- หน้าแรก
- หลังเลิกงาน มีนักศึกษาสาวสะกดรอยตามผม
- บทที่ 18: แต่งงานกับฉันแล้วพี่จะไม่ต้องเหนื่อยไปอีก 30 ปี
บทที่ 18: แต่งงานกับฉันแล้วพี่จะไม่ต้องเหนื่อยไปอีก 30 ปี
บทที่ 18: แต่งงานกับฉันแล้วพี่จะไม่ต้องเหนื่อยไปอีก 30 ปี
"เป็นเพราะไม่มีเวลาให้ความรักเหรอคะ?" สวีชิงหนิงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เจียงจื่อโม่เห็นสวีชิงหนิงติดกับดักบทสนทนา จึงเริ่มร่ายยาว "นั่นก็แค่ส่วนหนึ่ง ฉันทำงานตั้งแต่เช้ายันดึกดื่น บ่อยครั้งต้องทำโอทีถึงสามทุ่ม สี่ทุ่ม หรือแม้แต่ห้าทุ่ม จะเอาเวลาที่ไหนไปให้แฟน? เพื่อนรอบตัวฉันเลิกกับแฟนไปหลายคู่แล้ว ส่วนมากก็เพราะไม่มีเวลาให้กันนี่แหละ นานวันเข้าความรู้สึกก็จืดจาง หมดไฟรักกันไปเอง..."
สวีชิงหนิง: "..."
"นั่นแหละ เข้าใจหรือยัง? เลิกเสียเวลากับฉันได้แล้ว อีกอย่าง เลิกเอาข้าวมาส่งฉันสักทีเถอะ เพราะสิ้นเดือนนี้ฉันก็จะลาออกแล้ว"
"ทำไมล่ะคะ? บริษัทนั้นดังจะตาย เงินเดือนสูงมากเลยไม่ใช่เหรอ?"
"มันเหนื่อยเกินไป ทำโอทีตลอด ร่างกายฉันรับไม่ไหวแล้ว ก็เลยกะจะเปลี่ยนงาน"
เจียงจื่อโม่บิดขี้เกียจ เอนหลังพิงพนักโซฟา
สวีชิงหนิงนั่งลงข้างๆ เขาด้วยท่าทางเรียบร้อยผิดปกติ
เธอมองหน้าเจียงจื่อโม่แล้วถามต่อ "เหตุผลแค่นั้นเหรอคะ?"
เจียงจื่อโม่: "อีกอย่างฉันชินกับการอยู่คนเดียวมาตั้งนานแล้ว จู่ๆ จะให้มีใครอีกคนเข้ามา ฉันไม่ชินจริงๆ และที่สำคัญที่สุด..."
สวีชิงหนิง: "หือ?"
เจียงจื่อโม่ลังเล รู้สึกว่าเรื่องหลังจากนี้ไม่จำเป็นต้องเล่าให้สวีชิงหนิงฟังก็ได้
สถานะระหว่างเราก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน ไม่เห็นต้องอธิบายละเอียดขนาดนั้นมั้ง?
"ไม่มีอะไรหรอก เอาล่ะ เธอกลับบ้านได้แล้ว ฉัน..."
เจียงจื่อโม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา พอกดหน้าจอให้สว่างก็เห็นเวลา 22:45 น.
จะห้าทุ่มอีกแล้วเหรอเนี่ย? ทำไมต้องเป็นเวลากลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ทุกที?!
ดึกป่านนี้ จะปล่อยให้สาวสวยหุ่นดีกลับบ้านคนเดียว มันก็เหมือนส่งลูกแกะเข้าปากเสือชัดๆ
เจียงจื่อโม่ขมวดคิ้ว หันไปมองสวีชิงหนิงอย่างแข็งทื่อ
สวีชิงหนิงกำลังก้มหน้ากดมือถือเล่น
ดูเหมือนเธอจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อะไรทั้งนั้น
"ถึงใจจริงฉันอยากจะไล่เธอออกไปก็เถอะ..."
"คะ?"
ทั้งสองหันมาสบตากันพร้อมกัน สายตาประสานกันอย่างเก้อเขิน
เจียงจื่อโม่: "แต่ตอนนี้มันดึกมากแล้ว อาจจะเพราะเรื่องวันนั้น... ทำให้ตอนนี้ฉันอดเป็นห่วงเธอไม่ได้จริงๆ"
"อะไรนะคะ?"
สวีชิงหนิงประหลาดใจเล็กน้อย!
เธอรีบวางมือถือ แล้วใช้สองมือของเธอกุมมือซ้ายของเจียงจื่อโม่ไว้แน่น
มือของเจียงจื่อโม่ใหญ่มาก สองมือน้อยๆ ของเธอยังโอบได้ไม่รอบ
เจียงจื่อโม่มองมือตัวเองที่ถูกเธอกุมไว้แน่น ชั่วขณะหนึ่งเขาดันลืมสะบัดออกซะงั้น
แปลกชะมัด... ปกติการสัมผัสตัวแบบนี้ไม่น่าจะเกินสามวินาทีแท้ๆ
สวีชิงหนิง: "พี่จื่อโม่ เมื่อกี้พี่บอกว่าเป็นห่วงฉันเหรอคะ?"
เจียงจื่อโม่สูดหายใจเข้าลึก มองรอยยิ้มสดใสของเธอแล้วรู้สึกใจกระตุกวูบ
พูดตามตรง บนใบหน้าจิ้มลิ้มของเธอ สิ่งที่สวยที่สุดปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นดวงตาตากลมโตหางตาตกนิดๆ คู่นั้น ภายในดูฉ่ำน้ำระยิบระยับอยู่เสมอ สดใสราวกับดอกไม้ผลิบาน สว่างไสวราวกับพระจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วง
แม้แต่เจียงจื่อโม่ยังต้องยอมรับว่า บางครั้งเวลาคุยกับสวีชิงหนิง เขาจะเผลอลืมบทพูดไปดื้อๆ
นั่นก็เพราะพอได้สบตา ได้มองดวงตาคู่สวยคู่นั้น เขาก็ลืมวิธีคิดไปเลยจริงๆ
ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้มือยังโดนกุมไว้อีก
สมองขาวโพลนไปหมดแล้ว
"การที่ฉันจะเป็นห่วงเธอมันก็เรื่องปกติ"
ในที่สุด ความมีเหตุผลก็เอาชนะความคิดแปลกๆ ในหัวได้
เขาค่อยๆ ดึงมือออกจากอุ้งมือของสวีชิงหนิง แล้วล้วงกระเป๋ากางเกงตามปกติ
"มันเป็นความห่วงใยตามประสาเพื่อนมนุษย์ เป็นธรรมดาที่จะกังวลว่าผู้หญิงอย่างเธอจะเกิดอันตรายถ้ารีบกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ฉันว่าต่อให้เป็นลุงลี่ข้างห้อง หรือหลี่รุ่ยลูกสาวแก ก็คงเป็นห่วงแบบนี้เหมือนกัน เพราะงั้นอย่าคิดมาก และอย่าตื่นเต้นเกินเหตุ"
"อ้อ..."
"จะว่าไป อพาร์ตเมนต์ห้องนี้ของฉันปกติมีแค่ห้องนอนฉันที่มีคนอยู่ ส่วนห้องว่างอีกห้องปกติจะเอาไว้ให้พวกเพื่อนผู้ชายมาค้างเป็นครั้งคราว"
เจียงจื่อโม่ถอนหายใจอย่างระอา ก่อนจะยกยิ้มมุมปากบางเบา "ไม่นึกเลยว่าจะกลายมาเป็นห้องของเธอไปซะได้"
อาจเป็นเพราะสวีชิงหนิงมองเขาผ่านฟิลเตอร์แห่งความรัก เธอจึงรู้สึกว่าในน้ำเสียงที่ดูระอาใจของเจียงจื่อโม่นั้น แฝงไปด้วยความตามใจอยู่นิดๆ... นิดนึงจริงๆ
"ชาติที่แล้วฉันไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้นะ อายุ 27 แล้วถึงต้องมาเจอเธอเนี่ย?"
เจียงจื่อโม่เลิกคิ้ว รู้สึกง่วงงุนเล็กน้อย
อาจเพราะความเหนื่อยล้า น้ำเสียงของเขาจึงไม่เย็นชาเหมือนก่อน แต่กลับเจือความอ่อนโยนเข้าไปอีกชั้น
ความอ่อนโยนแบบผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก
สวีชิงหนิงได้ยินแล้วใจละลาย
เมื่อก่อนเจียงจื่อโม่ไม่เย็นชาใส่ ก็เมินเฉย หรือไม่ก็ใส่อารมณ์เวลาเถียงเธอ พอมาเจอน้ำเสียงอ่อนโยนปนเหนื่อยล้าแบบนี้ มันช่างดีต่อใจจริงๆ
"การได้เจอฉันถือเป็นลาภอันประเสริฐต่างหากค่ะ~"
"ลาภอันประเสริฐ?"
ชัดเจนว่าเจียงจื่อโม่ไม่เห็นด้วยกับคำพูดของสวีชิงหนิงเลยสักนิด
"พี่บอกว่าอยากทำงานหาเงินเยอะๆ เพื่อแบ่งเบาภาระพ่อแม่... ฉันมีวิธีที่จะช่วยลดแรงกดดันพวกนั้น และทำให้พี่ไม่ต้องเหนื่อยไปอีก 30 ปีด้วยนะ"
"วิธีอะไร?"
"ก็แต่งงานกับฉันไงคะ!"
"ฉันว่าถ้าวันไหนเธอไม่ได้ทำตัวเพี้ยนๆ คงคันปากยิกๆ สินะ"
"ฉันพูดจริงนะคะ แม่ฉันเปิดบริษัทเครื่องสำอาง พ่อฉันเป็นหมอโรงพยาบาล ที่บ้านมีอพาร์ตเมนต์ปล่อยเช่าแค่ในจินหลิงที่เดียวก็น่าจะเกิน 20 ห้องแล้ว"
"โห..."
เจียงจื่อโม่อึ้งไปเล็กน้อย
"แถมยังมีบ้านพักตากอากาศริมทะเลอีกนะคะ"
"ทำไมบ้านเยอะขนาดนั้น..."
"แม่กว้านซื้อไว้ตั้งแต่หลายปีก่อนตอนราคามันยังถูกๆ น่ะค่ะ"
"..."
เจียงจื่อโม่เข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงสัมผัสได้ถึงออร่าคุณหนูผู้ไม่ทุกข์ร้อนจากตัวสวีชิงหนิง
เขารู้มาก่อนว่าบ้านเธอมีฐานะ แต่ไม่นึกว่าจะรวยขนาดนี้
มิน่าล่ะเธอถึงได้ร่าเริงสดใส ไม่มีรังสีความเครียดจากการโดนสังคมบีบคั้นเลยสักนิด
เหมือนดวงอาทิตย์ดวงน้อยๆ...
"เพราะงั้น พี่จื่อโม่คะ ถ้าแต่งงานกับฉัน เรื่องพวกนั้นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย"
"จิ๊"
เจียงจื่อโม่ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางจิ้มหน้าผากสวีชิงหนิง แล้วออกแรงดันเบาๆ ให้เธอขยับออกห่าง
"นี่ยังไม่ทันจะบอกชอบเลย ข้ามขั้นไปคุยเรื่องแต่งงานซะแล้ว ไม่คิดจะทบทวนตัวเองหน่อยเหรอ?"
เจียงจื่อโม่เริ่มกลับมาเก๊กหน้าขรึมอีกครั้ง
สวีชิงหนิงกุมหน้าผากตรงที่โดนจิ้ม "ก็ฉันพูดเรื่องจริงนี่คะ?"
"มันก็จริง" เจียงจื่อโม่เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ แววตาดูเหม่อลอยกว่าเดิม
"แต่ว่า..."
"ถ้าไม่ไหวจริงๆ เราแต่งงานก่อนค่อยรักกันทีหลังก็ได้นะคะ"
"..."
"แบบนิยายแนวบังคับแต่งงานไงคะ แต่ฉันเป็นคนบังคับพี่นะ ฉันจะจับพี่มัดแขนขาขึงพืดไว้กับเตียง แล้วฉันก็นั่งทับ..."
สวีชิงหนิงคงจินตนาการภาพในหัวจนเห็นภาพชัด หน้าเธอแดงแปร๊ดขึ้นมาทันที เขินจนพูดต่อไม่ถูก
เจียงจื่อโม่ไม่ได้ลืมตาเต็มที่ ทำแค่มองสวีชิงหนิงนิ่งๆ
ด้วยสีหน้าที่เหมือนจะบอกว่า "ฉันจะคอยดูซิว่าเธอจะเพี้ยนได้ขนาดไหน"
เขารู้สึกว่าขืนอยู่กับเธอนานกว่านี้ เขาต้องเป็นบ้าตามเธอไปแน่ๆ
หรือว่ายิ่งผู้หญิงสวย... สมองยิ่ง... ไปหมดแล้ว???