- หน้าแรก
- หลังเลิกงาน มีนักศึกษาสาวสะกดรอยตามผม
- บทที่ 19: ฉันเห็นมังกร
บทที่ 19: ฉันเห็นมังกร
บทที่ 19: ฉันเห็นมังกร
ดึกดื่นค่อนคืน เจียงจื่อโม่และสวีชิงหนิงต่างแยกย้ายกันเข้าห้องนอน
พอเจียงจื่อโม่ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเดินออกมาจากห้องน้ำ จู่ๆ ก็โดนสวีชิงหนิงดักหน้าไว้
"ดึกป่านนี้แล้วไม่หลับไม่นอน ทำอะไรของเธอ?"
"ฉันเพิ่งนึกเรื่องสำคัญมากๆ ขึ้นมาได้ค่ะ"
"เรื่องอะไร?"
"เรายังไม่มีคอนแทกต์ติดต่อกันเลย ฉันยังไม่ได้แอดวีแชทพี่เลยนะ"
เจียงจื่อโม่เลิกคิ้วเล็กน้อย "นี่คือเรื่องสำคัญมาก?"
"สำคัญสิคะ สำคัญสุดๆ! สำคัญกว่าเวลานอนเพื่อความงามของฉันอีก!"
"เออๆ"
เจียงจื่อโม่หยิบมือถือออกมาสแกนคิวอาร์โค้ดของเธอ แล้วหันหลังกลับเงียบๆ "อย่ามากวนฉันอีกนะ"
"อื้ม!"
สวีชิงหนิงรับปากอย่างดิบดี
แต่สิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำช่างสวนทางกันสิ้นดี
ทันทีที่เจียงจื่อโม่ล้มตัวลงนอนปิดไฟ สวีชิงหนิงก็ส่งข้อความมาหาเขาทันที
พี่จื่อโม่คะ ทำไมใน 12 นักษัตร มีแค่มังกรอย่างเดียวที่ไม่เคยปรากฏตัวคะ?
เจียงจื่อโม่ขมวดคิ้วเมื่อเห็นคำถาม
ถามคำถามแบบนี้ตอนดึกๆ ดื่นๆ เนี่ยนะ???
พี่จื่อโม่เชื่อว่ามังกรมีจริงมั้ยคะ?
เจียงจื่อโม่เอาหมอนมาพิงหลัง เอนตัวพิง อ่านข้อความเงียบๆ อยู่สามวินาที ก่อนจะกดปุ่มอัดเสียงตอบกลับ
"ถ้าจะอธิบายการมีอยู่ของมังกรในมุมมองฟิสิกส์ ฉันคิดว่ามันอาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตแพลงก์ตอนในชั้นไอโอโนสเฟียร์ หลักการบินของมันน่าจะเป็นการเปลี่ยนอากาศในร่างกายให้กลายเป็นไฮโดรเจนด้วยไฟฟ้า ถ้าช่องท้องเต็มไปด้วยไฮโดรเจน มันก็จะบินได้ นี่ถึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตำนานหลายเรื่องถึงบอกว่า 'เจียว' ต้องผ่านด่านเคราะห์สายฟ้าฟาดถึงจะกลายเป็นมังกรได้"
หลังจากเขาร่ายยาวไปชุดใหญ่ สวีชิงหนิงก็ตอบกลับมาด้วยสติกเกอร์กระต่ายน่ารักตัวเดียว
เจียงจื่อโม่รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกเวลาได้ถกเถียงประเด็นพวกนี้ ความง่วงที่เคยมีหายวับไปในพริบตา
"พอกลายร่างเป็นมังกรแล้วบินขึ้นไปบนชั้นไอโอโนสเฟียร์ในเมฆ มันก็จะดูดซับพลังงานไฟฟ้าจากเมฆ เปลี่ยนเป็นไฮโดรเจนแล้วบินบนฟ้าได้ หนวดสองคู่ของมันน่าจะมีไว้ล่อสายฟ้า และอวัยวะภายในต้องมีความสามารถในการแปลงสภาพไฟฟ้า แหล่งพลังงานของร่างกายมันต้องเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าแน่นอน"
เจียงจื่อโม่หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วเสริมต่อ "ดังนั้นถ้าเธอดูบันทึกทางประวัติศาสตร์หลายๆ แห่ง สภาพแวดล้อมตอนมังกรปรากฏตัวมักจะมาพร้อมกับฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ลมพายุ และฝนตก และการมีอยู่ของปลาไหลไฟฟ้าในธรรมชาติปัจจุบันก็พิสูจน์ได้ว่าการแปลงพลังงานไฟฟ้าของสิ่งมีชีวิตไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้"
พอได้เริ่มพล่ามเรื่องนี้ เขาก็หยุดไม่ได้ สงสัยสวีชิงหนิงยังฟังข้อความเสียงอันแรกไม่จบ อันถัดไปก็เด้งไปแล้ว
"ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีอุตสาหกรรมพัฒนาไปมากจนชั้นบรรยากาศเสียหายอย่างหนัก ฉันเชื่อว่าสภาพแวดล้อมที่มังกรอาศัยอยู่น่าจะถูกทำลายย่อยยับ พวกมันอาจจะสูญพันธุ์ไปแล้วหรือใกล้สูญพันธุ์เต็มที ดังนั้นต่อให้มนุษย์ประดิษฐ์เครื่องบินล้ำสมัยแค่ไหน ก็ยังไม่เคยเห็นมังกรอยู่ดี"
"สรุปคือ ฉันเชื่อว่ามังกรมีจริง เพราะยังไงมันก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่เราเคารพบูชามาเป็นพันปี ฉันรับไม่ได้กับแนวคิดที่ว่าแค่เพราะเราไม่เคยเห็น ก็เลยปฏิเสธการมีอยู่ของมัน"
ว้าว พี่เจียงจื่อโม่คะ ที่พี่พูดมามีเหตุผลสุดๆ ไปเลย!
เจียงจื่อโม่รู้สึกภูมิใจแปลกๆ ที่ได้เห็นข้อความนั้น เขาอมยิ้มบางๆ กดปุ่มอัดเสียงถามกลับไป "ทำไมจู่ๆ ถึงถามคำถามแบบนี้ก่อนนอน?"
เพราะฉันคิดว่าเมื่อกี้ฉันเพิ่งเห็นมังกรที่นอกหน้าต่างค่ะ!
เหอะ? เป็นไปได้ไง?
ช่างเถอะ ไปดูหน่อยซิว่ายัยนี่จะมาไม้ไหนอีก
เจียงจื่อโม่สะบัดผ้าห่ม กลิ้งลงจากเตียง แล้วพุ่งตัวไปที่ห้องสวีชิงหนิงอย่างไว
คราวนี้เขาไม่เคาะประตูด้วยซ้ำ เปิดผัวะเข้าไปเลย!
เดินเข้าไปก็เห็นสวีชิงหนิงนั่งกองอยู่กับพื้น เอามือกุมหน้าอก
"หือ?"
เจียงจื่อโม่ชำเลืองมองนอกหน้าต่าง แล้วหันมามองสวีชิงหนิง "ไหนบอกว่าเห็นมังกร?"
สวีชิงหนิง: "ก็เห็นจริงๆ นี่คะ ฉันตกใจจนใจสั่น เจ็บหน้าอกไปหมดแล้วเนี่ย"
เจียงจื่อโม่เห็นมุกเจ็บหน้าอกนี้มาสองรอบแล้ว
ดังนั้นแวบแรกเขาเลยไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่
"เล่นมุกเดิมอีกแล้ว?"
"พูดจริงนะคะ! ไม่เชื่อพี่ลองดูเองสิ"
สวีชิงหนิงขึ้นเสียงสูง ยืนยันหนักแน่น
เจียงจื่อโม่มั่นใจแล้วว่าที่สวีชิงหนิงพูดเมื่อกี้ก็แค่จะหลอกล่อให้เขามาหา
ถ้ามีมังกรจริง เธอคงไม่ใช่คนแรกที่เจอหรอก
ถึงจะมั่นใจ 80% ว่าเป็นกลลวง แต่เจียงจื่อโม่ก็ยังอุตส่าห์นั่งยองๆ มองหน้าเธอแล้วถาม "ไหนบอกซิ เจ็บจริงหรือเจ็บหลอก?"
โดนหลอกมาสองครั้งแล้ว
โบราณว่าไว้ ผิดเป็นครู... เอ้ย ผิดครั้งที่สามถือว่าโง่ แต่เอาน่า ลองเชื่อดูอีกสักครั้ง
สวีชิงหนิงค่อยๆ จับมือเจียงจื่อโม่ แล้วลากไปวางที่หน้าอกตัวเอง
คิ้วเจียงจื่อโม่ขมวดเป็นปม เพราะเขารู้สึกว่าทิศทางที่มือกำลังไปมันแปลกๆ
แต่ดูในมุมนี้ สวีชิงหนิงนี่ก็ซ่อนรูปใช่เล่นแฮะ
ถุย ฉันเป็นสุภาพชนนะเว้ย ไม่มองๆ!
ทันทีที่ความคิดนั้นผุดขึ้นมาในหัว เขาก็สะบัดหน้าหนี แต่ใครจะไปรู้ สวีชิงหนิงกดมือเขาแนบลงกับอกซ้ายของเธอเต็มๆ!
อ้างว่าจะให้เช็กอัตราการเต้นของหัวใจ
ตาไม่มอง แต่มือสัมผัสเต็มๆ เลยเฮ้ย!
สวีชิงหนิง: "ลองจับดูสิคะ มันเต้นเร็วมากเลย ฉันตกใจจริงๆ นะ"
เจียงจื่อโม่: "เธอ... เธอนี่มัน!"
เจียงจื่อโม่ตาโตเท่าไข่ห่าน
เขาไม่ค่อยเข้าใจพฤติกรรมของสวีชิงหนิงเท่าไหร่ แต่ต้องยอมรับว่าสัมผัสนุ่มนิ่มที่มือตอนนี้มัน... รู้สึกดีชะมัด
นี่มันเรียกว่าอะไรนะ?
ช่างเถอะ อธิบายยาก
การกำนิ้วทั้งห้าแน่น ไม่เผลอขยำเป็นกรงเล็บเสือ คือความเมตตาปรานีครั้งสุดท้ายของเจียงจื่อโม่แล้ว
"ใช่ หัวใจเต้นเร็วมากจริงๆ ด้วย"
"หัวใจฉันก็เต้นเร็วมากเหมือนกัน"
"หือ?"
...
เจียงจื่อโม่ชักมือกลับ พยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ใบหูที่แดงเถือกก็ฟ้องชัดเจนว่าเขาหวั่นไหวกับเหตุการณ์เมื่อครู่
สวีชิงหนิงอาศัยแสงไฟสลัวจากโคมหัวเตียงลอบสังเกตเจียงจื่อโม่ ทีแรกก็มองอยู่ห่างๆ แต่สักพักก็เริ่มขยับเข้าไปใกล้ เหมือนอยากจะเอาหน้าแนบชิดกับเขา
เจียงจื่อโม่เอนคอหนีเล็กน้อย ถามงงๆ "ทำอะไรของเธอ?"
"พี่หล่อนี่นา ฉันอยากมองพี่ชัดๆ อยากเข้าไปใกล้ๆ"
...
"ตกลงพี่จื่อโม่คะ รู้สึกยังไงบ้าง?"
"อะไร?"
"ยังจะมาทำไขสืออีกเหรอคะ?"
เจียงจื่อโม่กลืนน้ำลาย สายตาลอกแลก
"โธ่เอ๊ย พี่จื่อโม่ของเราไม่เคยมีความรักนี่เอง มีสาวสวยเซ็กซี่อย่างฉันมานอนอ่อยถึงในบ้าน จะอดใจไหวได้ไงเนอะ"
"ทำไมเธอชอบเติมคำขยายความให้ตัวเองเยอะแยะขนาดนั้น...?"
"ก็มันเรื่องจริงนี่คะ"
"ฉันจะไปนอนแล้ว!"
เจียงจื่อโม่ทนรับมือกับ "การรุกหนัก" ระยะประชิดของสวีชิงหนิงไม่ไหวแล้ว!
เขาลุกพรวด เดินกลับห้องตัวเอง ปิดประตู ล็อกกลอน จบกระบวนท่าอย่างรวดเร็วไร้ที่ติ
พอกลับมาถึงห้อง เขาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างเหม่อลอย
พอนึกย้อนไปถึงฉากที่มือสัมผัสอกซ้ายของสวีชิงหนิง... ใจเขาก็เต้นแรงขึ้นมาจริงๆ?
นี่มันกับดักนางงามชัดๆ?
เขารู้สึกว่าขืนโดนเธอยั่วแบบนี้บ่อยๆ เขาต้องตบะแตกทำผิดศีลข้อกาเมฯ เข้าสักวันแน่ๆ
เขาไม่ใช่เทพเซียนที่ตัดกิเลสได้หมดสิ้นแล้วนะ จะไปทนไหวได้ไง?