ
สมบัติชิ้นนี้คุณภาพไม่เลว ถือเป็นของชั้นดีในหมู่สมบัติวิเศษที่หลอมสร้างขึ้นภายหลัง เหนือกว่าแพรควันห้าสีไท่อี่ที่เพิ่งผ่านการหลอมรูปและคุณสมบัติเพียงไม่กี่ครั้งอยู่ขั้นหนึ่ง
ปี้อวิ๋นเกรงว่าตอนส่งคืนจะเผยพิรุธ จึงใช้วิชาหยาบๆ หลอมผ้าเช็ดหน้าเมฆาเพียงผิวเผิน จากนั้นจึงเริ่มพิธีกรรมตามเคล็ดวิชาหลอมสมบัติเฉพาะของง้อไบ๊ เรียกแพรควันห้าสีไท่อี่ออกมา
พลังเวทพรั่งพรู ไหลลงสู่กลุ่มควันห้าสีขนาดราวหนึ่งไร่ ทันใดนั้นก็ปรากฏภาพมายาของเมฆ หมอก ไอหมอก และรุ้งกินน้ำ ราวกับความฝัน
ผ่านไปราวสองชั่วยาม การหลอมสร้างจึงเสร็จสิ้น
เวลานี้ตะวันโด่ง พลังหยางกล้าแข็ง ถึงขนาดลดทอนไอหยินของภูเขาโครงกระดูกลงไปได้สามส่วน
ปี้อวิ๋นเก็บสมบัติวิเศษ ใช้วิชาเหินกระบี่ แสงกระบี่ห่อหุ้มร่าง เปลี่ยนสภาพเป็นควันเขียวในชั่วพริบตา ท่องเที่ยวไปรอบถ้ำกระดูกขาวในรัศมีร้อยลี้
กระบี่ควันเขียวยาวหนึ่งศอกสามนิ้ว ไม่มีกระบังดาบ ปลายทั้งสองด้านแหลมคม เมื่อเรียกใช้จะมีควันเมฆลอยละล่อง ผลุบโผล่ไร้ร่องรอย แม้จะไม่มีอานุภาพเกรียงไกรดั่งแสงกระบี่ยาวเหยียดเสียดฟ้านับร้อยจ้าง แต่ชนะขาดที่การไปมาไร้ร่องรอย
"ดูเหมือนว่าวิชาเหินของยุคพงศาวดารเทพกับของซูซานจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง ตรงที่ใช้ปราณห่อหุ้มร่างกายในการเหาะเหิน
แต่ทว่า ผู้บำเพ็ญเพียรยุคพงศาวดารเทพใช้ปราณห้าธาตุ ส่วนเซียนกระบี่ซูซานกลับหลอมกระบี่บินให้กลายเป็นแสงรุ้ง..."
ปี้อวิ๋นปรากฏกายหน้ากอดอกทานตะวันกอหนึ่ง เรียกน้ำเต้าหยกดำขนาดเท่าฝ่ามือออกมา เพื่อรวบรวมปราณมาร
พื้นที่แถบนี้ไม่เหมือนที่อื่น น้อยนักจะได้เห็นแสงตะวัน ไอหยินหนาแน่น ลมหนาวพัดกรรโชกตลอดปี ดอกทานตะวันจึงหาได้ยาก ส่วนดอกทานตะวันที่มีจิตวิญญาณยิ่งหาได้ยากยิ่งกว่า
ปี้อวิ๋นเองก็บังเอิญมาเจอเข้า เมื่อหลายวันก่อนตอนมาเก็บปราณมารเหมันต์ดอกเหมย เขาพบดงดอกทานตะวันเล็กๆ ที่ด้านรับแดดของภูเขา วันนั้นฟ้ามืดครึ้ม ดอกทานตะวันเหี่ยวเฉา จึงเก็บปราณไม่ได้ ได้แต่จดจำตำแหน่งไว้เงียบๆ
วันนี้ดวงอาทิตย์ลอยเด่น ร้อนแรงเจิดจ้า ดอกทานตะวันกอนั้นกลับมามีชีวิตชีวาตามคาด เหมาะแก่การเก็บรวบรวมปราณเทพ
น้ำเต้าหยกดำของปี้อวิ๋น ก็แอบใช้วิชาของง้อไบ๊หลอมขึ้น ภายในบรรจุจักรวาล ตัวน้ำเต้าเปล่งแสงเรืองรอง ครอบคลุมกลีบดอกสีทองอร่าม ดูดซับเส้นสายปราณสีทองแดงทีละเส้นอย่างละเอียดลออ
"ยังไงก็เทียบไม่ได้กับถ้ำสวรรค์แดนวิเศษชั้นหนึ่ง โลหะเซียนสาบสูญ หญ้าวิเศษหายาก"
ปี้อวิ๋นเก็บ 'ปราณเทพทานตะวันเพลิง' ได้สามสิบหกสาย ปิดฝาน้ำเต้า แล้วกลับไปยังถ้ำ
ปราณมารดอกไม้เหล่านี้ รวมถึงไอหมอกเมฆที่ใช้หลอมแพรควันห้าสีไท่อี่ กว่าจะรวบรวมและหลอมสร้างสำเร็จต้องใช้เวลามากมาย
อย่างเช่นสิบสองเซียนทองคำแห่งอวี้ซวี หรือเจ็ดเซียนผู้ติดตามแห่งปี้โหยว ที่เป็นเซียนชั้นสูงของสำนักเต๋า ทั้งตัวเต็มไปด้วยสมบัติวิเศษแต่กำเนิด ย่อมไม่ชายตาแลปราณมารที่หาได้ทั่วไปเช่นนี้
ส่วนพวกนักพรตพรรคกระยาจก ต่อให้คิดจะหลอม ก็ขาดแคลนวิชาเก็บและหลอมปราณที่เหมาะสม ได้ผลไม่คุ้มเสีย
ปี้อวิ๋นได้ครองคัมภีร์เต๋าซูซาน เท่ากับได้ยืนอยู่บนไหล่ของผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วน ข้ามผ่านช่วงเวลาลองผิดลองถูกอันยาวนานในยุคเสื่อมถอยที่พลังปราณแห้งเหือด
วิชาเก็บดอกไม้หลอมปราณนี้ เป็นวิชานอกรีตของซูซาน เรียกว่า 'สิบสองปราณเทพมารบุปผา' ต้องรวบรวมปราณและมารจากดอกไม้ที่มีจิตวิญญาณ มาหล่อเลี้ยงในเส้นชีพจรหลักทั้งสิบสอง เพื่อสร้างเป็นอิทธิฤทธิ์
ดอกไม้ธาตุไม้ แต่ก็มีการแบ่งย่อย ทานตะวันหันหาดวงอาทิตย์ ในไม้มีไฟ เมื่อใช้ปราณเทพ จะรุนแรงยิ่งกว่าไฟ ดอกเหมยมีธาตุเย็น ในไม้มีน้ำ เมื่อใช้ปราณมาร จะกลายเป็นพายุหิมะฉับพลัน
หากรวบรวมปราณเทพมารบุปผาได้ครบ ก็เท่ากับมีคาถาอาคมเพิ่มขึ้นสิบสองบท รวมกันยังใช้เป็นเกราะป้องกันตัวได้อีกด้วย
ช่วงนี้ ปี้อวิ๋นรวบรวม 'ปราณมารเหมันต์ดอกเหมย', 'หมอกพิษดอกท้อ', และ 'ปราณเทพทานตะวันเพลิง' ได้สามชนิด เขานั่งลงบนเตียงหิน ค่อยๆ กำหนดลมหายใจ หลอมพวกมันเข้าสู่เส้นชีพจรปอด (มือไท่อิน), เส้นชีพจรม้าม (เท้าไท่อิน), และเส้นชีพจรลำไส้ใหญ่ (มือหยางหมิง) ใครจะรู้ว่าปราณประหลาดทั้งสามพลันอาละวาด พยายามปั่นป่วนการไหลเวียนของพลังเวท
"วิชานอกรีตพวกนี้ เชี่ยวชาญด้านการฆ่าฟัน ฝึกแล้วก็อันตราย มิน่าล่ะศิษย์สำนักเต๋าแท้ๆ ถึงไม่ค่อยฝึกกัน"
ปี้อวิ๋นเพ่งจิตมองภายในเส้นชีพจร เรียกปราณกระบี่ควันเขียวสายหนึ่งวิ่งวนรอบเส้นชีพจรมือและเท้าหนึ่งรอบ ปราณเทพปราณมารทั้งหลายก็สงบเสงี่ยมลงทันที
สุดท้ายก็เป็นแค่วิชานอกรีต เทียบไม่ได้กับความยิ่งใหญ่ศักดิ์สิทธิ์ของกระบี่บินสำนักเต๋า
แต่จะว่าไปแล้ว...
หากมีแก่นโลหะทั้งห้าและสมุนไพรวิเศษเพียงพอ ใครจะมานั่งหลอมปราณมารนอกรีตบ้าบอนี่กันเล่า?
อ้อ ศิษย์นอกสำนักตัดบัญชีฝึกกันเกร่อ ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก ก็แค่ชอบตีรันฟันแทง ชอบความโสมมวุ่นวายพวกนั้นแหละ
ปี้อวิ๋นคิดพลางหลอมปราณทั้งสามเสร็จสิ้น จากนั้นก็ไปที่สวนสมุนไพร แบ่งน้ำค้างดอกไม้ในน้ำเต้าลงในขวดหยกสี่สิบเก้าใบ ร่ายคาถาตรึงไว้กลางอากาศ ปากขวดเอียงลงเล็กน้อย ไอวิญญาณแห่งน้ำค่อยๆ ไหลรินออกมาอย่างสม่ำเสมอ ร่วงหล่นราวกับหมอกควัน ปกคลุมไปทั่ว
"ทำแบบนี้ ต่อให้ไม่มีคนดูแล ก็อยู่ได้อีกหลายเดือน"
ปี้อวิ๋นเก็บน้ำเต้า มองดูสวนสมุนไพรที่อบอวลด้วยหมอกจางๆ ราวกับแดนเซียน พยักหน้าเบาๆ
เปรี้ยง!
ท้องฟ้าพลันเกิดฟ้าผ่า ตามด้วยหัวกะโหลกยักษ์สามสิบหกหัวล้อมรอบถ้ำกระดูกขาว เบ้าตาและขากรรไกรที่กลวงโบ๋พ่นหมอกเลือดสีแดงฉานออกมา บดบังแสงตะวัน
ใครกันที่บุกมาในเวลานี้? ปรากฏการณ์เช่นนี้ อย่างน้อยต้องเป็นระดับเซียนแท้ หากเป็นเพื่อนบ้านตัวร้ายอย่างหม่าหยวนก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นเทพมารองค์อื่น...
ปี้อวิ๋นขมวดคิ้ว ร่างพุ่งขึ้นจากพื้น กลายเป็นควันเขียว ซ่อนตัวอยู่ในหมอกภูเขา รอดูสถานการณ์
ค่ายกลถ้ำกระดูกขาว สร้างขึ้นจากการร่วมมือกันคิดค้นของพระแม่สือจีและนักพรตตู้เอ๋อ มีความลึกล้ำพิสดาร ต่ำกว่าระดับเซียนทองคำไม่มีทางทำลายได้แม้แต่น้อย
ดังนั้น ปี้อวิ๋นจึงไม่หวาดกลัว แต่กลับประหลาดใจที่หัวกะโหลกเหล่านั้นพ่นหมอกเลือดออกมาไม่จบไม่สิ้น
นี่ต้องฆ่าคนไปเท่าไหร่ถึงจะมีสภาพเช่นนี้?
"ข้ารอมาหลายสิบปี ในที่สุดก็นรอจนนังมารนั่นไม่อยู่ ถ้ำกระดูกขาว สมควรจะเป็นถ้ำของข้ามาตั้งนานแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า เหลือแค่ลูกสัตว์ตัวเดียว ดูซิว่าเจ้าจะต้านทานยังไง?"
ปี้อวิ๋นอำพรางกาย ซ่อนอยู่ในความมืด มองตามเสียงไป เห็นนักพรตหน้าเขียวเขี้ยวโง้ง ทวารทั้งเจ็ดพ่นไฟ บนคอมีเพียงห่วงเปล่าๆ ส่วนลูกประคำกะโหลกสามสิบหกหัวที่ควรจะร้อยอยู่บนนั้น กำลังลอยอยู่กลางอากาศ
เป็นหม่าหยวนจริงๆ...
ปี้อวิ๋นหรี่ตาลง
ภูเขาโครงกระดูกแห่งนี้ มีศิษย์สำนักตัดบัญชีสองคน คือพระแม่สือจีและเทพมารหม่าหยวน
แม้จะเป็นศิษย์ร่วมสำนัก แต่ทั้งสองกลับไม่ลงรอยกัน
ปีนั้นหลังจากสำเร็จวิชา พระแม่สือจีอาศัยตบะและอิทธิฤทธิ์ ยึดครองถ้ำกระดูกขาวซึ่งเป็นจุดรวมปราณฟ้าดินเก้าส่วนของภูเขาโครงกระดูก
หม่าหยวนรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ด่าก็ไม่ชนะ จึงต้องไปอาศัยอยู่อย่างคับแค้นใจที่ยอดเขาข้างเคียงห่างออกไปร้อยลี้ ยามว่างก็จับมนุษย์มากินแก้เบื่อ
พฤติกรรมเลวร้ายเช่นนี้ ทำลายชื่อเสียงของสำนักปี้โหยวอย่างไม่ต้องสงสัย พระแม่สือจีทนดูไม่ได้ จึงถือกระบี่ไท่อาออกจากถ้ำไปสั่งสอนเขาเสียยกหนึ่ง
ตั้งแต่นั้นมา หม่าหยวนก็ไม่กล้ากินคนในเขตภูเขาโครงกระดูก แม้จะอยากจนน้ำลายสอ ก็ต้องแอบลงไปหากินข้างล่าง นานวันเข้า ความคับแค้นในใจก็ยิ่งสุมทรวง
วันนี้ พระแม่สือจีขี่แสงเหินไปทางทิศตะวันตก หม่าหยวนเห็นเข้าพอดี เขาเกิดความคิดชั่วร้าย แต่ก็กลัวจะเป็นกับดัก รออยู่สองชั่วยาม ไม่เห็นแสงเหินบินกลับมา จึงใช้อิทธิฤทธิ์ ปล่อยหมอกเลือดปิดล้อมถ้ำกระดูกขาว หมายจะ "ทวงคืน" ถ้ำ
ปี้อวิ๋นมองดูหมอกเลือดสีแดงที่บดบังท้องฟ้า อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
วิชาที่เขาฝึกฝน คือคัมภีร์นพฟ้าเสวียนจิงของแท้จากง้อไบ๊ ข้อดีคือรากฐานแน่นหนา ฝึกไปตามขั้นตอนก็บรรลุมรรคผลได้ ข้อเสียคือ ก้าวหน้าช้า ความเพียรพยายามสิบห้าปี ในซูซานอาจถูกเรียกว่าเซียนกระบี่ แต่เทียบเป็นตบะในยุคพงศาวดารเทพ ก็แค่ขั้น 'หลอมปราณแปลงเทพ' ห่างชั้นจากหม่าหยวนที่มีตบะระดับ 'เซียนแท้' อยู่แสนแปดหมื่นลี้
ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุนี้ ก็คงไม่ต้องรีบร้อนลงเขาไปหลอมยาหลอมกระบี่หรอก
"อุตส่าห์มีโอกาสลงเขา จะมาถูกเจ้าทำลายแผนการได้ยังไง?"
ปี้อวิ๋นเรียกกระบี่ควันเขียวขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ
(จบแล้ว)